ปรีดิยาธรประกาศดูแลค่าเงิน หวั่นบาท สวิงกระทบส่งออก

ดอลลาร์พ่นพิษต่อ ค่าเงินบาทแข็งแตะ 39.35 บาทต่อดอลลาร์ "หม่อมอุ๋ย"ส่งสัญญาณอุ้มส่งผลค่าบาทอ่อนลง ลั่นไม่ให้ค่าเงินกระทบผู้ส่งออกแต่ย้ำไม่ฝืนโลก ชี้หากค่าเงินแข็งถึง 20 % "โลกแตก" ด้านผู้ส่งออกไหวตัวทำประกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นปีแล้ว ขณะที่ " สองกูรูเศรษฐศาสตร์โฆษิต-อัมมาร์ ให้จับตาการเปลี่ยนแปลงของเงินในภูมิภาคทั้งหยวนและริงกิต นักเศรษฐศาสตร์ลุ้นหยวนยืดหยุ่นค่าเงินประมาณ 3 % ปีหน้า
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (22-26 พ.ย.47) แข็งค่าต่อเนื่องตามการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์ โดยในระยะ 1 สัปดาห์ เงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.50 บาทในระยะ 1 สัปดาห์ หรือแข็งค่าขึ้นจากระดับ 39.88 บาทต่อดอลลาร์ (เป็นอัตราซื้อขายเฉลี่ยที่ธปท.ประกาศเมื่อวันที่ 22 พ.ย.) เป็นระดับ 39.58.บาทต่อดอลลาร์ (อัตราซื้อขายเฉลี่ย วันที่ 25 พ.ย.) โดยที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ปิดตลาดที่ระดับ 39.47-39.49 บาทต่อดอลลาร์ และในระหว่างวันทดสอบแนวต้านที่ระดับ 39.35 บาทต่อดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทในระหว่างวันอ่อนค่าลงหลังจากที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ออมายืนยันที่จะดูแลค่าเงินไม่ให้กระทบผู้ส่งออก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์เทียบกับยูโรอ่อนค่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เมื่อเทียบกับเงินยูโร ซึ่งยูโรต่อดอลลาร์อยู่ที่ 1.3217 ยูโรต่อดอลลาร์

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธปท. กล่าว ว่า(26 พ.ย.47) ธปท.ใช้วิธีเข้าไปดูแลค่าเงิน แต่ไม่เคยแทรกแซง เพราะคำว่าแทรกแซงมันรุนแรง ซึ่งถ้าดูแลแล้วดีก็จะนั่งเฉยๆ โดยในช่วงนี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวเร็วมากเพราะได้รับแรงบีบจากค่าเงินดอลลาร์ เราก็ดูแลไม่ให้ตลาดค้าขายลำบาก เพราะสุดท้ายแล้วเศรษฐกิจก็ไปอยู่ที่ภาคเศรษฐกิจจริง ก็ต้องดูแลให้เขาค้าขายได้ง่าย เพราะถ้าเขาค้าขายลำบากเศรษฐกิจจะสะดุด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ขืนโลก เพราะถ้าขืนโลกมากจะเกิดผลเสีย ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่ทำให้การค้าขายง่าย ก็นั่งยิ้ม

"เราไม่ได้ดูว่าค่าบาทแข็งขึ้นมาแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะการที่ค่าเงินของโลกแกว่ง บาทก็ต้องแกว่งตาม เช่น การที่เงินบาทต่อดอลลาร์แข็งขึ้น 20-30 สตางค์ ก็แข็งค่าขึ้นเพียง 0.5 % เท่านั้น แต่ถ้าค่าเงินแข็งขึ้นเป็นระดับ 20 % โลกก็แตกแล้ว ดังนั้นในเรื่องนี้เราจะดูความสามารถในการแข่งขันไม่ให้เสียเปรียบทางการค้ามากกว่า ไม่ได้มานั่งดูเปอร์เซ็นต์ และสิ่งที่ต้องจับตาดูและเป็นปัญหาที่ต้องรับมือหนักคือ การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในสกุลใหญ่ๆทั้งหมดที่จะต้องตั้งท่ารองรับ โดยเงินทุนสำรองที่มีอยู่ในขณะนี้ถือว่าแข็งแรง ต้องบอกว่ารับมือได้
ธปท.เปรียบเทียบค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ และค่าเงินบาทต่อเงินสกุลหลัก โดยค่าเงินบาทต่อดอลลาร์
ในวันที่ 26 พ.ย. อยู่ที่ 39.48 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากสิ้นเดือนก่อน 3.88 % และแข็งค่าขึ้นจากวันก่อนหน้า (25 พ.ย.) 0.51 % เงินบาทเทียบกับยูโรอยู่ที่ 52.3228 บาทต่อยูโร อ่อนค่าลงเมื่อเทียบจากสิ้นเดือนก่อน 0.11 % และอ่อนค่าลง 0.12 % เมื่อเทียบจากวันก่อนหน้า เงินบาทเทียบเยน ค่าเงินบาทอยู่ที่ 38.45 บาท ต่อ 100 เยน
แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.56 % และแข็งค่าขึ้น 0.38 % เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า
ทั้งนี้ ธปท.รายงานตัวเลขทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ณ วันที่ 19 พ.ย.47 อยู่ที่ 47.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 600 ล้านดอลลาร์จาก เมื่อวันที่ 12 พ.ย.47 ขณะที่ตัวเลขฟอร์เวิร์ดสุทธิ (สัญญาซื้อ (บวก) หรือขาย(ลบ) เงินตราต่างประเทศแลกกับเงินบาทล่วงหน้าของธปท.) อยู่ที่ 3.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 3.6 พันล้านดอลลาร์ (12 พ.ย.47) แหล่งข่าวจากธปท.กล่าวถึงการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองทางการว่า เป็นผลจากการตีราคา โดยเฉพาะการที่เงินยูโรแข็งค่าขึ้น และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากธุรกรรมที่ขึ้นๆลงๆซึ่งเกิดขึ้นจากการดูดซับสภาพคล่อง โดยการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นของทุนสำรองในระดับ 400-500 ล้านดอลลาร์นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติ
แหล่งข่าวธปท. กล่าวถึง ความจำเป็นที่จีนจะปรับระบบอัตราแลกเปลี่ยนว่า ยังมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา เช่น ความร้อนแรงของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยประการหนึ่งคือ การที่ค่าเงินหยวนหรือค่าเงินในภูมิภาคเอเชียจะปรับอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเองให้สูงขึ้น ซึ่งการลดของเงินค่าเงินดอลลาร์ที่มีผลต่อค่าเงินยูโร เงินเยนนั้น เป็นไปได้ง่ายเพราะอยู่ภายใต้กลไกตลาด แต่เงินสกุลที่กำลังมามีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนความสำคัญของเศรษฐกิจพื้นฐานคือ จีน
" การปรับตัวของผู้ส่งออกในการหาตลาดใหม่นอกเหนือจากสหรัฐว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายกระจัดกระจายพอควรสำหรับตลาดส่งออก เราพึ่งตลาดเอเชียด้วยกันค่อนข้างมาก แต่ในขณะเดียวกันตลาดพวกนี้ก็พึ่งตลาดสหรัฐ เป็นการพึ่งตลาดสหรัฐโดยทางอ้อม เราจึงต้องคำนึงว่าเป็นปัญหาเราก็ต้องหาทางแก้ไขต่อไป
ทางด้าน นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ให้ความเห็นว่า ขณะนี้ต้องติดตามทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะกลางและระยะยาว เพราะยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบ โดยเฉพาะต้องรอความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลสหรัฐเทอมใหม่ก่อน จึงไม่ควรกังวลต่อเรื่องนี้จนเกินไป ประกอบกับในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ก็เคยเคลื่อนไหวไปที่ระดับ 38 หรือ 39 บาท หรือ 42 -43 บาท ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อผู้ส่งออกและนำเข้าบ้างแต่เป็นผลในระยะสั้น เชื่อว่าทั้งผู้ส่งออกและนำเข้าอยู่ในวิสัยที่จะบริหารได้
ส่วน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเดียวกัน กล่าวว่า ต้องจับตาดูค่าเงินหยวนและค่าเงินริงกิตว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งถ้ามีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการ ถือเป็นการปรับโครงสร้างระบบอัตราแลกเปลี่ยนภูมิภาคครั้งใหญ่ แต่หากจะพูดถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทตอนนี้ยังเร็วเกินไป
ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นถึง ความได้เปรียบเสียเปรียบทางการแข่งขันในด้านการส่งออก ภายใต้ภาวะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าในขณะนี้ ในระยะสั้นเชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก เพราะการแข็งค่าของเงินสกุลต่างๆเป็นการแข็งค่าไปพร้อมๆกันหมด แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ระดับที่เหมาะสมไม่ควรจะทะลุระดับ 39 บาทต้นๆต่อดอลลาร์ หรือ 38 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ส่งออกน่าจะได้รับผลกระทบแล้ว และหากค่าเงินบาทแข็งค่าไปถึงระดับดังกล่าว ภาครัฐจะต้องเข้ามาแทรกแซงทั้งในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพสินค้า ความหลากหลายของสินค้า ขณะที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวสำหรับตลาดส่งออก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดส่งออกหลักของไทยยังเป็น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่นอยู่
สอดคล้องกับความเห็นของ นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดนครธน กล่าวว่า ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าไปทะลุระดับ 38.50 บาทต่อดอลลาร์จะเป็นระดับที่ผู้ส่งออกจะได้รับ
ผลกระทบ ซึ่งผู้ส่งออกต้องมีการเตรียมความพร้อมเพราะการแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้เป็นกระแสโลกที่เราฝืนไม่ได้ โดยขณะนี้แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการส่งออกที่มีการทำประกันความเสี่ยงมากขึ้นบ้าง แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการทำประกันความเสี่ยงไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว เช่น ในกรณีที่ทำประกันความเสี่ยงไว้ที่ระดับ 40 บาทหรือ 41 บาท ต่อดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปีก็จะได้ประโยชน์จากการทำประกันความเสี่ยงดังกล่าวไว้
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดยังได้กล่าวถึง แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินหยวนของจีนว่า มีความเป็นไปได้ที่ในปีหน้า จีนจะขยายช่วงของอัตรา แลกเปลี่ยนหยวนต่อดอลลาร์ โดยปล่อยให้เงินหยวนยืดหยุ่นมากขึ้น 3 % ทำให้ค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์ปรับจาก 8.3 หยวนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับ 8.05 หยวนต่อดอลลาร์ เพราะขณะนี้เงินหยวนต่อดอลลาร์ยังอ่อนค่าเกินความเป็นจริง ซึ่งหากจีนยืดหยุ่นค่าเงินมากขึ้น ก็จะเป็นการลดแรงกดดันในการแข่งขันสำหรับประเทศไทยในตลาดส่งออก
นายเสถียร ตันธนะสฤษดิ์ เจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารธุรกิจตลาดเงิน ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการส่งออกมีการปรับตัวและมีเครื่องมือในการประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีกว่าในอดีต ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการทำฟอร์เวิร์ด และเครื่องมือประกันความเสี่ยงอื่นๆ เช่น การทำออปชั่นไว้แล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทมากนัก ประกอบกับที่ผ่านมาถือว่าทางการอุ้มผู้ส่งออกมากพอสมควร เห็นได้จากค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าขึ้นช้ากว่าเงินสกุลอื่น เช่น เงินวอนของเกาหลี ที่ปัจจุบันแข็งค่าใกล้กลับไปสู่ระดับใกล้ช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจใหม่ๆ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีของจีน ได้เปิดเผยในแถลงการณ์ต่อที่ประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย แปซิฟิก (เอเปค) ที่ชิลี เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนว่า จีนจะมุ่งเน้นด้านการปฏิรูปอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนยังคงยืนหยัดท่าทีเดิมที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินของเงินหยวน พร้อมกล่าวว่า เศรษฐกิจจีนไม่ได้ร้อนแรงเกินไปตามที่นักวิเคราะห์บางรายออกมาตั้งข้อสังเกต
ขณะเดียวกัน นายหูยังแสดงความมั่นใจว่าเศรษฐกิจจีนจะสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างฉับพลัน และจะยังคงรักษาเสถียรภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ได้ต่อไป โดยที่ผ่านมา รัฐบาลกลางจีนได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของประเทศไปบ้าง เช่น การออกมาประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 9 ปี รวมถึงการชะลอโครงการพัฒนาด้านต่างๆ และเรียกร้องไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยเงินกู้กับภาคธุรกิจที่มีการลงทุนมากเกินไป เช่น ในอุตสาหกรรมรถยนต์, เหล็กกล้า และอลูมิเนียม
28 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด