3ผู้นำไทย-มาเลย์-อินโดฯ ผนึกกำลังขยายความมั่นคง

ผู้นำ 3 ประเทศ "ไทย มาเลย์ อินโดนีเซีย" ได้ข้อตกลงเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคง และแลกเปลี่ยนระบบข่าวกรองเพื่อควบคุมกลุ่มหัวรุ่นแรงก่อความไม่สงบตามแนวชายแดนใต้ ขณะที่คนร้ายเหิมยิงทหารค่ายอิงคยุทธบริหารตาย 1 หลังแกนนำเปิดฉากปะทะเจ้าหน้าที่ถูกสอยร่วง 1 รายขณะกำลังขนอาวุธสงครามไปชายแดนนราฯ เผยเป็นแกนนำคนสำคัญที่มีหมายจับและค่าหัวนำจับ 5 แสนบาท และเคยก่อคดีมาแล้วหลายคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุมอาเซียน ครั้งที่ 10 ณ กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) วานนี้ (29 พ.ย.) ซึ่งเป็นวันแรกของการประชุมได้มีการหารือถึงสถานการณ์ทั่วไปในภูมิภาค โดยระหว่างการประชุมนายอับดุลลาห์ อาหมัด บาดาวี นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวถึงความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย โดยมั่นใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย จะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้และตอบรับการตั้งคณะกรรมการอิสระสอบกรณีสลายผู้ชุมนุมหน้า อ.ตากใบ จ.นราธิวาส พร้อมยืนยันว่ามาเลเซียจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศตามกรอบข้อตกลงของอาเซียนที่มีมาตั้งแต่แรกเริ่ม ขณะที่นายซูซิโล บัมบัง ยุโธโยโน ประธานาธิบดีอินโดนีเซียอิน ระบุถึงสถานการณ์ทางภาคใต้ของไทยว่า เข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะอินโดนีเซียมีปัญหาเรื่องกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอาเจะห์เช่นกัน
หลังการประชุมผู้นำอาเซียนได้ลงนามร่วมกันในข้อตกลงเวียงจันทน์ ซึ่งมีเนื้อหายืนยันว่า ชาติอาเซียนจะยึดมั่นในสนธิสัญญาอาเซียน ฉบับที่ 2 หรือสนธิสัญญาบาหลีที่ลงนามในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการส่งเสริมความร่วมมือ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
**ทักษิณแจงไม่ต้องการถกปัญหาใต้
ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมว่า นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียนถึงเหตุผลที่ไม่ประสงค์ให้หยิบยกสถานการณ์ในภาคใต้ของไทยมาหารือในที่ประชุมว่า ประเทศไทยปรารถนาที่หารือเรื่องดังกล่าวทุกแง่มุมในระดับทวิภาคี เพราะเห็นว่าเป็นที่สนใจ หรือร่วมมือกันเป็นคู่ ๆ หรือเป็นกลุ่มประเทศเล็ก ๆ ที่อยู่ในอนุภูมิภาค จึงไม่ควรที่จะทำให้ประเด็นในประเทศกลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็น โดยนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีหลักฐาน หรือปัจจัย ที่ชี้ว่าเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ก็ไม่ควรจะดิ้นรนให้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ ควรจะรักษาไว้ให้เป็นประเด็นในประเทศ เมื่อไรก็ตามที่มีการคาบเกี่ยวกับประเทศใกล้เคียงในลักษณะของประเทศในภูมิภาค แต่ไม่ใช่ปัญหาสากล หรือปัจจัยภายนอกก็ให้มีการพูดคุยกันแบบทวิภาคี
"นายกรัฐมนตรีใช้คำว่า ไม่ต้องการเพิ่มกระสุนให้กับผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ ด้วยการทำเรื่องในประเทศให้กลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศจึงไม่นำมาหารือในที่ประชุมอาเซียน และการพูดคุยระดับ 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทยก่อนการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ก็ได้ผลดีมาก" นายจักรภพ กล่าว
**เผยนายกมาเลย์ไม่ปักใจปัญหาใต้
นายจักรภพ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แสดงความมั่นใจในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า นายกรัฐมนตรีไทยสามารถแก้ไขปัญหาได้ และเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริง กรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ อ.ตากใบของไทย เพื่อหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันจุดยืนของมาเลเซียว่า จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของอาเซียน แต่หากมีอะไรสงสัย ก็จะใช้วิธีการตั้งคำถาม โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาพูดกันในกรอบของอาเซียน
"นายกรัฐมนตรีมาเลเซียให้เหตุผลที่มาเลเซียให้ความสำคัญกับปัญหาภาคใต้ของไทยว่าเป็นเพราะเกรงจะกระทบกับความร่วมมือ IMT คือ ความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย และหลังจากพูดเรื่องนี้แล้วผู้นำมาเลเซียก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติมและไม่มีการเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่ อ.ตากใบ อีก ถือว่ามาเลเซียได้แสดงหลักการอันสมควร และไทยก็พอใจในท่าทีที่ได้มีการแสดงออกในระหว่างการประชุมอาเซียนในครั้งนี้" นายจักรภพ กล่าว
นายจักรภพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้เสนอในที่ประชุมผู้นำอาเซียนว่า การแก้ปัญหาการก่อการร้ายที่แพร่กระจายอยู่ในปัจจุบัน จะต้องแก้ที่รากเหง้าของปัญหา ซึ่งประกอบด้วยความยากจน การว่างงาน และแนวทางในการสอนศาสนา อย่าบิดเบือนและคลาดเคลื่อน จะต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อแก้ไขจากผิดให้เป็นถูก ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่าปัญหาข้ามชาติต่างๆ ทั้งยาเสพติด และการค้ามนุษย์เป็นสิ่งที่ไทยได้รับผลกระทบมากและเชื่อว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนหลายประเทศก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงเห็นว่าประเทศในอาเซียนควรจะร่วมมือกันมากขึ้น
**3 ผู้นำร่วมมือขยายความมั่นคง
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อธิบดีกรมสารนิเทศ เปิดเผยถึงการหารือเกี่ยวสถานการณ์ภาคใต้ระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทย กับประธานาธิบดีอินโดนีเซีย และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อเย็นวันอาทิตย์ เพื่อผ่อนคลายความกังวลของเพื่อนสมาชิกอาเซียน ภายหลังที่นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวก่อนเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนว่าจะเดินออกจากห้องประชุมเพื่อประท้วง หากมีการหยิบยกปัญหาทางภาคใต้ของไทยขึ้นหารือว่า ผู้นำทั้ง 3 ประเทศได้ตกลงที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการแลกเปลี่ยนระบบข่าวกรองเพื่อควบคุมกลุ่มหัวรุนแรงต่างๆ
"สำหรับสถานการณ์ภาคใต้นั้นเป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ใช่การก่อการร้ายระหว่างประเทศ แต่แน่นอนเรากังวลว่าแนวคิดของกลุ่มหัวรุนแรงจะแพร่ขยายในหมู่เยาวชน รวมถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มหัวรุนแรงในภูภาคจะติดต่อร่วมมือกัน ซึ่งอาจจะกลายเป็นปัญหาร้ายแรงขึ้นมาได้ เรากังวลถึงความเป็นไปได้ว่ากลุ่มหัวรุนแรงจะสร้างเครือข่ายเคลื่อนไหวในภูมิภาค จึงมีความจำเป็นที่จะแลกเปลี่ยนระบบข่าวกรองระหว่างกัน" นายสีหศักดิ์ กล่าว
**โจรใต้ปะทะเจ้าหน้าที่ตาย
ด้านความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้สื่อข่าวรายงานถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจร่วมตำรวจ ทหาร ปะทะกับคนร้าย เมื่อเวลาประมาณ 24.40 น.วานนี้ (29 พ.ย.) ที่บริเวณหมู่ 5 บ้านด่าน ต.ควน อ.ปานาเระ จ.ปัตตานีว่า จากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทราบว่ากลุ่มคนร้ายจะทำการลักลอบขนย้ายอาวุธปืนไปยัง จ.นราธิวาส ซึ่งจากการปะทะกันดังกล่าว ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย และอยู่ระหว่างการหลบหนีอีก 1 ราย
พ.ต.อ.ต่วนอิสมาแอ ดาโอ๊ะมารียอ ผกก.สภ.อ.ปานาเระเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก อาก้า 2 กระบอก ปืนนาโต้ 1 กระบอก กระสุนกว่า 700 นัด ระเบิด 5 ลูก เบื้องต้นพบว่าปืนที่ตรวจยึดได้บางกระบอกเป็นตราโล่ของทางการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจะเป็นปืนที่ถูกปล้นไปหรือไม่ ส่วนผู้ตาย คือ นายมุกตาร์ กูเร็ง หรือ อับดุลรามาน ยูโซฟ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 49 หมู่ 3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เป็นผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีรางวัลนำจับถึง 5 แสนบาท เคยก่อคดีร่วมกับพวกยิงนายเตายี อูมา เมื่อวันที่ 2 ก.พ.41
ล่าสุดก่อเหตุยิงผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา และมีส่วนพัวพันกับคดีปล้นอาวุธปืนค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส โดยเป็นระดับแกนนำในกลุ่มจีเอ็มไอพี
พล.ต.ต.ธานี ทวิชศรี รอง ผบช.ภาค 9 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าปืนเอ็ม 16 ปืนอาก้า และปืนนาโต้ 8 กระบอกที่ยึดได้บนรถยนต์ของคนร้าย บางกระบอกมีสัญลักษณ์ตราโล่ของตำรวจ มั่นใจว่าน่าจะเป็นปืนที่ถูกปล้นมา และเตรียมขนย้ายมาก่อเหตุครั้งใหญ่ใน จ.นราธิวาส แต่เจ้าหน้าที่รู้ข่าวล่วงหน้า จึงได้จัดชุดลาดตระเวนเพื่อสกัดจับรถยนต์ต้องสงสัย และสามารถยิงตอบโต้กับคนร้ายและยึดอาวุธได้ทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าเมื่อคืนที่ผ่านมาน่าจะมีการขนย้ายอาวุธอีกหลายพื้นที่เพื่อก่อความไม่สงบครั้งใหญ่
**ย้อนรอยแก้แค้นยิงทหารตาย1
ขณะเดียวกันเวลา 07.30น. ร.ต.ต.มนรัตน์ ศิลารักษ์ พนักงานสอบสวน สภ.อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งมีคนร้าย 2 คนใช้อาวุธปืน .38 ซุปเปอร์ ประกบยิง ส.อ.ประพันธ์ หน่อทอง อายุ 43 ปี ทหารสังกัดกองพันที่ 2 กรมทหารราบที่ 5 ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เสียชีวิต ขณะที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ส่งลูกสาวไปโรงเรียน โดยเหตุเกิดที่บนถนนสายนาเกตุ-โคกโพธิ์ หมู่ 6 บ้านทุ่งยาว ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน 3 ปลอก เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือกลุ่มคนร้ายที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่เพื่อตอบโต้การสูญเสียแกนนำ
ต่อมาเวลา 09.40 น.ร.ต.อ.อานนท์ ประดิษฐ์แสง ร้อยเวร สภ.อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ได้รับแจ้งว่านายณรงค์ แก้วประกาศิต อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 134 ถนนวรคามินทร์ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก และเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์อยู่ในปั้มน้ำมันซัสโก หมู่ 3 ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโก-ลก ถูกคนร้ายยิงได้รับเจ็บที่บนถนนสายสุไหงโก-ลก-ตากใบ หน้าศูนย์รถยนต์ฮอนด้าหมู่ที่ 2 ต.ปาเสมัส ส่วนคนร้ายหลังก่อเหตุหลบหนีไปได้
**"พิเชต"เผยสรุปผลสอบตากใบ17ธ.ค.
นายพิเชต สุนทรพิพิธ ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์การเสียชีวิตและการสลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบว่า ข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่และประชาชนที่ถูกจับกุมและได้รับบาด เจ็บ ยังมีประเด็นที่ไม่ครบถ้วนอยู่บางเรื่อง ซึ่งอาจจะต้องเชิญ ผู้เกี่ยวข้องมาให้ปากคำเพิ่มเติม โดยข้อสรุปเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 78 ศพ ไม่มีร่องรอยกระสุนปืน ซึ่งสอดคล้องกับที่ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รอง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เคยรายงานไว้ว่า เป็นการเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ คาดว่าจะสามารถสรุปผลการสอบสวนเพื่อส่งให้นายกรัฐมนตรีได้วันที่ 17 - 18 ธ.ค.นี้ ส่วนภาพวีซีดีเหตุการณ์ตากใบที่มีการเผยแพร่อยู่ในขณะนี้นั้นยอมรับว่าเป็นภาพจริง แต่ ถูกตัดต่อภาพทำให้เห็นความรุนแรงมากขึ้น

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด