เปรียบมวยระหว่าง เศรษฐกิจอินเดียกับจีน

ดูอินเดียแล้วต้องหันมาดูจีน และเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชีย ที่กำลังต้องการจะแปรสภาพ จากความยากจน เป็น "เศรษฐีใหม่" ทั้งคู่

จีนกับอินเดียมีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน ดังนั้น เส้นทางสู่ความทันสมัยและรุ่มรวยก็ต่างกัน

จีนเน้นไปทางการผลิตเป็นหลัก อินเดียพยายามสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการบริการ

อย่างที่เขียนมาหลายตอนในคอลัมน์นี้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา อินเดียสามารถสร้างตัวเองให้มีความโดดเด่นด้านไฮเทค ถึงขั้นที่ Google ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ของอเมริกันด้านอินเทอร์เน็ตไปตั้งศูนย์วิจัยนอกสหรัฐ จุดแรกที่อินเดีย, ไม่ใช่ที่เมืองจีนและไม่ใช่ที่สิงคโปร์หรือญี่ปุ่น

แต่เมื่อ Intel ที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ทางด้านการผลิต semiconductor นอกประเทศอเมริกา เขาคิดถึงการสร้างโรงงานที่เมืองจีน ไม่ใช่อินเดีย ก็ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนว่า จีนมีความพร้อมทางด้านการผลิตหรือ manufaturing มากกว่า แต่ทางด้าน services นั้น อินเดียก้าวล้ำหน้าไปก่อนหลายก้าว เพราะการวางวิสัยทัศน์ และลงมือสานฝันให้เป็นจริงอย่างเอาจริงเอาจัง

จีนมีเครือข่ายพื้นฐานที่เรียกว่า infrastructure ในตัวเมืองใหญ่ๆ อันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่อินเดียมีปัญหาเรื่องนี้อย่างยิ่ง ยกเว้นแต่เรื่องโทรคมนาคมเท่านั้น ที่อินเดียสามารถสร้างระบบขึ้นมาได้อยู่ในระดับที่น่าประทับใจพอสมควร

จีนกำลังต้องการต้อนรับนักลงทุนต่างชาติอย่างยิ่ง และเพราะระบบคอมมิวนิสต์ ที่อำนาจยังรวมศูนย์อยู่ที่กรุงปักกิ่ง ดังนั้น การตัดสินใจจะเดินหน้าเรื่องอย่างนี้ทำได้ง่าย เพราะไม่มีแรงกดดันจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ อย่างที่อินเดีย

อินเดียเรียกตัวเองว่า เป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเขามีสิทธิที่จะภาคภูมิใจในประเด็นนี้ เพราะแม้บางครั้งจะดูวุ่นวาย แม้บ่อยครั้งจะถูกท้าทายว่า ทำไมเป็นประชาธิปไตยแล้วแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ แต่อินเดียก็สามารถสกัดกั้นความพยายามที่จะแปรสภาพเป็นเผด็จการ

อินทิรา คานธี เคยประกาศ Emergency หรือภาวะฉุกเฉิน เพื่อมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองประเทศ แต่เพียงคนเดียว แต่ก็อยู่ไม่ได้นาน เพราะวัฒนธรรมการเมืองของอินเดียอยู่บนพื้นฐานของการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

รัฐบาลอินเดียต้องเอาใจกลุ่มแรงงานและชาวไร่ชาวนา เพราะระบอบประชาธิปไตย และอำนาจการเมืองมาจากเสียงประชาชนกลุ่มต่างๆ แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะรู้สึกหงุดหงิดกับปัญหาที่ต้องเผชิญกับการเรียกร้องของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ก็ไม่มีทางอื่น นอกจากจะต้องมองเห็นความสำคัญของคนกลุ่มที่สังคมต้องให้ความสำคัญในเรื่องสำคัญๆ ทั้งหลาย

แต่อินเดียสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์" โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์, เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ได้ดีกว่าจีน

ตัวเลขทางการชี้ชัดว่า อินเดียสามารถผลิตวิศวกรมากกว่าจีนถึง 9 เท่า

แต่เงินลงทุนต่างประเทศที่เข้าไปจีน เฉพาะปีที่แล้วสูงถึง 54 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งก็คือ 10 เท่าของที่เข้าไปในอินเดีย

อินเดียได้เปรียบจีนอีกประเด็นหนึ่ง คือระบบกฎหมายที่ตีความชัดเจน และมีระบบตุลาการที่จะตัดสินคดีความที่เกี่ยวกับความขัดแย้งทางด้านธุรกิจ ที่ต่างชาติเชื่อถือได้มากกว่าของจีน

เพราะทุกวันนี้ คนไปลงทุนในเมืองจีนก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่า ถ้ามีเรื่องกับหุ้นส่วนที่เป็นคนจีน และเรื่องต้องขึ้นโรงขึ้นศาลนั้น การตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย จะมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ควรจะมีได้หรือไม่

ข้อได้เปรียบอีกด้านหนึ่งของอินเดียเหนือจีนในด้านการติดต่อกับคนต่างชาติ คือความคล่องแคล่วทางภาษาอังกฤษ

จีนมีประชากร 1.3 พันล้านคน ขณะที่อินเดียมีเกิน 1 พันล้านคนมาหยกๆ

ขนาดของเศรษฐกิจจีนใหญ่กว่าของอินเดีย 3 เท่า

เวลานักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศนั่งลงคุยกันและพนันกันว่า ระหว่างจีนกับอินเดีย, ใครจะเป็นคนชนะในอนาคตที่มองเห็นอยู่ คือ 5 หรือ 10 ปีข้างหน้านี้?

พรุ่งนี้ลองมาดูว่า ใครอยู่ข้างจีน, ใครอยู่ข้างอินเดีย เพราะคำตอบเป็นอย่างไร ประเทศไทยเราที่อยู่ในเวทีเดียวกันในหลายเรื่อง จะต้องรับรู้และเตรียมการเอาไว้ไม่น้อยใช่ไหมครับ
กาแฟดำ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด