ธปท.หวั่นค่าเงินแข็งทะลุ36บาท

ทอง"พรวด9พัน/ส่งออกพร้อมรับ

โจทย์ใหญ่ภาคธุรกิจ เงินบาทจะแข็งค่าแค่ไหน นักค้าเงินเผยผู้ส่งออกตื่นเทขายหนักส่งผลเงินบาทแข็งสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่แบงก์ชาติฟันธงมีโอกาส 36 บาท/ดอลลาร์ ด้านนักเศรษฐศาสตร์ชี้ถ้าไม่แทรกแซงได้เห็น 28 บาทแน่ ผู้ส่งออกปาดเหงื่อหวังไม่ยืดเยื้อ คาดสิ้นปีทองทะลุ 9,000 บาท หัวใสให้เช่าทองแต่งงาน ด้าน "ลอเรนซ์ ซัมเมอร์" อดีต รมว.คลัง ตั้งคำถามแทงใจดำสหรัฐ

การแข็งค่าของเงินบาทรอบนี้ มีคำถามตามมาว่าครั้งนี้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าไปถึงไหน และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องเข้ามาแทรกแซงไปอีกนานแค่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า ขณะนี้สหรัฐมีการส่งออก 11,000 ล้านเหรียญ นำเข้า 16,000 ล้านเหรียญต่อเดือน ขาดดุล 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน และถ้าสหรัฐยังคงขาดดุลไปเรื่อยๆ อะไรจะเกิดขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเอาแค่ตัวเลขการ

ขาดดุลสหรัฐ ณ ปัจจุบันนี้ค่าเงินบาทจะต้องแข็งค่าถึง 28 บาท/ดอลลาร์ หรือแม้กระทั่งเงินเยนก็มีโอกาสแตะที่ 80 เยน/ดอลลาร์ไปแล้ว เพียงแต่วันนี้ธนาคารกลางของเอเชียได้ชดเชยการขาดดุลนั้นให้สหรัฐ อเมริกาอยู่ ทำให้ค่าเงินไม่แข็งอย่างรวดเร็ว

"วันนี้สหรัฐไม่ยอมรับว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหรือการใช้จ่ายเกินตัวเป็นปัญหาของเขา เขาโทษคนอื่น อาทิ จีน ว่ากดค่าเงินหยวนอ่อนทำให้สหรัฐมีปัญหาขาดดุล เมื่อสหรัฐคิดเช่นนี้และไม่สนใจเรื่องค่าเงิน กลายเป็นการโยนปัญหาไปให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐรับไปแทน วันนี้ประเทศคู่ค้าสหรัฐขาหนึ่งขายสินค้าให้สหรัฐอีกขาหนึ่งก็เป็นการให้กู้เพื่อมาซื้อสินค้าของตน ดังนั้นปัญหานี้จะเป็นปัญหาต่อไปอีกนานเนื่องจากเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ยิ่งสหรัฐเชื่อว่าไม่ใช่ปัญหาของเขา เพราะถือว่าเขาผลิตเงินดอลลาร์ได้เอง หากเขาก่อหนี้ไปถึงจุดหนึ่งที่เขาไม่สามารถชำระหนี้ได้ เขาก็ผลิตดอลลาร์มาใช้หนี้ได้ ตอนนั้นเงินดอลลาร์คงท่วมตลาดโลก เงินเฟ้อก็จะพุ่ง ก็เป็นการลดค่าเงินดอลลาร์โดยปริยาย" นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งให้ความเห็น

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า ถ้าธนาคารกลางประเทศต่างๆ ช่วยซื้อสินทรัพย์สหรัฐและแทรกแซงค่าเงินตนเองไม่ให้แข็งค่าเกินไป ข้อดี 1.สหรัฐได้รับการอุดหนุนจากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการบริโภค 2.เอเชียสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและส่งออกสินค้าได้เป็นจำนวนมาก ข้อเสีย 1.สหรัฐจะมีหนี้เพิ่มขึ้น และต้องกู้ยืมมากขึ้นไปเรื่อยๆ 2.เอเชียจะประสบปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจฟองสบู่

อย่างไรก็ตาม ก่อนนี้นายลอเรนซ์ เอช ซัมเมอร์ ประธานของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เคยกล่าวว่า เมื่อ 3 ตุลาคม 2547 พร้อมตั้งคำถามที่สำคัญ 4 ข้อไว้ว่า 1.การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐนี้จะเป็นปัญหาระยะสั้นที่จะแก้ไขตัวเองได้ โดยไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบกับเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ 2.การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมากดังกล่าว เป็นเครื่องบ่งชี้ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ (ดังที่รัฐมนตรีการคลังสหรัฐทุกคนยืนยัน) หรือเป็นปัญหาเรื้อรัง 3.การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐ ซึ่งต้องพึ่งพาการแทรกแซงของธนาคารกลางของประเทศคู่ค้าต่างๆ ของสหรัฐนั้น เป็นเรื่องที่เหมาะสม และยั่งยืนมากน้อยเพียงใด และ 4.หากไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาแล้ว มีแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง
รวมทั้งคำถามที่ว่า ประเทศสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลกนั้นจะเป็นประเทศที่ได้รับเงินกู้มากที่สุดในโลกได้นานสักเท่าใด กล่าวคือ สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ "ดุลแห่งวิกฤตทางการเงิน" (balance of financial terror) หรือการที่สหรัฐจะต้องข่มขู่ประเทศเจ้าหนี้ว่า "หากคุณไม่ยอมให้ผมกู้เงินจากคุณในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะต้องล้มละลายร่วมกันไปทั้งหมด"
ผู้ส่งออกตื่นตระหนกเทดอลลาร์
แหล่งข่าวจากนักค้าเงินกล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 39.89 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งสูงสุดในรอบ 7 เดือนมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงอย่างมากแล้ว ยังเกิดจากแรงตื่นตระหนกของบรรดาผู้ส่งออกที่ถือครองดอลลาร์อยู่ในมือจำนวนมาก ที่เกรงว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่ามากขึ้นกว่านี้ จึงรีบเทขายเงินดอลลาร์ทั้งตั๋วเงินและในตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (forward) ยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าเร็วมากขึ้น
และแม้ว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท. จะออกมาพูดแสดงความมั่นใจว่าจะดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้กระทบกับการค้าระหว่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้ทำให้แรงตื่นตระหนกของผู้ส่งออกและผู้เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศคลายความกังวล เพราะมองว่าอย่างไรค่าเงินดอลลาร์จะยิ่งอ่อนตัวลงมากขึ้นจากปัญหาของสหรัฐอเมริกาที่ขาดดุลแฝด ทั้งขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวน 166.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือสูงกว่า 5% ของจีดีพี และขาดดุลการคลัง 3.6% ของ
จีดีพี ทำให้แรงเทขายดอลลาร์ยังคงมีอยู่อย่าง ต่อเนื่อง

แต่ทั้งนี้มองว่าการเข้ามาแทรกแซงของ ธปท. เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเท่านั้น และสามารถหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินบาทได้เพียงชั่วครู่ หากทิศทางค่าเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าอยู่ต่อไปและนักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจในการถือครองดอลลาร์ก็จะต้องเทขายทิ้งดอลลาร์ซึ่งจะกดดันให้ราคาดอลลาร์ตกลงไปอีก เพราะขณะนี้เริ่มมีคำสั่งขายฟอร์เวิร์ดที่ระดับ 38.80 บาท/ดอลลาร์แล้ว แต่การที่จะแข็งค่าไปถึงระดับดังกล่าวคาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง โดยจะต้องผ่านระดับแนวต้านกลางๆ ที่ 39.50 บาทไปก่อน
อย่างไรก็ตาม การเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทของ ธปท.เป็นไปในทิศทางเดียวกับธนาคารกลางประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ไม่ต้องการให้ค่าเงินของตนแข็งค่าเร็วเกินไปจนขาดเสถียรภาพและกระทบต่อการค้าของประเทศ ซึ่งนายอลัน กรีน สแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐกล่าวว่า การแทรกแซงค่าเงินไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาระยะยาว

ธปท.คาดอาจแข็งถึง 36 บาท/ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจาก ธปท.ยืนยันว่า ธปท.จะพยายามดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกของไทย แม้ว่าขณะนี้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าผ่านไปได้ถึงระดับ 39 บาท/ดอลลาร์แล้วก็ตาม แต่ ธปท.ก็ยังมีแนวต้านในระดับอื่นๆ
ที่จะทดสอบกับตลาดหากมีแรงเทขายดอลลาร์จำนวนมากเข้ามาก็ตาม ทั้งนี้ จากการประเมินของ ธปท.พบว่าค่าเงินบาท ณ ระดับราคา 40 บาท/ ดอลลาร์ หากแข็งค่าขึ้น 10% จะทำให้ค่าเงินบาทของไทยอยู่ระดับที่ 36 บาท/ดอลลาร์
นายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี รองผู้จัดการฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น แต่ไม่น่าจะถึงระดับ 38 บาท/ดอลลาร์ เพราะเชื่อว่าหากค่าเงินบาทเข้าใกล้ระดับ 39.50 บาท/ดอลลาร์ จะถูกแรงซื้อดอลลาร์และขายบาทจาก ธปท.ออกมาจำนวนมาก เพื่อดันไม่ให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวหลุดไปสู่ระดับดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าแทรกแซงค่าเงินของ ธปท.ในตลาดปริวรรตเงินตรา ส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ 12 พ.ย. 2547 ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ระดับ 46,669.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเมื่อต้นปีที่อยู่ระดับ 42,967 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ก.ค.ที่อยู่ระดับ 43,471 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินบาทวันที่ 23 พ.ย. ป?ดที่ระดับ 39.94-39.97 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากวันก่อน เนื่องจากมีแรงซื้อดอลลาร์เข้ามาในตลาดจำนวนหนึ่ง ขณะที่ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ที่ 103.43 เยน/ดอลลาร์ และยูโร 1.2992
ผู้ส่งออกเร่งปรับตัวรับบาทแข็ง

นายสมบูรณ์ เจือเสถียรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยการ์เม้นต์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นช่วงนี้ถือเป็นสถานการณ์ระยะสั้น ไม่กระทบต่อการส่งออกสิ่งทอไทยอย่างชัดเจน เพราะโดยปกติจะทำสัญญาซื้อขายเป็นระยะเวลา 2-3 เดือนล่วงหน้า โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน แต่ไม่เกินร้อยละ 10 จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา

วิธีการปกติผู้ประกอบการจะประกันความเสี่ยงด้วยวิธีกำหนดค่าเงินล่วงหน้า (forward rate) 3 เดือนก่อนรับคำสั่งซื้อ (order) ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับธุรกิจส่งออกที่ซื้อวัตถุดิบในประเทศ หรือบางบริษัทที่มีการนำเข้า-ส่งออก ซึ่งมีปริมาณใกล้เคียงกัน อาจจะใช้วิธีออฟเซต (offset) คือถ้าเรามีตั๋วขาย 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีตั๋วซื้อวัตถุดิบ 8 แสน-1 ล้านเหรียญสหรัฐ ควรให้ธนาคารโอนเงินที่จะได้ไปจ่ายเป็นค่าวัตถุดิบ ซึ่งวิธีนี้จะไม่มีความเสี่ยงในผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยน แต่จะมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นแทน และจะไม่มีกำไรจากค่าเงินที่อ่อนค่าลง
"คาดว่าความผันผวนครั้งนี้จะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่ถ้าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 37-38 บาท ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่มูลค่าส่งออก 3,000 เหรียญต่อปีจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน นอกจากนั้นอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะจะทำให้การคาดการณ์การผลิตในอนาคตทำได้ยาก ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้ส่งออกหวังคือการให้รัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเงินด้วย" นายสมบูรณ์กล่าว
ผู้ส่งออกโวยปาดเหงื่อตลอด

ทางด้านนายวิชัย กรานปกรณ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท พัทยาฟู้ด อินดัสตรี จำกัด ผู้ส่งออกปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ ภายใต้แบรนด์ "นอติลุส" กล่าวถึงเรื่องค่าเงินว่า เป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตามองอยู่ตลอดเวลา แต่ยังเร็วไปที่จะให้คาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงสถานการณ์ในอนาคตด้วย ที่ผ่านมาแค่ระดับ 40 บาท/ดอลลาร์ ผู้ส่งออกก็ต้องปาดเหงื่อแล้ว หากมาแตะที่ 39.50 บาท/ดอลลาร์ บริษัทคงต้องปรับราคามารอที่ 39 บาท ถึงเวลานั้นต้องดูว่าลูกค้าต่างประเทศจะบิดกลับมาอย่างไรและการปรับราคาแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
นายวิชัยกล่าวว่า ถ้าหากค่าเงินบาทลดลงมาแตะที่ระดับ 38 บาทต่อดอลลาร์เมื่อไร เชื่อว่าจะเกิดวิกฤตแน่ ขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกน้อยลงอย่างแน่นอน
เร่งรัฐช่วย SMEs ขาดทุนค่าเงิน

ส่วนนางสุนันทา เตียสุวรรณ์ ประธานบริหารการเงินกลุ่ม บมจ.แพรนด้าจิวเวลรี่ ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเครื่องประดับอัญมณีและเครื่องประดับทองคำ "พรีม่าโกลด์" กล่าวว่า กรณีที่ค่าเงินบาทปรับตัวอย่างหวือหวาจากระดับ 41 บาท/เหรียญสหรัฐ มาเป็น 39 บาท/เหรียญสหรัฐ ในระยะเวลาอันสั้น อาจจะส่งผลทำให้ผู้ส่งออกในกลุ่ม SMEs ที่ไม่มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเหมือนกับบริษัทรายใหญ่ อาจจะต้องประสบกับภาวะการขาดทุนมากพอสมควรซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลช่วยบริหารค่าเงินบาทให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสมอย่าให้มีการปรับตัวของค่าเงินหวือหวามากเกินไปเพราะผู้ประกอบการรายย่อยอาจจะแบกรับปัญหาขาดทุนไม่ไหว

สอดคล้องกับความเห็นของนายเชษฐ์ รุ่งชวาลนนท์ ผู้จัดการสมาคมการค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนไทย ที่กล่าวว่า การที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวจะส่งผลดีต่อการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อขยายกำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเครื่องเรือน แต่ทว่าในช่วงนี้ วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้นมาก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการขยายกำลังการผลิต ดังนั้นหากค่าเงินผันผวนต่ำกว่า 40 บาทต่อเหรียญอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกเครื่องเรือนอย่างแน่นอน
คาดปลายปีทองพุ่ง 9,000 บาท

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ให้ความเห็นว่า ผลกระทบจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนตัวทำให้นักลงทุน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หันมากว้านซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไรแทน ทำให้ราคาซื้อขายทองคำแท่งในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ พบว่าภาวะราคาทองคำในปี 2547 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มีอัตราปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20-30% ในปี 2546 ราคาทองคำโดยเฉลี่ยต่อน้ำหนักทอง 1 บาทอยู่ที่ 7,000 กว่าบาท แต่ในปีนี้ราคาขายทองคำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000 กว่าบาท ส่วนราคาในช่วงปลายปีนี้จะขยับขึ้นไปถึง 9,000 บาท/น้ำหนักทอง 1 บาท หรือไม่ ก็ต้องดูจากภาวะอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทและค่าน้ำมันเป็นหลัก
ออโรร่าฯผุดธุรกิจให้เช่าทองหมั้น-แต่งงาน

นางสาวสมใจ ศรีรุ่งธรรม กรรมการ บริษัท ออโรร่า โกลด์ & เจมส์ จำกัด ผู้บริหารห้างทองออโรร่าฯเปิดเผยว่า เนื่องจากภาวะราคาทองคำในปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่สูงทำให้ประชาชนชะลอกำลังซื้อเครื่องประดับทองลดลง บริษัทจึงปรับแผนการตลาดใหม่ โดยทดลองเปิดให้บริการ "เช่าทองเครื่องหมั้น-งานแต่งงาน" ในร้านค้าทอง 5 สาขา คือ คาร์ฟูร์ สาขารัชดาภิเษก คาร์ฟูร์ สาขาบางบอน โลตัส สาขาลาดพร้าว บิ๊กซี สาขาติวานนท์ และเดอะมอลล์ สาขารามคำแหง

โดยมีเงื่อนไขว่า ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะจ่ายเงินสดเพื่อซื้อเครื่องประดับทองก่อน หลังจากนั้นหากนำเครื่องประดับทองชุดดังกล่าวมาขายคืนให้แก่ร้านทองออโรร่าฯที่มีทั่วประเทศ 50 สาขาภายใน 2 สัปดาห์ จะถูกหักค่าเช่าเครื่องประดับทองเพียง 5% ของมูลค่าสินค้า หากเป็นแหวนเพชร หักค่าเช่าเพียง 8% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งภายหลังจากได้ทดลองเปิดตลาดไปได้ 2 เดือน ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดีมาก เพราะในช่วงปลายปีนี้เป็นระยะที่หนุ่มสาวนิยมแต่งงานมากที่สุด

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด