จีนกับการเปิดเสรี 'ธุรกิจสื่อ' บางส่วน

นับตั้งแต่จีนให้คำมั่นสัญญาว่า จะเปิดตลาดทุกภาคธุรกิจ ให้บริษัทต่างชาติ เข้าไปแข่งขันได้มากขึ้น ตามข้อตกลง ของการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ของจีนเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2544 จีนก็เริ่มดำเนินการเปิดกว้าง ผ่อนคลายกฎระเบียบธุรกิจต่างๆ ตามลำดับ

ล่าสุด ในวันที่ 28 พ.ย.นี้ กฎใหม่ว่าด้วยการเข้ามาลงทุนในธุรกิจสื่อจีนของบริษัทให้บริการด้านแพร่ภาพ-กระจายเสียงต่างชาติ ก็จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเปิดโอกาสให้บรรดายักษ์ใหญ่ด้านสื่อระดับโลก เข้าถึงอุตสาหกรรมผลิตรายการโทรทัศน์และผลิตภาพยนตร์ ที่มีจำนวนผู้ชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้ง่ายและมากขึ้น

จีนมองการตัดสินใจเรื่องนี้ ว่าเป็นเรื่องได้ประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่ายเพราะบริษัทสื่อต่างชาติ ก็ได้กำไรจากการเข้ามายึดหัวหาดผลิตรายการในจีน ขณะที่จีนเองก็ได้ประโยชน์ด้านเทคโนโลยีจากตะวันตก ซึ่งจีนกำลังต้องการอย่างมาก เพราะจะมำมาใช้ปรับปรุงเนื้อหาสาระในการนำเสนอ รวมทั้งสไตล์การนำเสนอสื่อของจีนให้ดีขึ้น

มาตรการผ่อนคลายกฎระเบียบใหม่ในธุรกิจสื่อของจีน ให้สิทธิบริษัทสื่อต่างชาติถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนไม่เกิน 49% ที่เหลือเป็นของหุ้นส่วนชาวจีน และบริษัทสื่อน้องใหม่ ที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจ ต้องมีเงินลงทุนเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนบริษัทผลิตภาพยนตร์ ต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์
การเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ของจีน ซึ่งมีขึ้นหลังจากจีนผ่อนคลายกฎระเบียบในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหลายในประเทศ ได้รับการขานรับอย่างคึกคักจากสื่อยักษ์ใหญ่ตะวันตกตั้งแต่ เวียคอม จนถึงนิวส์ คอร์ป ของเจ้าพ่ออุตสาหกรรมสื่อโลกอย่างรูเพิร์ต เมอร์ด็อก เพราะต่างก็อยากมีส่วนแบ่งในเค้กชิ้นใหญ่ที่มีประชากรมากถึง 1,300 ล้านคนนี้กันทั้งนั้น

ก็อย่าเพิ่งดีใจ คิดว่าการเปิดกว้างในเรื่องนี้ ครอบคลุมถึงการเปิดกว้างด้านเนื้อหาสาระที่นำเสนอด้วย เปล่าเลย เพราะนี่เป็นแค่การเปิดกว้างทางธุรกิจเท่านั้น โดยในส่วนของเนื้อหาสาระ จีนยังเป็นผู้ควบคุมและกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเหมือนเดิม โดยเฉพาะในประเด็นละเอียดอ่อนอย่างเช่นประเด็นการเมือง ทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้น และการทำตลาดแบรนด์ของต่างชาติ

แต่แค่นี้ ก็ถือว่าจีนใจกว้างมากแล้ว และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการโทรทัศน์จีน ก็มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในการนำเสนอชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเทียบกับประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ ด้วยกัน ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีหลายรายการที่ผลิตรายการเน้นสนุกสนาน มีสีสัน เพื่อจับกลุ่มผู้ชมวัยรุ่น และคนจีนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มแฟชั่น กีฬา วิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเมืองก็มีการหยิบยกมานำเสนอมากขึ้น

และเพื่อให้แน่ใจว่า หุ้นส่วนต่างชาติจะนำทักษะ ความชำนาญ เทคโนโลยี เข้ามาสู่ประเทศอย่างไร้ขีดจำกัดนอกเหนือจากการทุ่มเม็ดเงินลงทุน ในอุตสาหกรรมแพร่ภาพ-กระจายเสียง ผู้คุมกฎของจีนจึงกำหนดเป็นเงื่อนไขชัดเจนลงไปว่า ผู้เข้ามาลงทุนต้องมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจวิทยุและทีวีเท่านั้น ถึงจะพิจารณาอนุมัติข้อตกลงให้ ผิดจากนี้ ถือว่าไม่ใช่ ตลาดจีนถือว่าเนื้อหอมที่สุดในสายตาสื่อต่างชาติ แม้รู้ๆ กันอยู่ว่าจีนเป็นประเทศปิดในแง่ของการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น การแสดงออกทางการเมือง นี่คือ เหตุผลที่ทำให้แม้ว่าจะเปิดกว้างในอุตสาหกรรมสื่อแล้ว แต่เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมภาคอื่น ๆ ก็ถือว่า อุตสาหกรรมสื่อในจีนยังถูกควบคุมอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคม หรืออุตสาหกรรมรถยนต์

โดยส่วนใหญ่ถูกจำกัดวงพอๆ กับตลาดทีวีดาวเทียม ที่สตาร์ทีวี ช่องสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมของเมอร์ด็อก บีบีซี เวิลด์ และซีเอ็นเอ็น เป็นเจ้าตลาดอยู่อย่างค่อนข้างมีขอบเขต กล่าวคือ ให้บริการแพร่ภาพเฉพาะในโรงแรม หรือเขตที่อยู่อาศัยบางแห่งเท่านั้น

ทำให้ในทางปฏิบัติ เกิดการลักลอบใช้สัญญาณกันอย่างแพร่หลาย มีจานดาวเทียมเถื่อนเกลื่อนเมืองหลวงของจีน สอดคล้องกับยอดขายรายการเชิงสารคดี กีฬา และภาพยนตร์จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมาก เรียกว่า 2-3% ที่ผู้บริโภคชาวจีน 1,300 ล้านคน รับชมและรับฟังล้วนเป็น 'สาร' ที่ผลิตโดย 'สื่อ' ต่างชาติทั้งสิ้น

หากมองระยะสั้นแล้ว ถือว่าการผ่อนคลายกฎระเบียบธุรกิจสื่อบางส่วนของจีนครั้งนี้ไม่ให้ผลบวกที่เป็นรูปธรรมชัดเจนมากนัก แต่ถ้ามองระยะยาว เมื่อบริษัทต่างชาติต่างให้ความเคารพต่อแนวความคิดของจีน และไม่ทำตัวขวางแผนการพัฒนา หรือบั่นทอนเสถียรภาพความมั่นคงของจีน ก็จะมีโอกาสสร้างสายสัมพันธ์เหนียวแน่น จนสามารถเข้าถึงตลาดวัฒนธรรมในจีนได้

พอถึงตอนนั้น ผู้ผลิตสื่อต่างชาติก็มีหน้าที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลเข้ากระเป๋า หลังจากเพาะหว่าน และรดน้ำพรวนดินผลผลิตด้วยความอดทนมานาน
นภาพรรณ จันทร์สว่าง .. จับกระแส

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด