โพลล์หอค้าประเมิน4ปีรัฐบาล นักธุรกิจใต้-กทม.พอใจน้อยสุด

นักธุรกิจรอนโยบายเศรษฐกิจใหม่ก่อนเลือกตั้ง

"โพลล์หอการค้าไทย" ระบุประชาชน-นักธุรกิจ พอใจผลสำเร็จของงาน ตามนโยบายรัฐในรอบ 4 ปี ต่ำกว่าความพอใจตัวนโยบาย ขณะที่นักธุรกิจภาคกทม.-ใต้ พอใจรัฐบาลต่ำสุด แนะรัฐเร่งแก้ปัญหาภาคใต้ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน "ธนวรรธน์" ชี้พรรคการเมืองแข่งเสนอนโยบายใหม่ล่อใจประชาชน
ดร.ยาใจ ชูวิชา ประธานคณะสำรวจความคิดเห็นประเด็นธุรกิจ Chamber Business Poll มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ที่มีต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ว่า ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 2,453 คน ซึ่งมีความเห็นโดยรวมเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐใน 4 ปีที่ผ่านมา ว่าพึงพอใจมาก 54.5% พึงพอใจน้อย 15.8% พึงพอใจปานกลาง 29.7%

โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยความพอใจนโยบาย พบว่าการแก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาความยากจน สร้างความสามารถการแข่งขันและการพัฒนายั่งยืน ศาสนา สังคม การศึกษา และสาธารณสุข คอร์รัปชัน เศรษฐกิจ ความมั่นคงของชาติอยู่ในระดับพอใจมาก

ส่วนด้านความสำเร็จของนโยบาย เห็นว่าการแก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาความยากจนพอใจมาก ส่วนการสร้างความสามารถการแข่งขันและการพัฒนายั่งยืน ศาสนา สังคม การศึกษาและสาธารณสุข คอร์รัปชัน เศรษฐกิจ ความมั่นคงของชาติมีความพอใจระดับปานกลาง

ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ได้สำรวจทัศนะผู้ประกอบการทั่วประเทศ 1,002 รายทั่วประเทศ โดยพบว่าผู้ประกอบการ มีความเห็นต่อนโยบายภาพรวม ด้านเศรษฐกิจพึงพอใจ 50.1% พอใจปานกลาง 37.9% พอใจน้อย 11.89% ไม่พอใจ 0.1% ส่วนความสำเร็จโดยรวมของนโยบายเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของภาคเกษตรกรรม การค้า บริการและการผลิตพอใจมาก ขณะที่นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล มีความพอใจมาก

โพลล์ชี้พอใจผลสำเร็จน้อยกว่าตัวนโยบาย

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมประชาชนพอใจผลสำเร็จของนโยบายรัฐบาล น้อยกว่าความพอใจในตัวนโยบาย โดยประชาชนเห็นด้วยกับการตรึงน้ำมันดีเซลและลอยตัวน้ำมันเบนซิน และภาคธุรกิจได้หมดความกังวล ต่อปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพราะได้คลี่คลายแล้ว จึงมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเข้มแข็งขึ้น

"ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนเห็นตรงกันว่า รัฐบาลทั้งเก่าและใหม่ที่จะเข้ามา ควรเข้าไปคุมสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ เพราะยังคงเป็นปัญหาที่กระทบด้านจิตวิทยา" ดร.ธนวรรธน์กล่าว
คนกรุง-ใต้พอใจนโยบายน้อย

ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า เมื่อแยกความพึงพอใจมาก ของผู้ประกอบการต่อนโยบายเศรษฐกิจเป็นรายภาค พบว่า ภาคที่อยู่ต่ำสุด คือ กรุงเทพมหานคร พอใจมาก 37.75% และภาคใต้พอใจมาก 45.73% ซึ่งทั้งสองภาคส่วนใหญ่พอใจปานกลาง โดยกรุงเทพมหานครพอใจปานกลาง 58.33% ภาคใต้ พอใจปานกลาง 37.69% ในขณะที่ภาคเหนือมีระดับความพอใจมากสูงถึง 61.62% และมีเพียงกรุงเทพมหานครภาคเดียว ที่ผู้ประกอบการตอบว่า มีความไม่พอใจนโยบายรัฐบาล จำนวน 0.49%
ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า รัฐบาลนี้ได้ตอบโจทย์นโยบายตรงประเด็นทางเศรษฐศาสตร์ ที่ต้องการให้ประชาชนหลุดพ้นจากวัฏจักรความยากจน ทำให้รัฐบาลทุ่มนโยบายไปที่รากหญ้า ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ แต่ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับรากหญ้ามากเกินไป โดยลดความสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และด้านการลงทุน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาให้เศรษฐกิจฟื้น

นักธุรกิจรอนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าในการเลือกตั้ง จะมีการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ ออกมามาก เพราะจากการสำรวจพบว่าประชาชนและผู้ประกอบการ ให้ความสำคัญกับนโยบาย ของพรรคการเมือง ที่จะเข้าไปเป็นรัฐบาลมากขึ้น แต่การดำเนินนโยบาย ยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งต่อไปนโยบายที่จะออกมาจะต้องมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และนักธุรกิจรอที่จะมีนโยบายเศรษฐกิจใหม่ออกมา เพราะนโยบายสังคมได้สร้างความพอใจไปแล้ว

เขากล่าวว่า ภาคธุรกิจพอใจนโยบายการพัฒนา ขีดความสามารถในการแข่งขันน้อย ซึ่งชี้ชัดว่าภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลเข้ามาทำให้มากกว่านี้ โดยรัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่ ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น และในระยะสั้นที่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันยังไม่มีผล รัฐบาลควรรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท
ส่วนการเปิดเขตการค้าเสรีผู้ประกอบการยังเห็นว่า จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเห็นว่ารัฐบาลควรสรุปผลโครงการต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อชี้ให้ชัดว่ามีความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน เพราะประชาชนพอใจรัฐบาล แต่ในด้านความสำเร็จยังไม่ชัดเจน ซึ่งรัฐบาลอาจทำเองแล้วให้สถาบันการศึกษาช่วยประเมิน
ดร.เสาวนีย์ กล่าวต่อไปว่า การประเมินนโยบายกองทุนหมู่บ้าน คงต้องใช้เวลาระยะยาว ว่า เงินที่ประชาชนกู้แล้วนำไปซื้อสินค้า เช่น จักรยานยนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ จะเป็นการลงทุนของประชาชนหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลต้องระวัง คือ การทำให้ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น ที่อาจทำให้เกิดปัญหาได้ แต่ถ้าในระยะยาวเมื่อประชาชนมีรายได้แล้ว ใช้หนี้คืนได้ถือว่าโครงการสำเร็จ

ประชาชนต้องการแก้ปัญหาใต้ลำดับแรก

สำหรับข้อเสนอแนะด้านนโยบายที่ประชาชนต้องการให้ดำเนินการต่อมากที่สุด คือ การแก้ปัญหาภาคใต้ รองลงมาเป็นการตั้งกองทุนหมู่บ้าน การพัฒนาฝีมือแรงงานที่ตกงาน การทำเอฟทีเอ สินค้าโอท็อป รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท การป้องกันไข้หวัดนก โครงการอีลิทการ์ด เร่งเปิดเสรีการค้า และคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7%

ประชาชนยังได้เสนอแนะนโยบายด้านการศึกษา ให้เรียนฟรีถึง ม.6 ด้านคุณภาพชีวิต ให้มีการรักษาโรคเท่าเทียมกัน และเพิ่มฐานค่าครองชีพ ด้านยาเสพติดให้เข้มงวดและเพิ่มบทลงโทษ ด้านการค้าในประเทศให้กำหนดโซนห้างค้าปลีกรายใหญ่และให้ความช่วยเหลือ ด้านต้นทุนการซื้อสินค้า ด้านกองทุนหมู่บ้านให้ดำเนินการและติดตามผลการกู้ ด้านราคาน้ำมันให้หาพลังงานทดแทนและลดราคาพลังงานทดแทน ด้านคอร์รัปชันให้ทำจริงจังกว่านี้ และมีบทลงโทษที่รุนแรง รวมถึงให้ชดใช้เงินที่คอร์รัปชันมา

27 พฤศจิกายน 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด