จะให้อาเซียนเป็นเวทีขัดแย้งหรือร่วมมือ?

การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 10 ที่กรุงเวียงจันทน์ ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ลาว ที่จะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้ อาจจะเป็นการประชุมที่แสดงจุดเปลี่ยนของความร่วมมือจนนำไปสู่ ความขัดแย้งได้ อันเนื่องมาจากความไม่สงบภายในของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะการประชุมครั้งนี้ คาดว่าจะมีการหยิบยกปัญหาชายแดนภาคใต้ของไทย และสันติภาพโรดแม็ปของพม่าขึ้นมา หรือ นอกรอบ เพราไม่ได้มีการบรรจุอยู่ในวาระการประชุม กติกาในการประชุมที่จะไม่นำปัญหาภายใน มาหารือในที่ประชุมโดยถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน นั้น เป็นจุดที่ทำให้การเมืองใน อาเซียนตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนแออย่างหนัก
ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะมีการปรับท่าทีและกติกาในการประชุมเพื่อให้เกิดความ ร่วมมือภายในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น เพราะท่าทีดังกล่าวจะยิ่งทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่ง กันและกันมากขึ้น ซึ่งขัดกับวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ "อา เซียน" ที่ต้องการให้เกิดความร่วมมือภายในภูมิภาคเพื่อแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ เพื่อสร้างความเข้ม แข็งทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

จุดเปราะบางของอาเซียน ก็คือความแตกต่างในทางการเมือง การปกครองและ เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้เกิดข้อแตกต่างระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม สิ่งที่น่าจะสำคัญที่ สุดที่จะเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือที่ดีภายในกลุ่มน่าจะเป็นเรื่องการกินดีอยู่ดี เพราะหากสมาชิกภายในกลุ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อิ่มท้องขึ้น ความอึดอัดเรื่องอื่นๆ ก็คง จะพอพูดจาหารือกันได้ในระดับที่เกิดความแตกต่างได้

การแสดงท่าทีของผู้นำอาเซียน ย่อมจะมีผลต่อการสร้างความไว้วางใจภายในกลุ่มอย่าง มาก ดังนั้นหากทุกฝ่ายต้องการให้เวทีอาเซียน เป็นเวทีของความร่วมมือก็ควรที่จะหันหน้าหากัน และกำหนดกรอบกติกาที่นำไปสู่จุดของความไว้วางใจให้ได้ก่อน โดยใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา เพื่อให้ประชาชนภายในกลุ่มอาเซียนเกิดความปรองดองไปมาหาสู่กันได้อย่าง มิตรภาพ

หากจะมองจากปัจจุบัน โดยไม่นำปัญหาการก่อการร้ายเข้ามาเป็นเกี่ยวข้อง การไปมาหา สู่ระหว่างประเทศภายในกลุ่มยังเกิดความระแวงและไม่มั่นใจในความปลอดภัยอยู่ ซึ่งแตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มสภาพยุโรปที่ประชาชนภายในกลุ่มสามารถเดินทางเข้าออกได้อย่างเสรี ประชาชนไม่รู้สึกถึงความแตกต่างของเชื้อชาติ เช่นเดียวกับการตั้งเขตเศรษฐกิจ ถึงเวลาที่สมาชิก อาเซียนจะลดท่าทีที่มองประโยชน์ของตัวเองลงก่อน ยอมเจ็บปวดในช่วงเริ่มต้นเพื่อที่จะให้ถึงจุด สำเร็จในระยะยาว

จะเห็นได้ว่ามีการพูดถึงเขตการค้าเสรีอาเซียนมาเป็นเวลายาวนานแล้ว แต่ก็ดูจะไม่ไป ไหน จนกระทั่งสมาชิกภายในกลุ่มหันไปทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีนอกกลุ่ม ด้วยการจัดทำเอฟทีเอ กับประเทศอื่นๆหลายกลุ่มด้วยกัน

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ เริ่มต้นก็เกิดความรู้สึกของการไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นแล้ว ไม่ ว่จะเป็นเหตุระเบิดรับการประชุมในกรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว ชาวบ้านเล่าว่า มีทหารลาว หลายสิบนาย เข้าไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีรับสัญญาณดาวเทียม ตั้งอยู่ที่ ม. บ้าน ไห่ ใกล้กับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แต่ไม่เคยถูกใช้งานเลย นับตั้งแต่สร้างเสร็จเมื่อ 4 ปีก่อน และ กันผู้สื่อข่าวให้อยู่ห่างจากตัวอาคารประมาณ 700 เมตรและมีรถบรรทุกทหาร 3 คัน จอดขวางถนน ที่มุ่งหน้าไปยังอาคารที่เกิดเหตุ

เหตุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสุดยอดครั้งที่ 10 ของผู้นำอาเซียน ที่ จะ มีขึ้นในวันจันทร์นี้ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยชาวม้ง จะก่อเหตุรุนแรงเพื่อ ก่อกวนในระหว่างการประชุม ทำให้รัฐบาลลาวต้องคุมเข้มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่าง หนัก และออกมารับประกันความปลอดภัยถึง 100 เปอร์เซ็นต์ กับบรรดาตัวแทนชาติที่เดินทางมา ร่วมประชุมในครั้งนี้

ลาวได้เผชิญกับเหตุระเบิดมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดเพิ่งเกิดเหตุระเบิดขึ้นสองครั้งที่บริเวณ ใกล้สะพานมิตรภาพไทย-ลาวเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลประณาม ว่าเป็นฝีมือของกองกำลังชนกลุ่มน้อยชาวม้ง ที่เคยต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ร่วมกับสำนักข่าวกรอง กลาง หรือ ซีไอเอ ของสหรัฐ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970

เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ที่นายลิม กิต เส็ง ผู้นำพรรคกิจ ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านสำคัญของมาเลเซีย ออกมาวิจารณ์นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชิน วัตร ในวันนี้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีขู่ที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศลาวใน สัปดาห์หน้า หากเหล่าบรรดาผู้นำอาเซียนหยิบยกกรณีความรุนแรงในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาค ใต้มาพูดในที่ประชุม

นายลิม บอกว่าการขู่ดังกล่าว ไม่เหมาะสมที่สุดสำหรับนายกรัฐมนตรีของไทย เพราะจะเป็นการทำลายความพยายามของไทยที่จะให้อาเซียนสนับสนุนให้นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีต่างประเทศ ขึ้นเป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนต่อไป ต่อจากนาย โคฟี่ อันนัน ที่ใกล้จะหมดวาระ

นายลิม อ้างว่าในระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ชิลี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายสุรเกียรติ์ ก็ไม่ได้เดินออกจากที่ประชุม เมื่อพล.อ.คอ ลิน เพาเวลล์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐสอบถามเรื่องสถานการณ์ภาคใต้ แต่ได้อธิบายถึงท่าที ของประเทศไทย ดังนั้นเมื่อผู้นำอาเซียนจะสอบถามนายกรัฐมนตรีไทยในเรื่องเดียวกัน ก็แล้ว ทำไมนายกรัฐมนตรีทักษิณจึงต้องขู่ที่จะเดินออกจากที่ประชุมด้วย

ก่อนหน้านี้ พรรคปาส พรรคฝ่ายค้านอีกพรรคของมาเลเซีย ก็เคยยื่นญัตติ ให้รัฐสภามาเล เซียประณามไทยจากเหตุความรุนแรงในภาคใต้มาแล้วครั้งหนึ่ง

ส่วนสถานการณ์ในพม่าก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่ถูกมองว่าเป็นกิจการภายในที่ไม่ควรแทรกแซง ขณะที่สถานีโทรทัศน์และวิทยุของทางการพม่า รายงานว่า รัฐบาลทหารพม่าจะปล่อยตัวนักโทษอีก 5,311 คน หลังจากมีการประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วที่ประกาศปล่อยตัวนักโทษชุดแรก จำนวน 3,937 คน แต่ไม่แน่ชัดว่าในจำนวนนักโทษทั้งสองชุด รวม 9,248 คน ที่จะได้รับการปล่อยตัวนี้ มีนักโทษการเมืองรวมอยู่ด้วยกี่คน หรือการปล่อยตัวจะเสร็จสิ้นเมื่อใด

การประกาศปล่อยตัวนักโทษซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพม่า มีขึ้นก่อนที่ผู้นำพม่าจะเดิน ทางไปลาวเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน และเป็นการเคลื่อนไหวล่าสุด หลังการปลดนายกรัฐมนตรีขิ่น ยุนต์ และการล้างบางหน่วยข่าวกรองของเขาเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยรัฐบาลทหารพม่าให้เหตุผลว่า นักโทษเหล่านี้ถูกตั้งข้อหาโดยไม่เป็นธรรมจากหน่วยข่าวกรองของพล.อ.ขิ่น ยุนต์

แต่ทั้งนี้ยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่า อดีตนักโทษการเมืองคนสำคัญที่สุด อย่าง นางออง ซาน ซู จี จะ ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกกักตัวอยู่ภายในบ้านพักในกรุงย่างกุ้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ต่างชาติมองการเมืองของอาเซียนว่า กำลังตกอยู่ใน ภาวะอ่อนแออย่างหนัก เพราะบรรดาชาติสมาชิกต่างยึดมั่นในนโยบายไม่แทรกแซงกิจ การภายในซึ่งกันและกัน ทำให้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศอาเซียน ซึ่งไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการประชุมประจำปีของอาเซียนเลย
ในการประชุมครั้งนี้ก็เช่นกัน ประเทศที่มีปัญหาภายในและคาดว่าจะตกเป็นเป้าความสน ใจ ไม่ว่าจะเป็นพม่า ที่ถูกจับตาเรื่องกระบวนการสร้างประชาธิปไตย และการควบคุมตัวนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน หรือไทยที่กำลังมีปัญหาชายแดนภาคใต้ ที่รีบออกตัวว่าเป็นเรื่องภายในที่ อาเซียนไม่ควรเข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของไทยที่ขู่ว่าจะ วอล์กเอาท์ทันที หากอาเซียนพาดพิงถึง เหตุการณ์ที่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

นอกจากนี้ปัญหาก่อการร้าย ก็จะเป็นประเด็นหลักด้วยเช่นกัน โดย อาเซียนและญี่ปุ่น จะ เห็นชอบในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือต่อต้านก่อการร้าย และในแถลงการณ์ร่วมของผู้นำ อาเซียน จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของอาเซียนจะย้ำถึงเจตนารมณ์ในการร่วมมือกัน อย่างเหนียวแน่น เพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายในเอเชียตะวันออก และสนับสนุนการต่อต้านก่อการร้ายทั่วโลก

ส่วนประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ คงจะมุ่งเน้นไปที่การเปิดเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะการลง นามในข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับจีน อันเป็นอีกย่างก้าวหนึ่งที่นำไปสู่การเปิดเขตเสรีการค้าที่ ใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเกือบ 2 พันล้านคน ภายในสิ้นทศวรรษนี้

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว สมาชิกอาเซียนมีธรรมเนียมหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกิจการภายใน ระหว่างกันแต่กระแสกดดันอย่างหนักจากนานาชาติ ต่อการควบคุมตัวนางออง ซาน ซู จี ผู้นำฝ่าย ค้านของพม่า ทำให้ประเทศอาเซียนต้องหันมาคุยในเรื่องนี้ หรือเหตุการณ์ชายแดนภาคใต้ของไทย ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นน่าจะถึงเวลาที่พวกเราอาเซียนควรจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส หันหน้ามาคุยกัน ด้วยความร่วมมือและเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อน

อย่าให้ตกเป็นเครื่องมือของต่างชาติและกลุ่มผลประโยชน์จากภายนอกมายุแยงตะแคงรั่ว ให้เกิดความร้าวฉานและไม่ไว้วางใจ เพราะไม่เช่นนั้น อาเซียนก็จะไม่สามารถเป็นกลุ่มเศรษฐกิจ สำคัญในโลกได้อย่างแน่นอน

ทีมข่าวต่างประเทศ

28 พฤศจิกายน 2557

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด