TDRIชี้อนาคตศก.ไทยหลังทำFTAระวังผูกขาด

ผลประโยชน์ทับซ้อน

นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยเร่งเครื่องอย่างหนักหน่วงในการผลักดันเขตการค้าเสรี (FTA) ทั้งระดับทวิภาคีและภูมิภาค จะส่งผลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยมหาศาล ขาดเจ้าภาพหลักเกิดความยุ่งเหยิงเหมือน ?สปาเกตตี้? ส่งผลให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ห่วงรัฐวิสาหกิจถูกทุนต่างชาติเข้ายึดเกิดการผูกขาดตัดตอน และเบี่ยงเบนเป้าหมายมุ่งกำไรแทนรับใช้สาธารณะ

งานสัมมนาวิชาการประจำปี เรื่อง ?เหลียวหลัง ? แลหน้า : ยี่สิบปีเศรษฐกิจไทยในสังคมเศรษฐกิจโลก? จัดโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เมื่อวันที่ 27-28 พ.ย. ที่ผ่านมา มีการระดมสมองวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังประเทศไทยเร่งเครื่องเอฟทีเอ แล้วจะรับมือกับผลที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

ทั้งนี้เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานโยบายเปิดเสรีการค้าการลงทุน มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงแนวทาง ท่าที และรูปแบ ที่รีบร้อนเร่งรุด ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความยุ่งวุ่นวายคล้าย ?สปาเก็ตตี้? จากปัญหาที่ไม่มีเจ้าภาพหลักในการดูภาพรวม ทำงานเชิงรุกด้านการประสานงาน กำหนดยุทธศาสตร์ และประเมินติดตามผลกระทบที่ชัดเจน สุดท้ายอาจกลายเป็นเรื่องยากจนแยกแยะไม่ออกระหว่างผลประโยชน์กลุ่มพันธมิตรทุนพวกพ้องกับผลประโยชน์ชาติ

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า แรงผลักดันสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ไทยจำต้องเปิดประตูสู่การค้าเสรี คือ หนึ่ง เป็นความต้องการของรัฐบาลโดยตรง สอง โครงสร้างการผลิตของไทยต้องเปลี่ยนแปลง เพราะสินค้าส่วนเกินในภาคเกษตรมีจำนวนมากต้องระบายส่งออกไปต่างประเทศเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และสาม สถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมเป็นตัวเร่งบังคับที่รุนแรงและรวดเร็วเพราะอนาคตกำลังไล่ล่า จึงหลีกหนีไม่พ้นที่เราต้องมีสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลก

?สิ่งสำคัญไทยต้องบริหารต้นทุนของโอกาสและความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนาดและประเภทสินค้าและบริการของไทย ซึ่งมีความเสี่ยงด้านเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ โดยภาคธุรกิจที่เสี่ยงหนักจากการเปิดเสรีคือภาคการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา ที่จะกระทบมากต้องเฝ้าระวัง ต้องปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์และเงื่อนไขให้ชาวต่างชาติมาประกอบอาชีพในบ้านเราให้รัดกุม? นายณรงค์ชัยกล่าว

นายณรงค์ชัย กล่าวว่า แรงกดดันท่ามกลางการเปิดเสรีการค้าที่รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยมีบทบาทโดดเด่นในเวทีการค้าโลกต้องเผชิญปัญหาความท้าทาย คือปัญหาการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง (MFN) ที่ประเทศไทยต้องเอื้ออำนวยประโยชน์ให้ต่างชาติมากกว่าคนไทย ขณะที่มาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษีเช่น การตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) มาตรการสุขอนามัย ,กฎแหล่งกำเนิดสินค้า ที่จะถูกหยิบขึ้นมาบีบคั้นประเทศไทยอย่างหนักจากประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ที่จะโยนต้นทุนให้ไทยต้องแบกรับภาระผูกพัน และต้องเผชิญกับความเสี่ยงในข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีแบบทวิภาคีให้ไทยต้องเดินตามมากกว่าจะมุ่งเน้นกันเปิดเสรีทางการค้าเพียงอย่างเดียว

ทางด้าน ดร.วิศาล บุปผเวส คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า กล่าวว่า กรอบพหุภาคี เช่น เอเปค อาเซียน จะไร้น้ำยาไร้ความหมาย ขณะที่การเปิดเสรีการเงิน อัตราการแลกเปลี่ยน การไหลเวียนเงินทุนเคลื่อนย้าย ความมั่นคงด้านพลังงาน การก่อการร้าย เชื้อร้ายสายพันธุ์ใหม่ๆ ซาร์ส หวัดนก จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเราในอนาคต

ส่วนอนาคตการลงทุน ภาคบริการที่ต่างชาติกำลังเตรียมจะบุกเข้ามายึดกุมและครอบงำหลังทำเอฟทีเอนั้น ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ จากทีดีอาร์ไอ ชี้ให้เห็นภาพในอนาคตว่า จะเกิดการผูกขาดในกิจการเกิดขึ้นในสองระดับด้วยกันคือ หนึ่ง ระดับข้ามชาติ เพราะต่างชาติสามารถเข้ามาถือหุ้นในกิจการภายในประเทศไทยได้ 100% ย่อมเกิดการผูกขาดตัดตอนในการกำหนดราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่นกรณีบริษัทซอร์ฟแวร์ สหรัฐฯ ที่ผูกขาดขายสินค้าเกินราคาต้นทุนที่แท้จริงถึง 30 % ผู้บริโภคเสียเปรียบต้องจ่ายปีละ 8 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ และสอง ระดับชาติ ซึ่งจะเกิดการผูกขาดภายในประเทศเอง

นอกจากนั้น ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือองค์กรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในข้อตกลงเอฟทีเอระบุไว้ชัดว่าไทยไม่มีสิทธิผูกขาดต้องเปิดเสรี จะเป็นการเปิดช่องโหว่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจุดมุ่งหมายขององค์กรที่ต้องการตอบสนองประโยชน์สังคมเปลี่ยนเป็นเชิงธุรกิจแทน เช่น ขนส่งมวลชน น้ำไฟฟ้า เป็นต้น คำถามคือ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าองค์กรเหล่านี้จะไม่ถูกต่างชาติครอบงำและผูกขาด

?หลังทำเอฟทีเอเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น จากการลงทุนจากต่างประเทศ ที่สำคัญเราไม่สามารถเอาผิดลงโทษตามกฎหมายเราได้ เพราะข้อตกลงทวิภาคีคุ้มครองอยู่?

ด้านนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า เอฟทีเอได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองเกิดขึ้นคือ บทบาททางการเมืองของนักการเมืองที่จากเดิมต้องคอยปกป้องต้นทุนทางการเมืองของตน เปลี่ยนมาเป็นให้คำปรึกษา ให้ภาคเอกชนปรับตัวแข่งขันเอาตัวรอดและบริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกันเอง

?ระบบการเมืองต้องทันเกมเศรษฐกิจโลก ระบบพรรคมีปัญหา ยิ่งรัฐธรรมนูญปัญหามีเปิดช่องให้การเมืองมีเสถียรภาพมากเกินไป ขาดการถ่วงดุลคานอำนาจตรวจสอบความโปร่งใส?

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ในภาวการณ์เศรษฐกิจแบบนี้ประเทศไทยต้องบริหารประเทศแบบรัฐชาติ เน้นอธิปไตย พัฒนาประสิทธิภาพนักการเมือง ข้าราชการ บุคคลากรที่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงได้ดี ที่สำคัญต้องสามารถสร้างอำนาจต่อรองในระดับการเจรจาการค้าในเศรษฐกิจโลกได้
วิสัยทัศน์ ทัศนคติ นักการเมืองวัฒนธรรมของนักการเมือง ปัจจุบันที่มีแต่นักการเมืองมีระบบคิด การศึกษาสูง มากด้วยปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพ? นายสมชาย กล่าวในที่สุด

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด