บีโอไอโปะสิทธิประโยชน์เอื้อทุนเหล็ก

บีโอไอดัน"โรงถลุงเหล็ก"คลอด ! โปะสิทธิประโยชน์เต็มพิกัด ไม่จำกัดเขต ยกเว้นอากรเครื่องจักร ภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ชงเข้าบอร์ดใหญ่ 29 พ.ย.นี้ เข้าทาง"จี สตีล"จ่อขอส่งเสริมแล้วค่า 40,000 ล้านบาท พร้อมดันบอร์ดเห็นชอบให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ให้การส่งเสริม ส่วนกิจการอนุมัติเตรียมปล่อยผี 9 โครงการ มูลค่ากว่า2หมื่นล้านบาท

สืบเนื่องจากเมือปี2548 รัฐบาลให้ความสำคัญในอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐานของประเทศมากขึ้นทำให้อุตสาหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมด้านพลังงานไฟฟ้า อยู่ในข่ายที่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้น อย่างโรงถลุงเหล็ก ที่เป็นหัวใจสำคัญ ทำให้โรงงานผลิตเหล็กชนิดต่างๆ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าบิลเล็ต(วัตถุดิบในการผลิตเหล็กเส้น)และนำเข้าสแลป(วัตถุดิบในการผลิตเหล็กแผ่น) รวมถึงการนำเข้าเศษเหล็ก ขณะเดียวกันกลุ่มทุนในประเทศที่เป็น"เซียน"ในวงการเหล็กพยายามพลักดันให้เกิดโรงถลุงเหล็กขึ้นในประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนสหวิริยาและจีสตีล
แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ซึ่งเป็นการประชุมบอร์ดใหญ่บีโอไอที่มีพล.อ. เชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานบอร์ดใหญ่บีโอไอ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 นี้ บีโอไอมีเรื่องนโยบายที่สำคัญ ที่จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก คือการสนับสนุนให้เอกชนผลิตเหล็กขั้นต้นหรือโครงการตั้งโรงถลุงเหล็ก โดยบีโอไอเสนอโครงการผลิตเหล็กขั้นต้น ให้จัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่ให้การส่งเสริมเป็นพิเศษ คือให้สิทธิประโยชน์มากกว่าเกณฑ์ปกติที่ได้รับการส่งเสริมตามเขตการลงทุนที่แบ่งตามเขต 1, 2และเขต3 ที่มีความเลื่อมล้ำในการให้สิทธิประโยชน์แต่ละเขตไม่เท่ากัน

-เว้นอากร/ภาษีนิติบุคคล8ปี

ทั้งนี้มองว่าโครงการตั้งโรงถลุงเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญและเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศที่ลงทุนสูง จึงให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรและให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ไม่ว่าตั้งกิจการอยู่ในเขตใด ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นให้ได้รับตามเกณฑ์ที่ตั้งในแต่ละเขต
"นโยบายส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไออย่างเดียว ยังไม่พอที่จะสนับสนุนเหล็กต้นน้ำ จึงต้องมีมาตรการจากหน่วยงานอื่นเข้ามารองรับด้วย แต่จะต้องคำนึงถึงว่ารัฐบาลไม่ควรที่จะลงทุนกับภาคเอกชนเพื่อรายใดรายหนึ่ง โดยเอกชนจะต้องลงทุนเป็นหลัก แต่รัฐจะต้องดูในระบบอินฟาสทรัคเจอร์ตามความเหมาะสมซึ่งรัฐต้องเป็นผู้ลงทุนอยู่แล้วอย่างไรก็ตามหากบีโอไอไม่เสนอให้เหล็กต้นน้ำ ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดโดยจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้การส่งเสริมพิเศษ คงไม่เกิดการลงทุน เพราะไม่มีสิ่งจูงใจ ในขณะที่วัตถุดิบในประเทศเช่น แร่เหล็กยังใช้ไม่ได้เพราะคุณภาพต่ำ จึงต้องนำเข้า ดังนั้นระบบอินฟาทัคเจอร์จึงมีความจำเป็นมากเพราะการนำเข้าต้องมาทางเรือ

-6 อุตสาหกรรมได้ประโยชน์

แหล่งข่าว กล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการผลิตเหล็กต้นน้ำยื่นขอส่งเสริมมาแล้ว เป็นโครงการของบมจ.จี สตีล ของนายสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล แต่บีโอไอยังไม่บรรจุเข้าพิจารณาในบอร์ดใหญ่ในวันที่ 29 พ.ย. นี้ จนกว่าบอร์ดจะเห็นชอบในเรื่องนโยบายให้เหล็กขั้นต้นน้ำได้รับสิทธิและประโยชน์จากบีโอไอสูงสุดก่อน
นอกจากนี้การประชุมบอร์ดใหญ่นัดนี้ ยังเสนอให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับพลังงาน กำหนดเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายกลุ่มที่ 6 ที่บีโอไอให้การส่งเสริม จากเดิมที่มีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องให้ความสำคัญในเชิงรุกอยู่แล้ว 5 กลุ่มคือ อุตสาหกรรมบริการ ยานยนต์ เกษตร ไอซีที แฟชั่น โดยมาตรการสนับสนุนจะมาดูเพิ่มเติมว่าควรจะมีอะไรมากระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านนี้มากขึ้นด้วย โดยบีโอไออยู่ระหว่างการประสานงานกับกระทรวงพลังงานโดยตรง หลังจากที่ส่วนหนึ่งได้มีการปรับไปแล้วเมื่อเดือนกันยายน 2547 ที่ผ่านมาทั้งในเรื่องการอนุรักษ์พลังงาน การประหยัดพลังงาน การผลิตพลังงานทดแทน ที่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุดโดยจัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่ให้การส่งเสริมเป็นการพิเศษไปแล้ว

-ยกเว้นภาษีเครืองจักรประหยัดพลังงาน

อย่างไรก็ตามทิศทางต่อไปกิจการกลุ่มพลังงานจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะปัจจุบันธุรกิจกลุ่มนี้ไปเกี่ยวข้องกับทุกประเภทกิจการที่บีโอไอเปิดให้การส่งเสริม มีทั้งกิจการที่ไปเกี่ยวข้องกับหมวดเกษตร เช่น เอทานอล ไบโอดีเซล อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับหมวดบริการก็จะเป็นกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเศษวัสดุเหลือใช้ ส่วนการผลิตเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับใช้ในการประหยัดพลังงานก็ไปเกี่ยวข้องกับประเภทกิจการในหมวดที่สี่ คือกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง และยังมีเรื่องของเซลแสงอาทิตย์ ก็จะอยู่ในหมวดห้า กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องไฟฟ้า
"บีโอไอยังมีมาตรการพิเศษอีกว่าโรงงานที่ได้รับส่งเสริมในกิจการเก่าๆ ที่ต้องการจะนำเครื่องจักรที่ประหยัดพลังงานเข้ามาเปลี่ยนในโรงงานนั้นก็จะยกเว้นภาษีเครื่องจักรให้ ซึ่งตรงนี้บีโอไอมองว่ามันน่าจะมีสิ่งจูงใจอะไรที่มากกว่าการให้ภาษีเครื่องจักรเพราะยกเว้นภาษีอากรนำเข้าเครื่องจักร 3 % ที่บีโอไอยกเว้นให้เป็น 0% ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้นมันน้อยไป ดังนั้นควรจะมีอะไรเข้ามาสนับสนุนได้อีก เช่น กรณีที่มีการเปลี่ยนมิเตอร์ หรือมอเตอร์ ในการประหยัดพลังงานในโรงงาน รัฐควรจะช่วยให้กิจการนั้นๆ ประหยัดต้นทุนได้อีกกี่บาท เป็นต้น เพื่อให้หลายๆโรงงานยอมที่จะลงทุน ซึ่งมองว่าในภาคอุตสาหกรรมต้องใช้พลังงานมากถึง 1ใน 3 ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ และอีก 1ใน3 เป็นภาคการขนส่ง ซึ่งถือเป็น 2 กลุ่มสำคัญของการใช้พลังงานในประเทศ"แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า กลุ่มพลังงานทั้งหมดมีความสำคัญ นโยบายส่งเสริมการลงทุนในเชิงรุกนั้นมองว่าจะต้องไปหาแหล่งพลังงานต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า ที่จะส่งพลังงานไฟฟ้าเข้ามาไทยได้ และการดึงต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งเป้าหมายอยู่ที่ยุโรปที่มีความชำนาญในด้านนี้ ตรงนี้คือเป้าหมายในกลุ่มพลังงานที่บีโอไอต้องเดินในเชิงรุก

สำหรับโครงการที่มีการพิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมจากบอร์ดนัดนี้มีทั้งสิ้น 9 โครงการ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท เช่น โครงการผลิตเยื่อและกระดาษของกลุ่มเอเวอร์กรีนพลัส ,โครงการผลิตเครื่องดื่มของกลุ่มซานมิเกล ,โครงการขยายการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนของบมจ.จี สตีล(โครงการเฟส1)ที่จะต่อเนื่องกับเฟส2 ที่เป็นส่วนโรงถลุงเหล็ก, การผลิตเหล็กลวดของบริษัท สยามสตีลคอร์ด ,การผลิตเหล็กในเครืออิตาเลียนไทย, การผลิตพลังงานไฟฟ้าของบริษัท ทีทีทียูทิริตี้ และกลุ่มน้ำตาลขอนแก่น เป็นต้น

-จี สตีลขยายกำลังผลิตถึง5.4ล้านตัน

มร.เรียวโซ โอกิโนะ รองประธานกรรมการบริหาร บมจ.จี สตีล เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า เป็นเรื่องที่ดีที่บีโอไอเห็นความสำคัญของเหล็กขั้นต้นจึงให้การสนับสนุนโดยให้สิทธิประโยชน์สูงสุด ในขณะที่ระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ภาคตะวันออกก็พร้อมแล้ว โดยตัวโครงการตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ในพื้นที่ขนาด 1,000 ไร่

ล่าสุดบมจ.จี สตีล ได้ยื่นขอรับการส่งเสริมไปยังบีโอไอแล้วโดยเฟสแรกเป็นการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ล่าสุดขอขยายกำลังผลิตด้วยขนาดเงินลงทุน 14,350 ล้านบาท จำนวน 3.4 ล้านตัน และการลงทุนในเฟสที่สอง ในโครงการถลุงเหล็ก มูลค่า 40,000 ล้านบาท ขนาดกำลังผลิต ทั้งสองเฟสเมื่อมาผสมกันแล้วจะทำให้น้ำเหล็กมีคุณภาพดีและทำให้มีขนาดกำลังการผลิตเหล็กแผ่นเพิ่มเป็น 5.2-5.4 ล้านตัน จะเป็นขนาดกำลังผลิตที่ใหญ่ ที่สุดในเซาท์อีสเอเซีย ผลิตเพื่อการส่งออก 20-25% ไปยัง ญี่ปุ่น จีน อเมริกา ยุโรป โดยเฟส1 จะมีอัตราผลตอบแทนการลงทุน(IRR) 20% ส่วนเฟสที่2 จะมีIRR
"เมื่อปี1997 การผลิตในเฟสแรกต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องไม่สามารถติดตั้งเครื่องจักรได้ครบ ซึ่งขณะนี้เฟสแรกมีเงินทุนที่จะเดินหน้าต่อไปแล้ว ส่วนเฟสที่สองกำลังอยู่ระหว่างเจรจาร่วมทุนกับญี่ปุ่น และจีน โดยจะเป็นฝ่ายที่เข้ามาถือหุ้นในบมจ.จี สตีล 30-40% สัดส่วนที่เหลือจะเป็นบมจ.จีสตีลและพันธมิตร

อนึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มสหวิริยา ของนายวิทย์ วิริยประไพกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารก็เป้นอีกกลุมทุนหนึ่งที่มีแผนจะลงทุนสร้างโรงถลุงเหล็ก ที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในบริเวณพิ้นที่ชายฝั่งทำเลตะวันตก โดยทั้งโครงการจะต้องใช้เงินทุนทั้งสิ้น 360,000 ล้านบาท (ดำเนินการ 3-4 เฟส) วงเงินดังกล่าวจะรวมระบบโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการแล้ว การผลิตจะต้องนำเข้าสินธุ์แร่เหล็กมาจากต่างประเทศเพื่อเป็นวัตถุดิบในการถลุงเหล็ก โดยในโครงการจะนำเหล็กที่ถลุงแล้วไปผลิตเป็นบิลเล็ต สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเหล็กเส้น และผลิตเป็นสแลป สำหรับการผลิตเหล็กแผ่น ขณะนี้ยังไม่ได้ยื่นเรื่องเพื่อขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ

28 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด