ทีดีอาร์ไอแฉ 10 วิธี รัฐแทรกแซง สื่อ ชี้โฆษณาครอบงำ

นักวิชาการตั้งวงถกสถานการณ์สื่อยุคเศรษฐกิจการเมืองผูกขาด ทีดีอาร์ไอ แฉ 10 รูปแบบแทรกแซงสื่อ ชี้คนข่าวอยู่ใต้อุ้งมืออำนาจรัฐ-ทุน อาจารย์จุฬาฯ ระบุ สื่อเชิงพาณิชย์ให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อโฆษณามากกว่าคน

ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดสัมมนาประจำปีเรื่อง ?เสรีภาพสื่อไทยในยุคเศรษฐกิจการเมืองผูกขาด? โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้นำเสนอรูปแบบการแทรกแซงสื่อของรัฐ 10 รูปแบบ คือ

1.การใช้สื่อของรัฐโฆษณาประชาสัมพันธ์รัฐบาลฝ่ายเดียว และกีดกันคนที่รัฐบาลคิดเห็นขัดแย้ง ที่น่าห่วงตอนนี้คือ รัฐบาลใช้สื่อโทรทัศน์สนับสนุนแนวคิดตัวบุคคลที่มีประวัติส่งเสริมเผด็จการ ?ขวาจัด? ออกทีวี 2.แทรกแซงสื่อที่ได้รับสัมปทานจากรัฐด้วยการกดดันเพื่อต่อรองเรื่องการต่อใบอนุญาต 3.ใช้กฎหมายการพิมพ์บีบรัดจำกัดเสรีภาพ 4.ใช้กฎหมายอื่นๆ เช่น ใช้ กฎหมายฟอกเงินเล่นงานสื่อที่ไม่เห็นด้วยกับตน 5.ใช้อำนาจรัฐขัดขวางการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจและสื่อที่มีความคิดเห็นตรงข้ามรัฐบาล เช่น วิทยุชุมชน และสื่อขนาดเล็ก

6.แทรกแซงบุคลากรผู้ปฏิบัติงานสื่อ เช่น ใช้อำนาจสั่งการปลดบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ 7.การเข้าไปเป็นเจ้าของสื่อเสียเอง 8.ให้ความช่วยเหลือธุรกิจที่เจ้าของสื่อมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย และกีดกันธุรกิจอื่นที่เป็นปรปักษ์ทางการเมืองกับรัฐบาลเพื่อกดดันให้ร่วมเป็นพันธมิตรกับรัฐบาล 9.ใช้พันธมิตรการเมืองและธุรกิจของตนฟ้องร้องสื่อแทนนักการเมือง เช่น กรณีฟ้องแกนนำคณะกรรมการรณรงค์ปฏิรูปสื่อ (คปส.) ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพจากรัฐ และ 10.แทรกแซงสื่อผ่านเม็ดเงินในการลงโฆษณา

ด้านนายสมชาย แสวงการ นายกสมาคมวิทยุและโทรทัศน์ กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันเป็นตระกูลที่เข้มแข็งที่สุด 5 ตระกูลที่เกี่ยวพันกับสื่อ อย่างน้อยทีวี 2 ช่อง หนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ หนังสือพิมพ์ที่เคยเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลได้รับคำสั่งให้เข้าไปประเมินในการซื้อหุ้นได้แล้ว และยิ่งเป็นรัฐบาลขาลง กลุ่มทุนซึ่งมีเครือข่ายรัฐบาลเชื่อมโยงกับทั่วประเทศก็สามารถควบคุมได้ทั้งหมด นอกเหนือจากการสั่งหรือไม่ได้สั่งโดยตรง ก็สามารถสั่งการได้ผ่านทางจดหมาย หรือมีเลขาฯส่วนตัวส่งสัญญาณทุกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งเป็นทางการ เมื่อไม่ต้องการให้ข่าวใดออกวิทยุหรือโทรทัศน์

รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้สื่อมวลชนได้กลายเป็นสื่อเชิงพาณิชย์มากขึ้น แสวงหากำไรสูงสุด บางสำนักก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยสื่อเชิงพาณิชย์รับผิดชอบผู้ให้โฆษณามากกว่าผู้อ่านถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สื่อวิทยุและโทรทัศน์ต้องรับผิดชอบต่อผู้ให้โฆษณา 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม และที่แย่กว่านั้นยังต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นอีกด้วยในกรณีที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้กอง บก.ขาดความอิสระในทางวิชาชีพ สื่อไม่ให้ความสำคัญต่อคนมากกว่าระบบทุนนิยม

ดร.วิลาสินี พิพิธกุล อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา ฯ กล่าวว่า สถานการณ์ของสื่อมวลชนในรอบปี 2546-2547 ต้องเผชิญการถูกท้าทายอย่างเข้มข้นและรุนแรงกว่าช่วงปีอื่นๆ แม้ว่าส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยในปี 2544 และเป็นที่คาดการณ์ว่าสถานการณ์ด้านสิทธิเสรีภาพและคุณภาพในการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชนในปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปี 2548 จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก เพราะเป็นระยะสุดท้ายแห่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด