บอสตันโมเดล ไม่ใช่เรื่องใหม่

นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า จะเน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยใช้ "บอสตันโมเดล" ของ Boston Consulting Group หรือเรียกว่า BCG Matrix จะสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง โดยสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง และเลิกส่งเสริมกิจกรรมที่อ่อนแอ โดยมีการแบ่งธุรกิจตามศักยภาพเป็น 4 กลุ่ม คือ
กลุ่มที่เป็น "เด็ก" (Baby), "สุนัข" (Dog), ดาวรุ่ง (Star) และ แม่โคให้นม (Cash Cow) เพื่อให้เป็นกลยุทธ์ส่งเสริมอุตสาหกรรมแบบเลือกผู้ชนะ หรือ Pick the Winners
บอสตันโมเดลได้ใช้กันมานานตั้งแต่ทศวรรษ 1960 แล้ว ในแวดวงธุรกิจก็จะทราบกันว่า โมเดลนี้ไม่ใช่ของใหม่แต่อย่างใด ถึงแม้ว่าในโมเดลจะใช้ได้ดีในภาคธุรกิจแต่ในภาพรวมอุตสาหกรรมนั้น บอสตันโมเดลไม่สามารถใช้จัดกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกจากความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ องค์กรระหว่างประเทศอย่าง International Trade centre (ITC) ได้ใช้ National Export Portfolio (NEP) ซึ่งเป็นโมเดลที่ดัดแปลงจาก BCG และ GE Model เพื่ออธิบายความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของแต่ละประเทศในตลาดโลกได้ โดยแบ่งเป็นสินค้าออกเป็น 4 กลุ่ม คือ
Champions หมายถึง สินค้าส่งออกในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงในโลก และส่วนแบ่งของสินค้าจากประเทศนั้นขยายตัวเพิ่มขึ้น
Underachievers หมายถึง สินค้าส่งออกในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงในโลก แต่ส่วนแบ่งของสินค้าจากประเทศนั้นขยายตัวลดลง
Achievers in Adversity หมายถึง สินค้าส่งออกอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำในโลก แต่ส่วนแบ่งของสินค้าจากประเทศนั้นขยายตัวเพิ่มขึ้น
Declining Sectors หมายถึง สินค้าส่งออกอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเจริญเติบโตต่ำในโลก และส่วนแบ่งของสินค้าจากประเทศนั้นขยายตัวลดลง
เมื่อพิจารณาสินค้าหลัก ๆ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาจะพบว่า สามารถจัดกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของไทยได้ดังนี้
Champions ได้แก่ ยานยนต์ เคมี ปิโตรเลียม คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า
Underachievers ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือสื่อสาร อัญมณี
Achievers in Adversity ได้แก่ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ อาหารทะเลกระป๋อง
Declining Sectors ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า
การพิจารณาอุตสาหกรรมในภาพใหญ่ อาจจะใช้ได้ในบางอุตสาหกรรมเท่านั้น เช่น อุตสาหกรรมอาหาร หรือผลิตภัณฑ์ยาง แต่อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ในหลายอุตสาหกรรม และตัดสินใจการสนับสนุนผิดพลาดได้ ยิ่งไปกว่านั้นแม้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน สินค้าแต่ละประเภทมีความสำเร็จและล้มเหลวต่างกัน เช่น ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรทัศน์ เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่โรงงานผลิตจอภาพมอนิเตอร์หลายรายได้เลิกกิจการไป ในอุตสาหกรรมเคมี เคมีอินทรีย์ (Organic Chemicals) ส่งออกได้ดี แต่เคมีอนินทรีย์ (Inorganic Chemicals) ส่งออกน้อยมาก ต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ถึงแม้ดูเหมือนจะเป็น Sunset Industry หลายโรงงานที่ทำเสื้อถัก หรือกระทั่งเสื้อเชิ้ต เสื้อยืดที่มีคุณภาพสูง ก็ยังสามารถส่งออกได้ดี ฉะนั้นถ้าต้องการจะรู้ว่า สินค้าชนิดไหนมีการเจริญเติบโตสูงขึ้น จำเป็นที่ต้องพิจารณารายละเอียดของแต่ละรายสินค้า
แต่ทั้งนี้ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การกำหนดกลุ่มสินค้าบางครั้งก็ไม่ได้ละเอียดพอ ถึงแม้ว่าจะใช้มาตรฐานระหว่างประเทศที่เหมือนกันก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นบางกรณี ถึงแม้จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน แต่วิธีผลิตยังต่างกัน เช่น ในอุตสาหกรรมแผนวงจรไฟฟ้าในประเทศไทย หลายบริษัทสามารถปรับวิธีการผลิตให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้แบบที่เรียกว่า Mass Customisation ทำให้ผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูงขึ้นกว่าการผลิตสินค้าคราวละมากๆ หรือเรียกว่า Mass Production
อีกประการหนึ่งส่วนแบ่งในตลาดก็มีความสำคัญ อุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกน้อยมาก อย่างมากที่สุดก็มีส่วนแบ่งประมาณ 3-4% ของตลาดโลกเท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาเป็นรายสินค้าแล้ว ประเทศไทยส่งออกอาหารทะเลกระป๋องเป็นอันดับหนึ่ง ฮาร์ดดิสก์เป็นอันดับสอง และเครื่องปรับอากาศเป็นอันดับสี่ของโลก
ดังนั้น การกำหนดกลยุทธ์ของแต่ละสินค้า ว่าจะเป็น Market Leader หรือ Niche ก็มีความสำคัญ การกำหนดยุทธศาสตร์ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญที่จะต้องพิจารณาอีก เช่น ทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ ผลกระทบต่อแรงงานหรือเกษตรกร การเพิ่มมูลค่า (Value Added) ผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยีที่จะส่งผลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ความสามารถของคู่แข่งจากประเทศอื่น
ในบางกรณีอาจจะต้องพิจารณาถึงจุดด้อยของอุตสาหกรรม เช่น ในอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม ถ้าเราสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอกย้อม และเร่งพัฒนาดีไซเนอร์ ซึ่งเป็นสองจุดอ่อนหลักของอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่มก็สามารถไปได้
เห็นได้ชัดว่า Boston Model เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะตอบปัญหาอันยิ่งใหญ่ของประเทศได้ ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องใช้หลายโมเดลประกอบการตัดสินใจ ในบางครั้งอาจจะต้องใช้การวิเคราะห์ในเชิงลึก และที่สำคัญที่สุดคือจริยธรรมของผู้ตัดสินใจ เพราะโมเดลที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่รองรับการคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็ก และการสนับสนุนกิจการโทรคมนาคม แต่ก็ยังมีมาตรการของภาครัฐออกมา และเป็นที่น่าสงสัยว่าจะออกแบบโมเดลแบบใดตามมาอีก เพื่อรองรับกับการตัดสินใจ
ธราดล เปี่ยมพงศ์สานต์

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด