ไทยหนุนจัดถกอาเซียน+รัสเซียทุกปี

เปิดช่องเจรจาใกล้ชิด"5มหาอำนาจ"

"ทักษิณ"หนุนให้จัดประชุมอาเซียน+รัสเซียทุกปี หวังเป็นช่องทางเจรจาใกล้ชิดกับ 5 ประเทศมหาอำนาจ พร้อมเตรียมหารือจัดทำกฎบัตรกลุ่มอาเซียนที่จะขอให้มาลงนามในไทย โฆษกบัวแก้วแจงนายกฯไทย-มาเลย์-อินโดฯจะหารือด้านความมั่นคงร่วมกันเป็นการเฉพาะ สภาผู้แทนอาเซียนประชุมคู่ขนาน ลงมติให้ผู้นำยกเลิกการให้พม่าเป็นเจ้าภาพปี 2549

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ท่าอากาศยานกองทัพอากาศ กองบิน6 (บน.6) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไป จ.เชียงใหม่ เพื่อปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปปล.) เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 10 ที่นครเวียงจันทน์ ระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายน โดยได้ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมดังกล่าวว่า ในหลักการรัฐมนตรีทุกประเทศรับที่จะให้มีการประชุมระหว่างอาเซียนและรัสเซียในปี 2005 ส่วนจะมีการประชุมทุกปีเหมือนกับอาเซียนกับอินเดีย หรืออาเซียนบวก 3 หรือไม่ จะมีการหารือกันต่อไป แต่ไทยสนับสนุนให้มีการประชุมทุกปี เพื่อให้อาเซียนมีช่องทางในการพูดกับมหาอำนาจทั้ง 5 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน และรัสเซีย เมื่อรัสเซียเป็นประเทศคู่ค้ากับทางอาเซียน การจัดประชุมทุกปีจึงเป็นเรื่องที่ดี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในการประชุมอาเซียนยังจะเน้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจตามแผนความร่วมมือในอาเซียนกับคู่เจรจาเขตการค้าเสรี(free Trade) เนื่องจากคู่เจรจา เช่น เกาหลี ได้เร่งให้แล้วเสร็จในปี 2009 ขณะที่อาเซียนยังไม่แน่ใจว่าในปี 2010 จะแล้วเสร็จหรือไม่ จึงต้องเร่งดำเนินการ และยังหารือเรื่องความร่วมมือด้านความปลอดภัย และการป้องกันการก่อการร้ายด้วย

"จะมีการหารือระหว่าง อาเซียน+3 อาเซียน+เกาหลี อาเซียน+จีน อาเซียน+ญี่ปุ่น อาเซียน+อินเดีย และอาเซียน+ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเน้นเรื่องความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยจะเชิญชวนนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งในครั้งนี้ถือเป็นการประชุมร่วมกันครั้งแรก ในเรื่อง City Of Committee ซึ่งเป็นเรื่องของความเป็นมิตรที่ดี คือ เมื่อเกิดความขัดแย้งจะต้องมีการเจรจากันก่อน ไม่ใช้กำลัง โดยเกาหลี จะขอเข้ามาร่วมด้วย" นายกรัฐมนตรีกล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า อาเซียนยังมีแนวคิดนำข้อตกลงทางการค้าร่วมกันระหว่างนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย มาร่วมกับเขตการค้าเสรีอาเซียน เพื่อเกิดเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด(Closer Economic Partnership - CEP) และจะมีผลทางด้านเศรษฐกิจในเรื่องการเปิดตลาดและขยายฐานการผลิตด้านการเกษตร และสอดคล้องกับนโยบายของตนในเรื่องหาตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตรล่วงหน้าในช่วง 4 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งหน้า จะมีการประชุมกันครั้งแรกระหว่างอาเซียน+รัสเซีย ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีประเทศมาเลเซีย เป็นเจ้าภาพ

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ในครั้งนี้ จะพูดคุยถึงเรื่องการจัดทำกฎบัตรของกลุ่มอาเซียนและจะมีการลงนาม โดยจะขอให้มาลงนามในประเทศไทย เพราะถือว่าอาเซียนแข็งแรงและเติบโตที่ไทย นอกจากนี้ ยังจะหารือเรื่องสิ่งแวดล้อม สัตว์ป่า ซึ่งต่อเนื่องจากการประชุมไซเตสที่ไทย โดยไทยเสนอตัวเป็นเจ้าภาพสร้างเครือข่ายของการบังคับใช้กฎหมายของอาเซียน

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการหาพลังงานทดแทนด้วยว่า จะมีการหยิบยกมาหารือในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมาก โดยไทยต้องการให้นำไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทน ทั้งนี้ ในการประชุมยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ประกอบไปด้วย ไทย พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม ปรากฏว่า ประเทศเหล่านี้ยินดีที่จะเป็นพื้นที่เพาะปลูกให้ไทย เพราะปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกปาล์มไม่เพียงพอกับความต้องการที่จะใช้ภายในประเทศ ดังนั้น จะมีการนำเรื่องดังกล่าวมาหารือ เพื่อให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนในการใช้พลังงานทดแทนให้มากที่สุด เนื่องจากประเทศในอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศนำเข้าพลังงานสูงมาก

วันเดียวกันที่กรุงเวียงจันทน์ สปปล. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ภายหลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงกรุงเวียงจันทน์ จะมีการหารือทวิภาคี กับนายสุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย จากนั้นจะหารือ 3 ฝ่ายร่วมกับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และนายอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง 3 ประเทศ ซึ่งเป็นความริเริ่มของฝ่ายไทย หลังจากที่ผู้นำของทั้ง 3 ประเทศ ได้พบกันในการประชุมผู้นำเอเปคที่ประเทศชิลี และได้หารือกันว่าน่าจะเป็นประโยชน์ หากทั้งหมดได้มาหารือกันถึงความร่วมมือในประเด็นด้านความมั่นคงที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน

รายงานข่าวระบุว่า การหารือครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องปัญหาภาคใต้ของไทยอย่างเดียว แต่จะรวมถึงเรื่องการแพร่ขยายของกลุ่มลัทธิหัวรุนแรงในภูมิภาค เพื่อพูดคุยว่าแต่ละประเทศจะมีวิธีการรับมืออย่างไร รวมถึงดูว่าขบวนการต่างๆ มีการเกี่ยวโยงกันอย่างไร ซึ่งอาจไม่ใช่การเชื่อมโยงโดยตรง แต่เป็นการสนับสนุนทางขวัญกำลังใจ

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนหลายคนเดินทางถึงกรุงเวียงจันทน์แล้ว เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ท่ามกลางมาตรการการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของเจ้าภาพ ที่ครอบคลุม ไปถึงการบังคับให้ผู้หญิงลาวสวมชุดประจำชาติแและปิดถนนไม่ให้รถโดยสารประจำทางเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวงอันเป็นสถานที่จัดประชุม รวมทั้งให้ภัตตาคารและร้านอาหารต่างๆ ปิดบริการในเวลา 22.00 น.ด้วย

ทั้งนี้ ผู้นำของประเทศอาเซียน 10 ชาติ จะร่วมหารือกับผู้นำหรือตัวแทนของผู้นำประเทศคู่เจรจาอีก 6 ชาติ ประกอบด้วยอินเดีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวมทั้งนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของรัสเซีย ซึ่งเป็นตัวแทนลงนามในความตกลงหลายประการ ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน อาทิ ความตกลงเรื่องวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน การลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ และร่วมหารือเพื่อเตรียมการจัดการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำอาเซียนและรัสเซียในปี 2005 ด้วย

ผู้สื่อข่าวระบุว่า บรรดาผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจาจะลงนามในความตกลงด้านต่างๆ ร่วมกันมากถึง 20 ความตกลง ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมประชากรเกือบ 2,000 ล้านคน ภายในปี 2553 ด้วย นอกจากนั้นจะมีการหารือกันเพื่อทำความตกลงเปิดการเจรจาเพื่อจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ด้วย โดยมีนายจอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมอาเซียนเป็นครั้งแรก

นายอเล็กซานเดอร์ ดาวเนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย เปิดเผยก่อนเดินทางมายังกรุงเวียงจันทน์ว่า เชื่อว่าความตกลงการค้าเสรีดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบในการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่เคยถูกมาเลเซียคัดค้านมาตลอดเมื่อครั้งที่นายมหาธีร์ โมฮัมหมัด ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะถือว่าเป็นวิวัฒนาการที่น่าตื่นเต้นของความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับอาเซียน

ด้านนายมาร์ก เวล รัฐมนตรีการค้าออสเตรเลีย ปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่ากลุ่มอาเซียนกดดันให้ออสเตรเลียลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือ โดยระบุว่าออสเตรเลียถือว่าความสัมพันธ์กับอาเซียนนั้นเป็นสัมพันธภาพด้านเศรษฐกิจเท่านั้น และกรณีดังกล่าวก็มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่มีการหยิบขึ้นมาหารือกับนายดาวเนอร์ก่อนหน้านี้

ในขณะเดียวกันมาเลเซียได้พยายามผลักดันให้มีการจัดตั้งกลุ่มประเทศการหารือร่วมแห่งเอเชียตะวันออก(อีเออีซี) ขึ้นควบคู่ไปกับการประชุมอาเซียน อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังถูกคัดค้านจากทางการอินโดนีเซียที่ระบุว่าไม่จำเป็นต้องเปิดเวทีการเจรจาขึ้นมาใหม่ในเมื่อ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ต่างก็ร่วมอยู่ในกลุ่มประเทศคู่เจรจาของอาเซียนอยู่แล้ว แต่มาเลเซียก็ยืนยันจะผลักดันอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 11 ซึ่งมาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้า

วันเดียวกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ตัวแทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอาเซียน 40 คน ซึ่งร่วมประชุมรัฐสภาอาเซียน คู่ขนานไปกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้บรรดาผู้นำอาเซียนยกเลิกกำหนดการเป็นประธานกลุ่มอาเซียนและเจ้าภาพการประชุมในปี 2549 ของพม่า เนื่องจากพม่ายังคงไม่ดำเนินการใดๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าของประชาธิปไตยและการยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งระบุให้อาเซียนควรพิจารณาระงับความเป็นสมาชิกภาพของพม่าเป็นการชั่วคราวเพื่อกดดันให้เกิดการปฏิรูปประชาธิปไตยขึ้น

ด้านนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับนายราซาลี อิสมาอิล ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องพม่า ซึ่งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดในพม่า และเห็นตรงกันว่าความเคลื่อนไหวภายหลังการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีพม่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจและพม่าเองได้ประกาศประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 2 ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า รวมถึงประกาศปล่อยตัวนักโทษ อีกทั้งท่าทีของฝ่ายพม่าที่เดินทางมาร่วมประชุมครั้งนี้ ก็มีความชัดเจนมากขึ้นว่ารัฐบาลพม่าจะเดินหน้าเรื่องกระบวนการปรองดองในชาติต่อไปอย่างไร ซึ่งนายราซาลีกำลังพิจารณาว่าควรจะเข้าไปมีบทบาทอย่างไรต่อไป

ด้านนายราซาลีกล่าวว่า ตนมีกำหนดจะพบกับนายเนียน วิน รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า เพื่อสอบถามความคืบหน้าของสถานการณ์ล่าสุด นอกเหนือจากการเสนอตัวพร้อมเดินทางไปพบ พล.ท.โซ วิน นายกรัฐมนตรีพม่า หาก พล.ท.โซ วิน ต้องการที่จะพบตน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในร่างแถลงการณ์ผู้นำอาเซียน ซึ่งจะแถลงหลังเสร็จสิ้นการประชุม ระบุชัดเจนเป็นครั้งแรกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนเห็นพ้องต้องกันที่จะสนับสนุนนนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด