อุตฯ ย่อยภาคเหนือวูบ แบกภาระน้ำมัน-เอฟทีเอไม่ไหว

ม้วนเสื่อไปแล้ว 50 %
ก.อุตฯ แจงผลงานโครงการ NEC สร้างผู้ประกอบการใหม่ เงินลงทุนสะพัดร่วม 9,000 ล้าน เตรียมสานต่อ "พี่เลี้ยงน้อง" ด้านอุตฯเชียงใหม่/ลำปาง เผยอัตราธุรกิจ SMEs ล้มลูกโซ่ 50 % หลัง โดนมรสุมพิษน้ำมันเผาตลอดปี, FTA ไทย/จีน สินค้าราคาถูกทะลักเข้าประเทศ, ประชาชนไร้กำลังซื้อ เชียงใหม่เล็งหาทางแก้ ดึงที่ปรึกษา นักวิชาการ เสริมวิชาเถ้าแก่ใหม่ ขณะที่เซรามิคลำปางรวมกลุ่ม สร้างคลัสเตอร์ เชื่อม SMEs รายย่อย
นางนฤมล สุทธวารี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวในงานสัมมนา "SMEsไทย...ทำอย่างไรให้ได้ดั่งฝัน" ภายใต้โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (New Entrepreneurs Creation : NEC) ว่า นโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจ SMEs ด้วยการสร้างผู้ประกอบการใหม่ เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวนั้น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ดำเนินการจัดโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ หรือ NEC โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2547 ที่มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 37,363 ราย จากที่มีการตั้งเป้าไว้เพียง 24,000 ราย และมีผู้ผ่านการฝึกอบรม 13,062 ราย
โดยภายหลังจากการประมวลผล มีผู้ประกอบการที่จะสามารถจัดตั้งธุรกิจและดำเนินกิจการได้จำนวน 2,900 ราย จากที่ตั้งเป้า1,528 ราย หรือประมาณ 30% ของผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมทั้งหมด คาดว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะมีตัวเลขผู้ประกอบการที่สามารถดำเนินธุรกิจอยู่รอดเพิ่มขึ้นเป็น 50% ส่วนตัวเลขการลงทุน ผู้ประกอบการมีการลงทุนต่อรายประมาณ 5 แสน-1 ล้านบาท รวมเม็ดเงินลงทุนตลอดทั้ง 3 ปี ประมาณ 8,700 ล้านบาท และมีการจ้างงานกว่า 17,000 ราย หรือประมาณ 5 รายต่อกิจการ
"ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้รับงบประมาณให้ดำเนินการต่อในปีถัดไป แต่ทางกรมส่งเสริมอุตสหกรรมก็มิได้ยกเลิกภารกิจของหน่วยงาน ยังคงสานต่อการดำเนินงานสร้างผู้ประกอบการใหม่เช่นเดิม แต่จะเป็นในรูปแบบการสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยแนวทาง พี่เลี้ยงน้อง ซึ่งขณะนี้ได้รับงบประมาณซึ่งเป็นงบประมาณปกติปี 2548จำนวน 200 ล้านบาท สำหรับสร้างผู้ประกอบการใหม่ 8,000 ราย โดยได้แบ่งสรรให้สภาอุตสากรรมรับผิดชอบสร้างผู้ประกอบการใหม่ 3,500 ราย หอการค้า 3,500 ราย และทางกรมอีก 1,000 ราย ซึ่งในส่วนของกรมจะทำการแบ่งให้ 7 หน่วยงานสมาคมรับผิดชอบ" นางนฤมล กล่าว
ด้านนายวันชัย พิพัฒน์สมุทร อุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงภาพรวมของธุรกิจขนาด SMEs ในจังหวัดว่า ในปีนี้มีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ SMEs ของจังหวัดเชียงใหม่ ล้มเลิกกิจการไปกว่า 100 ราย และมีการจดทะเบียนเพิ่ม 125 ราย โดยปัญหาการล้มเลิกกิจการส่วนใหญ่เกิดขึ้นจาก ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับธุรกิจ การบริหารจัดการ การทำตลาด ให้ทันกับภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน และการขาดความรู้ในการดำเนินธุรกิจอย่างแท้จริง รวมถึงการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ให้บริการและการที่ผู้ประกอบการไม่ทราบว่าจะขอคำปรึกษาจากหน่วยงานใด โดยสัดส่วนของผู้ที่มาแจ้งเพื่อขอเลิกกิจการไปประมาณ 30 %
ทั้งนี้ทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะทำหน้าที่หลัก คือ การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยตั้งเป้าไว้ว่าในปีหน้าจะมีผู้ประกอบการของจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้น 120 ราย และมีโอกาสประสบความสำเร็จประมาณ 10% แต่เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เช่น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตต้องสูงตาม รวมถึงปัญหาจากการเปิดเขตการค้าเสรี กับประเทศจีน ที่ทำให้มีสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งคุณภาพไม่ดีและราคาถูกไหลเข้าสู่ประเทศมาแข่งกับผู้ประกอบการในพื้นที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องให้มีความเข้มแข็งและมีคุณภาพก็จะสามารถแข่งขันได้ โดยการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น ทางจังหวัดได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รวมถึงการเพิ่มที่ปรึกษาจากนักวิชาการที่มีความรู้ด้านต่างๆ เข้ามาสนับสนุนอีกทางด้วย
"เราขาดนักวิชาการทางด้านธุรกิจ คนยังน้อยคงต้องเร่งหาเพิ่มมาอีก ซึ่งงานส่วนใหญ่ต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะได้งบมาจากงบปกติของอุตสาหกรรมจังหวัด งบนโยบายจากแผนโครงการที่ผ่านการพิจารณา และงบประมาณยุทธศาสตร์จังหวัด ในส่วนของผู้ว่า CEO ซึ่งหากเทียบกับจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมดที่เราต้องรับผิดชอบดูแลก็คงยังไม่เพียงพอ ยังต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง" นายวันชัย กล่าว
ขณะที่นายมานิตย์ ทองศรีพงษ์ อุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการรายใหม่ในจังหวัดเกิดขึ้นประมาณ 100 ราย ในจำนวนนี้มีที่ล้มเลิกกิจการไปประมาณ 40-50 ราย หรือ 50% ส่วนใหญ่เป็นกิจการที่มีขนาดเล็กและทำการธุรกิจภายในประเทศ โดยในจำนวนนี้เป็นธุรกิจเซรามิคซึ่งเป็นธุรกิจหลักของจังหวัดรวมอยู่ด้วย ซึ่งปัญหาเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อลดลง โดยธุรกิจที่สามารถอยู่รอดได้ ก็คือการผลิตเพื่อการส่งออก ปัจจุบันจำนวนมูลค่าการส่งออกของจังหวัด เฉพาะตลาดสินค้าเซรามิกมีมูลค่าถึง 3,000 ล้านบาท จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกรวม 4,000-5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางจังหวัดได้เตรียมแผนสร้างผู้ประกอบการให้มีความยั่งยืนในอนาคต โดยได้ติดต่อขอนำพื้นที่ปลูกอ้อยและพื้นที่จากราชพัสดุมาทำเป็นนิคมอุตสาหกรรมเซรามิก เปิดให้เอกชนมาเช่าพื้นที่ในการบริหารจัดการ เพื่อเป็นการเสริมสร้างอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นแกนนำ กระจายงานให้ผู้ประกอบการรายย่อย เป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจช่วย SMEs ให้สามารถอยู่รอดได้
28 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด