ปานปรีย์หวั่นเอฟทีเออินเดียสะดุด

หลังไทยส่งออกเพิ่มดันดุลการค้าพุ่ง

'ปานปรีย์' ชี้ไทยเกินดุลการค้าอินเดียสูง หวั่นอินเดียทบทวนเปิดเสรีเพิ่มขึ้น ในกรอบเอฟทีเอ จี้สสว. เร่งสร้างความแข็งแกร่งเอสเอ็มอีไทย ขณะที่ผู้ประกอบการวอนรัฐ นำทีมบุกตลาด ช่วยเหลือเงินทุน

ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการสัมมนา 'FTA อินเดีย กับ SMEs ไทย' ว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อินเดีย เป็นข้อตกลงฉบับแรก ที่ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง (เอสเอ็มอี) แต่ผู้ประกอบการควรมีเป้าหมายกลุ่มตลาด และสินค้าที่ชัดเจนเป็นพื้นฐานด้วย &

ทั้งนี้ ยอมรับว่าเอสเอ็มอีไทย ยังไม่มีความพร้อม ในการบุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งได้ประสานกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้จัดทำโครงการเพื่อสร้างเอสเอ็มอีในประเทศให้แข็งแกร่ง

ดร.ปานปรีย์ กล่าวอีกว่า จากผลการลดภาษีสินค้าเร่งลดภาษี 82 รายการ ครอบคลุมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตร พบว่าการส่งออกไทยไปอินเดียขยายตัว 122% (ม.ค.-ก.ย.2547) เทียบกับปีก่อน ขณะที่อินเดียส่งออกมาไทยเพิ่มขึ้นเพียง 50% ทำให้ไทยเกินดุลการค้า ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการเจรจาครั้งต่อไป เพราะหากฝ่ายอินเดียเห็นตัวเลขนี้แล้ว อาจต้องการทบทวนการเจรจา หรือท่าทีเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าการเจรจาจะเดินหน้าต่อไป เพราะการเจรจามิใช่การให้ลดภาษีอย่างเดียว แต่จะต้องลดอุปสรรคทางการค้าอื่นๆ ด้วย

'ต้องเจรจาโดยไม่ต้องไปเน้นเรื่องใครได้ดุลการค้าหรือไม่ แต่ต้องทำอย่างไรให้การค้า 2 ประเทศขยายตัวมากขึ้น ปี 2546 มูลค่าการค้า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ปีนี้ ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป้าหมายคือให้มูลค่าการค้าทะลุ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไทยจะเน้นมูลค่าการส่งออกด้วย' ดร.ปานปรีย์กล่าว

ด้านนายสมคิด เชี่ยวปัญญาทอง รองประธานบริหาร บริษัท ภูกระดังส่งเสริมการเกษตร (1990) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋อง กล่าวว่า ตลาดอินเดียยังมีความต้องการสินค้าอีกมาก ดังนั้น นักธุรกิจควรหาช่องทางนำสินค้ามาจัดคู่กับความต้องการให้ได้ ซึ่งรูปแบบการค้าอินเดีย เป็นแบบผ่านบริษัทส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (เทรดดิ้งเฟิร์ม) ในการกระจายสินค้า โดยขณะนี้ เน้นการส่งออกไปยังเมืองใหญ่ อย่างนิวเดลลี และมีแผนจะเข้าไปบุกตลาดเมืองที่รัฐบาลไทยต้องการส่งเสริม เช่น มุมไบ เจนไน เป็นต้น

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ผลจากการเจรจาเอฟทีเอ ทำให้การบุกตลาดของเอสเอ็มอี มีแนวทางที่ชัดเจน เข้าไปพร้อมกัน แต่ผู้ประกอบการบางราย ต้องปรับปรุงการส่งสินค้าตรงเวลา และการสร้างความน่าเชื่อถือสินค้า ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการนำเข้าอาหารสูง ซึ่งการบุกตลาดอินเดียเพียงจัดงานแสดงสินค้าไม่เพียงพอ ต้องการให้รัฐช่วยเหลือในด้านเงินทุนด้วย

27 พฤศจิกายน 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด