จุดอ่อน...บอสตัน โมเดล (ฉบับรัฐบาล)

ข้อจำกัดที่สอง ผลการศึกษาไม่อาจชี้ว่า อุตสาหกรรมที่เป็นดาวร่วง (Dogs) จะต้องตายไปจากตลาด เนื่องจากข้อมูลที่จัดเก็บ เป็นข้อมูลจากการส่งออกสินค้า เฉพาะในปี 2546 จึงไม่ได้บอกถึง ศักยภาพในการผลิต และไม่นับรวมตลาดในประเทศ'

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร พูดในหลายเวทีว่า จะนำ Boston Model มาใช้ในการประเมินศักยภาพของอุตสาหกรรมไทยแข่งโลก ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่จะบอกว่าอุตสาหกรรมใดที่รัฐควรให้การสนับสนุน หรือลอยแพ โดยระบุให้สภาพัฒน์ฯ เป็นแกนหลักในการตีแผ่ข้อมูลเหล่านี้ออกมา

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ได้ทดลองนำ Boston Consulting Group Model (BCG) มาใช้ในการประเมินสถานภาพอุตสาหกรรมไทยแล้วพบว่า เมื่อเทียบกับตลาดโลกสินค้าไทยมีเพียง 'เครื่องปรับอากาศ' เท่านั้นที่สามารถแข่งขันได้ หรือเป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่ม Stars
ข้อสรุปที่เกิดขึ้น สร้างความกังขาใหักับหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มียอดส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เช่น ในอุตสาหกรรมไก่ กุ้ง อัญมณี เครื่องนุ่งห่ม และรถยนต์ ฯลฯ

จากการสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นหนึ่งในทีมศึกษาโมเดลดังกล่าว ระบุว่า ผลการศึกษาไม่ได้มีความผิดพลาด เพียงแต่ยังขาดการขยายความในรายละเอียดของโครงสร้างการผลิตและส่งออกของทั้ง 14 อุตสาหกรรม อีกทั้งยังขาดการให้ข้อมูลถึงขอบเขตและข้อจำกัดในการศึกษา จึงนำไปสู่ความสับสนและคลุมเครือ

หากพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่า 'ราก' ของบอสตัน โมเดล แท้จริงคือโมเดลที่ใช้ในการประเมินสถานภาพการแข่งขันในระดับบริษัท (Business Model) เป็น 'รายสินค้า' เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง (Product Portfolio) ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งในระดับประเทศ หรือ ระดับโลก

แต่ในการศึกษาของไทย เลือกที่จะนำโมเดลนี้มาใช้ในการศึกษาสถานภาพแต่ละอุตสาหกรรมของไทยกับประเทศอื่นๆ ในระดับโลก, 10 ประเทศผู้ส่งออกของโลก และในระดับอาเซียน (Country Portfolio) ดังนั้นเมื่อนำ Business Model มาประยุกต์ใช้ประเมินสถานภาพใน ระดับประเทศ แทน ระดับบริษัท ข้อจำกัดที่พึงระวังในการตีความย่อมเกิดขึ้น

ข้อจำกัดแรก จึงเกิดจาก รายละเอียดของสินค้าที่มีหลายพิกัด แม้จะอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ความยากในการเก็บข้อมูลจึงเกิดขึ้น ซึ่งต่างจากการเก็บข้อมูลในระดับบริษัท ซึ่งพิกัดสินค้าที่ใช้เปรียบเทียบกับคู่แข่งขันค่อนข้างชัดเจน และน้อยพิกัดกว่า

'เราใช้ข้อมูลจากกรมศุลกากร ซึ่งมีฮาโมไนต์ โค้ด 4 ตัว ขณะที่บางประเทศระบุ ฮาโมไนต์ โค้ด ที่มากกว่านั้นเป็น 6 ตัว หรือ 8 ตัว แต่เราหาไม่ได้ ดังนั้นการเปรียบเทียบในรายสินค้าอาจมีความแตกต่าง เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์ เป็นการเปรียบเทียบเฉพาะการส่งออกรถแวนและรถบรรทุกพิกัด 8704 หรือในอุตสาหกรรมยา ยาที่เป็นเบอร์ 1 ของโลก กับยาที่บ้านเราผลิตเป็นคนละชนิด คนละตลาด เป็นต้น'

ศาสตร์ของบอสตัน โมเดล บอกไว้ชัดว่า สินค้าที่นำมาเปรียบเทียบต้องเป็นสินค้าประเภทเดียวกันหรือสามารถทดแทนกันได้เท่านั้น

ข้อจำกัดที่สอง ผลการศึกษา ไม่อาจชี้ว่า อุตสาหกรรมที่เป็นดาวร่วง (Dogs) จะต้องตายไปจากตลาด เนื่องจากข้อมูลที่จัดเก็บ เป็นข้อมูลจาก การส่งออกสินค้าเฉพาะในปี 2546 จึงไม่ได้บอกถึงศักยภาพในการผลิต และไม่นับรวมตลาดในประเทศ
อีกทั้งสถานะของบางอุตสาหกรรม อาจเป็นสินค้าที่ไม่เน้นการส่งออก เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า หรือเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industry) เช่น อุตสาหกรรมเหล็กรีดร้อน เหล็กรีดเย็น

'สศอ.กำลังพูดถึง Portfolio ของการส่งออกแต่ละอุตสาหกรรมว่าสินค้าใดมีศักยภาพในการส่งออก คนอ่านต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเป็น Dogs ต้องตาย อุตสาหกรรมนั้นอาจจะเก่งในประเทศก็ได้ เช่น

ในอุตสาหกรรมกุ้ง ผลศึกษาบอกว่า เป็น Dogs ถ้าเปรียบเทียบในอาเซียน ก็เพราะตลาดส่งออกส่วนใหญ่ไปอยู่ในสหรัฐและอียู ไม่ได้เน้นตลาดในอาเซียน เพราะหากเปรียบเทียบสินค้าเดียวกันนี้กับผู้ส่งออกท็อปเท็นของโลก สถานภาพอุตสาหกรรมส่งออกกุ้งของไทยจะยกระดับจาก Dogs มาเป็น Cash Cows'
ทั้งนี้สาเหตุที่ สศอ.ใช้เพียงข้อมูลการส่งออกในปี 2546 มาใช้ในการคำนวณสถานภาพของอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องการให้ผลศึกษาสะท้อนถึงสถานภาพการส่งออกล่าสุดของทั้ง 14 อุตสาหกรรมมากที่สุด

อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอแนะให้มีการศึกษาโดยใช้ข้อมูลการส่งออก 5 ปีย้อนหลัง เพื่อสะท้อนถึงสถานภาพอุตสาหกรรมที่แท้จริง หากแต่ไม่สามารถสะท้อนความเป็นปัจจุบันได้เช่นกัน ทำให้ผลศึกษาที่ได้ยากที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

'ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมส่งออกไก่ หลายคนตกใจพอเห็นว่าประเทศไทยเป็น Dogs ทั้งที่เราเป็นผู้ส่งออกไก่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่หากมองให้ลึกซึ้ง ในปี 2546 ประเทศไทยประสบปัญหาไข้หวัดนก ทำให้ยอดส่งออกไก่ในปีนั้นลดลงอย่างมาก เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ทราบว่าจะจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร แต่ถ้าเปรียบเทียบการส่งออก 5 ปี เราจะไม่รู้สถานภาพ

ระดับของสถานภาพอุตสาหกรรมยังมีความหมายถึงการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน

Stars - อุตสาหกรรมที่เป็น 'ดาวรุ่ง' บอกให้ทราบว่า อุตสาหกรรมนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราเติบโตเฉลี่ยและส่วนแบ่งตลาดส่งออกสูงกว่าคู่แข่ง(ขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบในระดับโลกหรือระดับอาเซียน) มาตรการที่จะใช้จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะรักษาระดับส่งออกเช่นนี้ต่อไปให้นานที่สุดหรือทำอย่างไรให้ยอดส่งออกเพิ่มขึ้น

Problem Children - อุตสาหกรรม 'แรกรุ่น' บอกให้ทราบว่า อุตสาหกรรมนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราเติบโตในการส่งออกสูง เนื่องจากเป็นสินค้าใหม่ในตลาด หากแต่ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง มาตรการที่จะใช้ จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้เพิ่มขึ้น เช่น การนโยบายการตลาด เพื่อให้อุตสาหกรรมนั้นก้าวข้ามมาเป็น Stars

Cash Cows - อุตสาหกรรมที่เป็น 'แม่วัวให้นม' บอกให้ทราบว่า อุตสาหกรรมนั้นเป็นที่รู้จักในตลาดและการส่งออกค่อนข้างอิ่มตัว เนื่องจากอัตราเติบโตน้อยหรือไม่เติบโตเมื่อเทียบกับคู่แข่ง มาตรการที่จะใช้ ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า ทำอย่างไรในการรักษาฐานตลาดไว้ให้ได้นานที่สุด หรือมีความจำเป็นในการทำตลาดเชิงรุกมากน้อยเพียงใด

Dogs - อุตสาหกรรมที่เป็น 'สุนัข' บอกให้ทราบว่า อุตสาหกรรมนั้นมีอัตราการส่งออกและส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่าคู่แข่ง มาตรการที่ใช้ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวโดยธรรมชาติเป็นสินค้าส่งออก หรือเป็นอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องใส่มาตรการเพื่อสนับสนุนการส่งออก หรือ หากพบว่าเป็นอุตสาหกรรมส่งออกจริง ก็ต้องตั้งคำถามกลับไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรม เช่น การระบาดของไข้หวัดนก จะทำอย่างไรให้ตลาดยอมรับสินค้า ทั้งการเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นไก่ต้มสุกหรือห้ามใช้วัคซีนไข้หวัดนกในไก่ เป็นต้น

หลักการของ บอสตัส โมเดล คิดค้นขึ้นโดย Bruce D.Handerson เมื่อปี ค.ศ.1970 ซึ่งในขณะนั้นเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัท Boston Consulting Group แรกเริ่มเดิมที โมเดลนี้ถูกเรียกว่า Growth-Share Model เพราะเขาให้ความสำคัญว่าอุตสาหกรรมใดจะสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งจะต้องมีองค์ประกอบของ 'อัตราการขยายตัว' หรือ Growth กับ 'การขยายตัวของส่วนแบ่งทางการตลาด' หรือ Market Share และเป็นโมเดลที่อิงตามวัฏจักรธุรกิจไม่ต่างจากระฆังคว่ำ

'เริ่มจากธุรกิจที่เข้าตลาดใหม่จะมีอัตราเติบโตสูงเพราะยอดขายยังน้อย (Problem Children) แต่ส่วนแบ่งการตลาดก็น้อยไปด้วย เมื่อใส่กลยุทธ์ทางการตลาดเข้าไป ตลาดเกิดตอบรับธุรกิจก็ขยายตัวต่อเนื่องขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดก็ขยายตัวตาม (Stars) จากนั้นหากสินค้าดังกล่าวไม่ได้ปรับปรุงหรือใช้กลยุทธ์การตลาดเพิ่มเติม ตลาดจะค่อยๆ อิ่มตัวทำให้อัตราเติบโตและส่วนแบ่งการตลาดค่อยลดลง (Cash Cows) จนเป็นสินค้าที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน (Dogs) จนต้องออกไปจากตลาดในที่สุด หากไม่พัฒนาสินค้าให้มีอัตราเติบโตและส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด