เศรษฐกิจโตแต่สังคมเสื่อม

ในการสัมมนาทางวิชาการประจำปีของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ ช่วงระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บุคคลสำคัญระดับมันสมองของชาติซึ่งเป็นที่ยอมรับต่าง ออกมาแสดงความเห็นในทิศทางตรงกันว่า ขณะที่รัฐบาลมุ่งให้ความสำคัญกับตัวเลขอัตราการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนจะละเลยต่อการเยียวยาวิกฤตการณ์ทางสังคมนับวันจะรุนแรง ขึ้นตามลำดับ
ในภาวะสังคมไทยปัจจุบัน คุณภาพทางจิตใจของคนไทยตกต่ำลงอย่างมากโดยเฉพาะคนรุ่น ใหม่ที่แทบจะไม่เคยเข้าวัด แต่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับความฟุ้งเฟ้อกับวัตถุนิยมและความสนุกสนาน ความสะดวกสบาย การจับจ่าย ขณะที่วัยรุ่นมั่วสุมเสพยาเสพติดและสำส่อนทางเพศกันอย่างแพร่ หลายตั้งแต่อายุยังต่ำท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เต็มไปด้วยสิ่งมอมเมา
ขณะที่รัฐบาลดูเหมือนจะแก้ปัญหาแบบมือถือสากปากถือศีล กล่าวคือ ด้านหนึ่งรณรงค์ให้ประ ชาชนเลิกสูบบุหรี่ แต่รัฐบาลก็ยังเพิ่มการผลิตบุหรี่ออกจำหน่าย หรือการรณรงค์ให้ละเลิกอบายมุข แต่ก็ปล่อยให้มีสถานเริงรมย์เกลื่อนเมืองและมีการผลิตสุราจำหน่ายกันอย่างเสรี หรือขณะที่รัฐ รณรงค์ปราบปรามการพนัน แต่ก็เป็นเจ้ามือรับแทงหวยบนดินเสียเอง หรือการรณรงค์ให้เยาวชน ลดความฟุ้งเฟ้อ แต่รัฐก็ส่งเสริมให้ไทยเป็นเมืองแฟชั่น และรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ยังทำตัวเป็นแบบ อย่างด้วยนำรถหรูราคาหลายสิบล้านมาโชว์ต่อสาธารณะ
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานสภาทีดีอาร์ไอให้ข้อสังเกตที่น่าสน ใจว่า การพัฒนาที่สมดุลต้องพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสังคมด้วย ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมักเสวย สุขกับตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจซึ่งล้วนเป็นตัวเลขหลอกลวงทั้งสิ้น โดยลืม ปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ขยายกว้างมากกว่าเดิม ปัญหาเด็ก การโยกย้ายแรง งานชนบทไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วจนทำให้สังคมชนบทอ่อนแอลง
อดีตนายกรัฐมนตรียังย้ำให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาด้านจิตใจ สิทธิเสรีภาพ ความ เท่าเทียมทางสังคม และที่สำคัญคือค่านิยมที่คนไทยควรกระตืนรือร้นและถือเป็นหน้าที่ที่จะต้อง ร่วมกันกำจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวง กินบ้านกินเมือง
ขณะที่ ดร.ฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ ประธานทีดีอาร์ไอ ชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำระหว่าง คนรวยและคนจนที่ขยายช่วงห่างมากขึ้นจนใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศในลาตินอเมริกาที่ประ สบวิกฤติทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง ซึ่งหากปัญหาของไทยยังดำเนินต่อไปจะสร้างความ ขัดแย้งทางสังคมให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของ ประเทศในที่สุด
บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งคือ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ออกมาชี้ให้เห็นถึงอาการ ป่วยอย่างรุนแรงของประเทศเนื่องจากเผชิญกับโรคทางสังคมและโรคทางศีลธรรมอย่างรุนแรง 7 โรคนั่นคือ โรคความยากจนดักดานของคนไทยส่วนใหญ่ โรคอ้วนอันเนื่องจากการบริโภคอาหาร เลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกจนทำให้คนไทยเสี่ยงที่จะตายด้วยโรคหัวใจ โรคว้าเหว่อันเนื่องจาก วิถีชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไปโดยห่างเหินจากครอบครัวมากขึ้นทำให้มีคนแก่กำพร้าจำนวนมากที่ถูก ทอดทิ้ง
นอกจากนี้ยังมีโรคที่ทำขึ้นเองอันได้แก่อุบัติเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยมากขึ้นอย่างน่าตกใจรวมทั้ง สถิติการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นที่สูงขึ้นทุกขณะ โรคสำส่อนทางเพศทั้งในหมู่วัยรุ่นที่กลายเป็นแฟชั่น หรือแม้แต่พ่อข่มขืนลูกที่พบอยู่เสมอโดยผลที่ตามมาคือการแพร่ระบาดของโรคเอดส์และกามโรค โรคสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ทั้งอาหาร อากาศ และน้ำ และโรคเสพติดซึ่งมีทั้งบุหรี่ เหล้าและการพนัน
ทัศนะจากบุคคลระดับมันสมองข้างต้นน่าจะเป็นกระจกสะท้อนเตือนสติรัฐบาลให้หันกลับมา ทบทวนนโยบายที่ผ่านมาโดยเฉพาะการมุ่งที่เงินและการหาเสียงทางการเมืองแบบฉาบฉวยมากกว่า ที่จะคำนึงถึงการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน
บทบรรณาธิการ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด