ไทย-สิงคโปร์ดัน AEC ก่อนปี

อินเดียโหมนโยบาย "มองตะวันออก

การประชุมสุดยอดผู้นำประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เริ่มเปิดม่านอย่างเป็นทางการ ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน ด้วยการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (SOM) และเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจ (SEOM) เพื่อเตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียน และการประชุมสุดยอดอื่นๆ

ในการประชุมครั้งนี้มีโฟกัสที่ควรจับตามองอยู่หลายประเด็นด้วยกัน อย่างแรกสุดคือ ไพ่ในมือของบรรดาผู้นำในกลุ่มบวก 3 ซึ่งได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่เตรียมนำมาผลักดันวาระระหว่างพบปะกับพันธมิตรอาเซียนว่าจะมีอะไรบ้าง

กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่า นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า เข้าร่วมประชุมสุด ยอดอาเซียน+3 เพื่อจะขยายตลาดส่งออกสินค้าของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผ่อนคลายความขัดแย้งในเรื่องอาณาเขต

นายอู๋ ต้า เหว่ย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจีนขาดดุลการค้ากับ 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในช่วงที่เศรษฐ กิจของจีนกำลังเติบโตอย่างร้อนแรง เพราะมีความต้องการบริโภควัตถุดิบอย่างมาก แต่จีนก็คาดหวังว่าการค้าระหว่างจีนและอาเซียนจะสมดุลมากขึ้นเมื่อเศรษฐกิจในภูมิภาคขยายตัว

"ผมคิดว่าในระยะยาวจีนและอาเซียนน่าจะได้รับประโยชน์จากการค้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย"

นายอู๋กล่าวว่า จีนคาดหวังว่าจะได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับอาเซียน เพื่อจะลดพิกัดอัตราภาษีศุลกากรระหว่างกันให้ได้ภายในปี 2553 แม้ว่าจะยังเหลือเวียดนามที่ไม่สามารถตกลงกันได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ น่าจะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ก่อนที่จะมีการลงนามเรื่องกรอบเวลา

ทั้งนี้ จีนต้องการที่จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เพื่อจะขยายตลาดที่มีประชากรรวมกันมากถึง 530 ล้านคน และมีมูลค่าเศรษฐกิจถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์

จีนและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคมีปัญหาเรื่องพื้นที่แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทับซ้อนกันในเขตทะเลจีนใต้ แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะมีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยในเวทีนี้หรือไม่

ทางด้านญี่ปุ่นก็เตรียมจะผลักดันสนธิสัญญาต่อต้านการก่อการร้ายในเวทีนี้ โดยสำนักข่าวเอพีรายงานว่า ญี่ปุ่นได้ทำเอกสารเสนอให้ชาติสมาชิกอาเซียนและญี่ปุ่นร่วมมือกันทางด้านข่าวกรองมากขึ้น และมีการบังคับใช้กฎหมายยับยั้งการก่อการร้ายร่วมกัน

อินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มาพร้อมกับนโยบายมอง "ตะวันออก" การสานสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่มอาเซียน ยิ่งแน่นแฟ้นมากเท่าใด ยิ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของอินเดีย ซึ่งนั่นเป็นที่มาของการจัดการแข่งขันรถอาเซียน-อินเดีย ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน-11 ธันวาคม

การเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนของนายมันโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดีย มีเป้าหมายอยู่ที่การกระชับความสัมพันธ์ชาติพันธมิตรด้านตะวันออก ซึ่งสอดรับกับนโยบายมองตะวันออกของอินเดียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยคาดหวังว่าสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจกับอาเซียนจะช่วยผลักดันให้นโยบายมองตะวันออกสัมฤทธิผลจนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเปรียบเสมือนประตูของอินเดียที่จะก้าวเข้าสู่อาเซียนด้วย

พื้นที่ดังกล่าวของอินเดีย แม้จะอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งน้ำมัน ชา และไม้ไผ่ แต่ส่วนใหญ่ยังยากจน มีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก แถมยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ไม่พอใจที่ถูกรัฐบาลละเลย
ในมุมของอาเซียนเองมีวาระสำคัญที่จะต้องหาข้อสรุปกันหลายเรื่อง ตั้งแต่เศรษฐกิจ ก่อการร้าย โรคระบาด จนถึงปัญหาในพม่า

ประเด็นเศรษฐกิจเดินมาถึงจุดสำคัญ นับจากได้ลงนามรับรองแผนจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในการประชุมครั้งที่แล้วที่เกาะบาหลี เพราะครั้งนี้สมาชิกอาเซียนที่เหลือกำลังเผชิญแรงกดดันจากไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ให้เร่งระดับการรวมตัวทางเศรษฐกิจภายในกลุ่มจากแผน AEC ให้เป็นรูปธรรมก่อนปี 2563

นางมารี เอลกา รัฐมนตรีการค้าของอินโด นีเซีย ให้เหตุผลในการสนับสนุนข้อเรียกร้องของไทยและสิงคโปร์ว่า ตลาดร่วมอาเซียนจะไร้ความหมาย หากการจัดตั้ง AEC เกิดขึ้นในจังหวะเวลาเดียวกับเขตการค้าเสรีของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของปฏิญญาโบกอร์
ขณะที่ นายรามอน นวรัตนาม จากสถาบันภาวะผู้นำและยุทธศาสตร์เอเชียในกัวลาลัมเปอร์ คาดว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนจะมีประเด็นหลักอยู่ที่การก่อการร้าย และโรคระบาด อาทิ ซาร์ส และไข้หวัดนก นอกเหนือจากประเด็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

สำหรับประเด็นพม่านั้น นายกรัฐมนตรีโซ วิน จะต้องเผชิญกับคำถามมากมายจากเพื่อนร่วมกลุ่ม โดยเฉพาะอนาคตของกระบวนการสร้างประชาธิปไตย ซึ่งหยุดชะงักมาระยะหนึ่งจนจุดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากประชาคมโลก

แต่เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศพม่าเชื่อว่า อาเซียนจะไม่พยายามหยิบประเด็นที่เป็นกิจการภายในของประเทศอื่นมาหารือ เพราะทุกประเทศมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลาเหมือนกันทุกประเทศ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด