อัมมารแนะธปท.ทิ้งดอลลาร์ เลิกใช้เป็นทำเงินทุนสำรอง

เตือนให้ถือสกุลอื่นเลี่ยงขาดทุน

หอการค้าไทยระดมนักเศรษฐศาสตร์ระดับเซียน ร่วมวิเคราะห์เศรษฐกิจปี 2548 บนเงื่อน ไงปัญหาด้านราคาพลังงาน โดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานชี้ชัด ไทยต้องพึ่งต่างประเทศ เดินหน้าหาพลังงานทดแทนอย่างเต็มที่ ดร.อัมมาร-ดร.ปิยสวัสดิ์ ฟันธง! เศรษฐกิจปีหน้า ปัจจัยเสี่ยงเพียบ ทั้งนอกและในประเทศ ชี้ต้องระวังเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แนะแบงก์ชาติ เลิกใช้เงินสกุลดอลลาร์เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับกระทรวง พลังงาน จัดสัมมนาเรื่อง"วิกฤติพลังงานกับทางรอดของธุรกิจไทย " โดยมี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รมว.พลังงาน เป็นประธาน พร้อมกล่าวในการเปิดสัมมนา ว่า ในปี 2548 กระทรวงพลังงานจะใช้นโยบายยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนเต็มรูปแบบ เพื่อแก้ปัญหาราคา น้ำมันแพงในระยะยาว โดยเร่งส่งเสริมด้านพลังงานทดแทนเป็นหลัก เพราะจะเป็นการลด การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

นพ.พรหมินทร์คาดว่า ปีหน้าแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลดลง หลัง ได้ผ่านช่วงที่ราคาสูงสุดมาแล้ว ขณะที่ราคาในประเทศคงจะไม่ปรับลดลงมาถึงในระดับที่ รัฐบาลมีการตรึงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 14.59 บาท/ลิตร

ปัจจุบันกำลังการผลิตน้ำมันทั่วโลก ยังสูงกว่าปริมาณความต้องการใช้ แต่การที่ ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลจากการเก็งกำไรของกองทุนเก็งกำไร (Hedge Fund)

ขณะที่นายอนนท์ สิริแสงทักษิณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์ด้านพัฒนาองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด ( มหาชน ) กล่าวว่า ปตท.คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกใน ปีหน้า ราคาน้ำมันดิบดูไบจะเฉลี่ยที่ประมาณ 30 สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจากปีนี้ที่เฉลี่ย 35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สาเหตุที่ราคาน้ำมันลดลงเพราะความต้องการลดลง เนื่องจาก อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะเพิ่มขึ้นเพียง 3% จากในปีนี้ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 5% ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10 เหรียญ สหรัฐต่อบาร์เรล จะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าถึง 1.8%
ชี้ปัจจัยเสี่งเศรษฐกิจ

ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่ง ประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวบรรยายพิเศษ"ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะ 5 ปี" ว่า มีทั้งปัจจัยภายในประเทศ และนอกประเทศ ประกอบด้วย ความผันผวนของ ราคาน้ำมัน ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ซึ่งมาจากนโยบายของ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ไม่ยอมขึ้นภาษี ทำให้มีการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ทำให้ ค่าเงินเอเชียมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เช่น จีน ญี่ปุ่น

แต่ในส่วนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์นั้น ก็มีการปรับตัวแข็งขึ้น แต่ เทียบกับเงินสกุลอื่น ก็ถือว่าอ่อนตัวลง ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ควรหันมา เปลี่ยนสกุลเงินทุนสำรองเป็นเงินสกุลอื่นแทนดอลลาร์ เพราะอาจจะขาดทุนได้ในระยะยาว ส่วนผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ซื้อขายเงินดอลล่าร์ควรประกันความเสี่ยงโดยการขายเงินดอล ล่าร์ล่วงหน้าไว้ก่อน

นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นจำนวนมาก 4-5% ทำให้เห็นว่าการลงทุนที่เกิด ขึ้นใหม่มีน้อย ทำให้เงินทุนหมุนเวียนในระบบมีไม่เพียงพอ รัฐบาลควรจะลดให้เกินดุลเพียง 1-2% โดยช่วงหลังวิกฤติการลงทุนที่เกิดขึ้นจะอาศัยเงินทุนจากธนาคาร หากเกิดปัญหาสภาพ คล่องขึ้นในระบบ รัฐบาลจะต้องหาทางระดมทุนจากวิธีอื่น เช่น การระดมทุนจากตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่ก็ยังมีปัญหาหลายขาดธรรมาภิบาล

นายอัมมารกล่าวอีกว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินนโยบาย 2 ด้าน คือ การขจัดปัญหา คอร์รัปชั่นในวงราชการ และการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ เพราะทุกประเทศมีการเพิ่มศักยภาพมากขึ้น โดยมีการศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนา บุคคลากรนอกเหนือจากเทคโนโลยีที่เราจะต้องปรับปรุง
ส่วนการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รัฐบาลควรเร่งปรับปรุง ประสิทธิภาพมากกว่าการใส่เงินทุนลงไป ซึ่งจะทำให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ส่วนปัญหาหนี้ สินภาคครัวเรือนที่มีตัวเลขสูงจะไม่มีผลกระทบหากอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เพราะหลายฝ่าย มีการป้องกันไว้แล้ว

ด้านนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมกสิกรไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงของการบริหารธุรกิจ มีในด้านราคาพลังงานที่มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ระบบเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเชื่อว่าราคาน้ำมันที่สูง หาก อยู่ที่ 45 เหรียญสหรัฐขึ้นไปนั้น จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว ดัง นั้นจึงต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงประเภทของการใช้พลังงาน

นอกจากนี้รัฐบาลควรปล่อยลอยตัวน้ำมัน ให้เป็นไปตามราคากลไกตลาดโลก ทั้งนี้ คาดว่า ในปี 2548 ความต้องการจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง เนื่องจากมีการนำก๊าซธรรม ชาติมาใช้แทน รวมถึงกลุ่มผลิตน้ำมันโอเปก และกลุ่มนอกโอเปก มีการเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง แต่ก็อาจจะไม่ลดลงเท่ากับเมื่อ 2 - 3 ปีที่แล้ว โดย ราคาอาจอยู่ที่ 30-35 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ ในปีหน้าการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ก็จะเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งอาจส่ง ผลต่อการส่งออกและการขยายการลงทุนของไทย และอัตราดอกเบี้ยก็อาจมีการปรับตัวเพิ่ม ขึ้น ประกอบกับบัญชีเดินสะพัดขาดดุล ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะชะลอตัว ส่วนดอกเบี้ย ที่จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด