บาทแข็งดอลลาร์อ่อน: สถานการณ์ใหม่ที่ต้องจับตามอง

สิ่งที่ภาคธุรกิจ คงจะเห็นสอดคล้องกันคือ แม้ว่าค่าเงินบาท จะปรับตัวแข็งค่าขึ้น แต่การปรับตัว อย่างมีเสถียรภาพ แบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการเก็งกำไร สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงได้ เป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจ สามารถปรับตัวได้สอดคล้อง กับสถานการณ์'
กลายเป็นประเด็นใหม่ทางเศรษฐกิจครับ หลังจากเงินบาทปรับตัวแข็งค่าสูงสุดใน 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 (ซึ่งมีค่าอยู่ในระดับประมาณ 39.39 บาทต่อดอลลาร์) โดยปรับตัวแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 39.87 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายทั้งฝ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ตลอดจนภาคเอกชนทั้งผู้ส่งออก ผู้ผลิตและผู้ติดตามทิศทางเศรษฐกิจต้องจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน หลังจากที่ค่าเงินบาททรงตัวอยู่ในระดับ 41.0-41.5 บาทต่อดอลลาร์นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2547

การแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาทในช่วงนี้เป็นภาวะผันผวนตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยมีที่มาที่ไปหรือมีเหตุผลในการอธิบายได้ ไม่ใช่เกิดจากการเก็งกำไร โดยค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินตราสกุลสำคัญๆ ในโลก กล่าวคือค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินยูโรอยู่ในระดับ 1.3 ดอลลาร์ต่อ 1 ยูโร ซึ่งเป็นการอ่อนค่าลงเกือบต่ำสุดในประวัติศาสตร์

สาเหตุที่ทำให้ค่าบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เกิดจากปัจจัย 2 ด้าน

หนึ่ง....เป็นเพราะประเทศสหรัฐอเมริกาปรับค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงเพื่อลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ปัจจุบันขาดดุลถึง 5-6 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามการอ่อนค่าเงินดอลลาร์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เนื่องจากทางประธานธนาคารกลางของสหรัฐ (Fed) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐได้ส่งสัญญาณการอ่อนค่าเงินดอลลาร์มาอย่างต่อเนื่อง ว่าการอ่อนตัวลงของค่าเงินดอลลาร์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากและทางการสหรัฐไม่สามารถแทรกแซงได้ และเชื่อว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้นได้

ทั้งนี้นายอลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ ได้ออกมากล่าวว่าความสนใจลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่มีลดน้อยลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงสหรัฐ และทางการสหรัฐ จะไม่แทรกแซงค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลงเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

สอง... เกิดจากการที่เงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในไทย เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์บ้านเราต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยยังขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งแสดงว่าไทยสามารถหาเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นแรงเสริมให้ค่าเงินบาทปรับค่าแข็งขึ้นด้วย

กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่าการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงนี้เป็นการปรับตัวที่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ และเป็นการปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนมีการส่งสัญญาณจากประเทศสหรัฐอย่างชัดเชนและอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นการปรับตัวแข็งขึ้นของค่าเงินบาทอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏสัญญาณว่ามีค่าเงินบาทที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเกิดจากการเก็งกำไรในค่าเงินบาท

ดังนั้นเราจึงเห็นธนาคารแห่งประเทศไทยให้ข่าวว่า ธปท. จะดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากจนกระทบกับการค้าและการส่งออก ซึ่งต้องยอมรับด้วยว่า หากปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากเกินไป อาจทำให้เกิดการเก็งกำไรจากเงินทุนระยะสั้นที่ไหลเข้าประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดูแลค่าเงินนั้น ธปท. ยืนยันว่าจะไม่เข้าแทรกแซงและไม่ดำเนินการใดๆ ที่สวนกระแสการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาค

การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นการแข็งค่าขึ้นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องคงจะต้องติดตามข้อมูลข่าวสารและปรับตัวตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะผู้ส่งออกและผู้นำเข้า โดยค่าเงินบาทคงจะเคลื่อนตัวอยู่ในระดับ 39.0-40.5 ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงนี้จนถึงสิ้นปี
แน่นอนครับว่า ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นนี้ผู้ส่งออกไม่ชอบแน่ เพราะจะทำให้ราคาสินค้าส่งออกแพงขึ้นโดยอัตโนมัติ (หากขายสินค้าราคาเดิมเทียบเป็นเงินบาท) หรือได้เงินบาทจากการขายน้อยลง (หากขายสินค้าราคาเดิมเทียบเป็นเงินดอลลาร์) ซึ่งอาจทำให้ยอดขายปรับตัวลดลงได้

กอปรกับในปัจจุบัน ต้นทุนด้านการผลิตปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบันและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนการผลิตและต้นทุนของสินค้าสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรของกิจการลดลงในที่สุด
ผมก็คงได้แต่แสดงความเห็นว่าต้องปรับตัวในด้านการควบคุมต้นทุนการผลิตให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ กระจายความเสี่ยงโดยขยายตลาดและกระจายตลาดหลายแห่ง ตลอดจนประกันความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาคธุรกิจคงจะเห็นสอดคล้องกันคือแม้ว่าค่าเงินบาทจะปรับตัวแข็งค่าขึ้น แต่การปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการเก็งกำไร สามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงได้ เป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้สอดคล้องกับสถานการณ์

ผมคิดว่า ธปท. ทราบความต้องการนี้ของภาคธุรกิจครับ และเชื่อว่า ธปท. จะดูแลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยให้มากที่สุด ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน

ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด