โค้งสุดท้ายภาคผลผลิตถดถอย ปีหน้าหน้าเจอต้นทุนดัน

นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อท.) ซึ่งมีสมาชิกจาก 33 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ประเมินสถานการณ์ภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่ถูกคุกคามจาก ไข้หวัดนก ราคาน้ำมัน ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนสรุปด้วยคำว่าชะลอตัว พร้อมกับวิเคราะห์แนวโน้มปีหน้าว่าสิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ

-ภาพรวมภาคการผลิตโค้งสุดท้ายปีนี้

กับภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2547 ประพัฒน์เชื่อว่าจะชะลตัวลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2546 โดยเขาพิจารณาภาพรวมของภาคการผลิจที่ ภาคเกษครเริ่มชะลอตัว (ภาคเกษตรมีสัดส่วน 10% ของ จีดีพี:ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) โดยติดลบในไตรมาสที่ 2 ในส่วนราคาพืชผลการเกษตรที่ขยายตัวในอัตราที่สูงใน 2 ไตรมาสแรกของปี 2547ที่ผ่านมา เริ่มขยายตัวในอัตราที่ลดลงในไตรมาสที่ 3 ส่งผลให้รายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.47 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2547 ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับร้อยละ 28.4 ของปี 2546

ในส่วนของภาคการผลิต ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่า เริ่มชะลอตัวในบางภาคอุตสาหกรรม (38% ของ จีดีพี) โดย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ใน 9 เดือนแรกของปี2547 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง คือ จากร้อยละ 11.4 ในไตรมาสแรก เหลือร้อยละ 7.5 ในไตรมาสที่ 2 และ ร้อยละ 7.8 ในไตรมาสที่สาม ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิต ณ เดือนกันยายน 2547 อยู่ที่ระดับร้อยละ 70.1 เทียบกับร้อยละ 75.7 ในไตรมาสแรกของปี 2547 สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี

การชะลอตัวของภาคการผลิตสอดคล้องกับการบริโภคในภาคเอกชน(55%จีดีพี) ที่ขยายตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี จากขยายตัวจากร้อยละ 4.1 ในไตรมาสที่1 เป็นร้อยละ 3.4 ในไตรมาสที่2 และเหลือร้อยละ 2.9 ในไตรมาสที่ 3

" แสดงให้เห็นว่า การบริโภคภาคเอกชนชะลอการขยายตัวตามการชะลอตัวของรายได้ในภาคการเกษตร" ประพัฒน์เน้น และกล่าวต่อว่าใน ส่วนการลงทุนภาคเอกชน(15%ของจีดีพี)

ชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน โดย การลงทุนของภาคเอกชน 75% เป็นการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนอีก 25% เป็นการลงทุนด้านการก่อสร้าง แต่อย่างไรก็ตามคาดว่าภาคอุตสาหกรรมจะมีการขยายตัวในอัตราที่ลดลงในไตรมาสสุดท้ายของปีและส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมปี 2547 ขยายตัวเฉลี่ยที่ร้อยละ 9-10 เทียบกับร้อยละ 12 ในปี 2546

ในมุมของประพัฒน์เขาสรุปว่า การชะตัวของของภาคเศรษฐกิจในส่วนต่างที่กล่าวมานั้นเป็นผลมาจาก ปัญหา ไข้หวัดนก ปัญหาราคาน้ำมัน ที่ส่งผลให้ต้นทุนในภาพการผลิตและเชื่อมโยงกับสภาพคล่องของผู้ประกอบการที่จะต้องใช้เงินหมุนเวียนมากขึ้น รวมทั้งปัญหาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่สงบในปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะปัญหาหลังสุดนั้น ประพัฒน์ให้ข้อมูลว่า

" จากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ตรงนี้ถือว่ามีผลกระทบมาก ซึ่งหลายคนอาจจะไม่เข้าใจ กระทบเรื่องอะไรบ้างนั้นให้มองว่า เศรษฐกิจในภาคใต้ตอนนี้หาคนงานไม่ได้ คนงานนี้อพยพกลับภาคอีสานหมดเวลานี้ออเดอร์ที่ได้รับกลับทำไม่ได้ เพราะไม่มีแรงงานทำ เช่นอุตสาหกรรมประมง อาหารทะเล แช่แข็ง อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยาง และทางภาคใต้มีทุนต่างชาติเข้ามามากโดยเฉพาะมาเลเชียและสิงคโปร์

-ปัจจัยเสี่ยงของภาคอุตสาหกรรม

นอกจากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว

ครับ! ซึ่งยังไม่รวมถึงปัญหาอื่นๆ อีก เช่น ต้นทุนด้านวัตถุดิบที่ไม่เท่าเทียมกันในระหว่างกลุ่มผู้ผลิตในตลาดอาฟต้า(เขตเสรีการค้าอาเซียน) คือปัจจัยเสี่ยงตัวหนึ่ง ซึ่งเวลานี้ผู้ประกอบการทั้งหลายพยายามช่วยเหลือตัวเองอยู่ รัฐช่วยอะไรไม่ได้ เรื่องโครงสร้างภาษีพูดกันมามากแล้ว ซึ่งปัญหานี้เป็นเรื่องของความได้เปรียบเสียเปรียบ ความไม่เท่าเทียมกันในเวทีการแข่งขันโลกที่มีโครงสร้างต้นทุนที่ผู้ผลิตไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในบางอุตสาหกรรม

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่จะต่อเนื่องไปถึงปี2548 จะเป็นเรื่องราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง และอัตราเงินเฟ้อจะมีอัตราสูงขึ้นจากปี 2547 อันเกิดจากราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้น รัฐต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการเริ่มลงทุนในโครงการบริการพื้นฐานของภาครัฐเพิ่มขึ้น ในขณะที่โรคไข้หวัดนก ยังคงมีอิทธิพลต่อการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทมีโอกาสผันผวนไปในทิศทางที่อ่อนค่าลงจากปี 2547 จากผลของภาวะเงินเฟ้อปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ การลดระดับการผลิตลงมา และการขยายการลงทุนชะลอตัวลงมาในระยะสั้นช่วงต้นปี2548 และคาดว่าจะขยายกำลังการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี2548 เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นอีกทั้งภาคธุรกิจมีการปรับตัวต่อเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นแล้ว

-สิ่งที่วิตกในเวทีการแข่งขันในตลาดโลก

นอกจากนี้ประพัฒนายังกล่าวถึงปัญหาที่เขาใช้คำว่า "มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นแล้ว "คือปัญหา การเข้ามาของสินค้าที่เข้ามาในราคาต่ำอย่างไร้เหตุผล หรือ Circum Venton โดยเฉพาะกรณ๊สินค้าจากจีนกับปัญหาที่สลับซับซ้อนเขาอธิบายว่า

"ยกตัวอย่างเช่น จีนเขาเข้ามาใช้โลคัล คอนเท้น(Local content) ในอาเซียนในอาฟตา โดยใช้วิธีการการตั้งสินค้าราคาถูกไปให้กับประเทศใดประเทศหนึ่งในอาฟต้าแล้วจีนก็ใช้วัตถุดิบตัวนั้นในอัตราภาษีที่ผิดปกติ และบวกกับสินค้าที่จีนผลิตในประเทศประกอบขึ้นมาแล้วนำไปบวกกับแวลูแอดเด็ด(มูลค่าเพิ่ม) ของเขาจนครบ 40% เข้าข่ายเป็นโลคัล คอนเทนท์ ได้ เท่ากับจีนสามารถประกาศใช้สิทธิ์จากอาฟตาเข้ามาได้ เรื่องแบบนี้ตอนนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ทางสอท.กำลังดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง จากที่ผ่านมาผู้ผลิตไทยเป็นคนดีมาตลอด" เขากล่าวและสรุปอย่างมั่นใจว่าปัญหาดังกล่าวจะเป็นปัจจัยคุกคามภาคอุตสาหกรรมไทยไปจนถึงปีหน้า

-การบ้านฝากรัฐบาล

กับรัฐบาลใหม่ที่จะมาหลังการเลือกตั้งต้นปีหน้าประพัฒนามีการบ้านฝาก 3 ข้อใหญ่คือ หนึ่งการเจรจาเอฟทีเอต้องจริงจังและไทยไปเสียเปรียบ สองโครงสร้างภาษีศุลกากรต้องปรับปรุงให้ทันสมัย สามการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมโดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี

28 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด