จับตาเขตค้าเสรี อาเซียน-จีน ก้าวแรกสู่ สหภาพเอเชีย

โดยข้อเท็จจริงแล้ว เรื่องการทำความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ไม่ใช่เรื่องใหม่ การเจรจาเพื่อการนี้เริ่มต้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา และจีนกับอาเซียนบรรลุข้อตกลงทั้งหมดกันเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนหน้าที่จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 10 ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
กระนั้นข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ลดทอนความสำคัญของการเกิดขึ้นจริงของ เขตการค้าเสรีที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลกนี้ลงไปได้ ตรงกันข้าม การลงนามในความตกลงเพื่อการจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-จีน ส่งผลกระทบสูงมากต่อเศรษฐกิจโลกและจะมีพันธะผูกพันต่อเนื่องมากมายทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมืองในอนาคต
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นคล้ายคลึงกันว่า นี่เป็นก้าวย่างแรกสุดของการรวมตัวของกลุ่มประเทศในเอเชียที่อาจจะนำไปสู่การผนึกกำลังกันเป็นเอกภาพในทำนองเดียวกับ สหภาพยุโรปหรืออียูได้ในอนาคต
0ข้อตกลงอาเซียน-จีน
ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมอย่างทั่วถึงทุกภาคธุรกิจ หากแต่จำกัดอยู่เฉพาะในด้านการค้าระหว่างกันเป็นลำดับแรก ส่วนการเปิดเสรีอุตสาหกรรมด้านบริการ จะเริ่มต้นหารือกันในปี 2548 ที่จะถึงนี้ต่อไป ด้วยเหตุนี้ ถ้อยคำที่เรียกอย่างเป็นทางการสำหรับข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็น ความตกลงการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน-จีน (Agreement on Trade in Goods of the Framework Agreement on Comprehensive on Comprehensive Economic Cooperation between ASEAN and China) เท่านั้น
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อาเซียนและจีนตกลงกันให้ลดหรือยกเลิกอากรศุลกากรสำหรับสินค้าทั้งหมดในกลุ่มสินค้าทั่วไป( Normal Track) โดยทยอยลดให้เหลือร้อยละ 0 ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2553 สำหรับสมาชิกอาเซียนเก่า 6 ประเทศ และจีน และภายในวันที่ 1 ม.ค. ค.ศ. 2558 สำหรับ ประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม
ส่วนสินค้าซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม สินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) อาเซียนและจีนตกลงกันว่าจะมีได้ไม่เกิน 400 รายการและไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าการนำเข้า โดยจะเริ่มลดอัตราอากรศุลกากรเหลือร้อยละ 20 ในปีที่ 7 (ปี 2555) และเหลือร้อยละ 0-5 ใน 2561 ทั้งนี้กลุ่มสินค้าอ่อนไหวจะมี "สินค้าอ่อนไหวสูง" ได้ไม่เกิน 100 รายการ ที่จะต้องลดอัตราอากรศุลกากรเหลือร้อยละ 50 ในปี 2558 ความตกลงดังกล่าวมีบทกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายสามารถป้องกันการทะลักเข้ามาของสินค้าจากอีกฝ่าย โดยสามารถขึ้นอัตราอากรศุลกากรไปอยู่ในระดับเดิมได้ หากเกิดความเสียหายกับการผลิตภายในอย่างรุนแรง
นอกเหนือจากความตกลงดังกล่าวแล้ว อาเซียนและจีนยังร่วมลงนามในความตกลงว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างอาเซียน-จีนเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการเมื่อเกิดข้อพิพาทอันเป็นผลมาจากการดำเนินการภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและจีน
สาระส่วนใหญ่ของความตกลงนี้มีพื้นฐานจากข้อบทในความเข้าใจว่าด้วยการระงับกรณีขัดแย้งขององค์การการค้าโลก (WTO Dispute Settlement Understanding) โดยเฉพาะเรื่องการมีกลไกการปรึกษาหารือ การรวมคดี การอนุญาตให้ประเทศที่สามเข้าร่วม อำนาจหน้าที่และกระบวนการตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการ การปฏิบัติตามคำตัดสิน และการเจรจาเพื่อชดใช้ค่าเสียหายและการระงับสิทธิประโยชน์ เป็นต้น
0เขตการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก
หากการดำเนินการตามความตกลงดังกล่าวข้างต้นเป็นไปตามกำหนดเวลา ถึงปี ค.ศ. 2010 หรือ พ.ศ. 2553 จีนและอาเซียจะหลอมรวมกันเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลค่าของเศรษฐกิจรวมในพื้นที่ทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คำนวณจากมูลค่าปัจจุบันของอาเซียนที่เท่ากับ 1 ล้านล้านดอลลาร์และจีนอีก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
พื้นที่ของเขตการค้าเสรีดังกล่าวครอบคลุมประเทศต่างๆที่มีประชากรรวมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านคน ก่อให้เกิดมูลค่าการค้าภายในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 130,000-140,000 ล้านดอลลาร์
การคาดการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องเลื่อนลอย หรือเป็นการคาดหวังในทางที่ดีเกินจริง เพราะเพียงแค่การเริ่มต้นลดภาษีสินค้าเกษตรระหว่างจีนกับอาเซียนที่เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้เป็นต้นมาจนถึงเดือนกันยายนปีเดียวกัน ปริมาณการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนก็เพิ่มขึ้นถึง 35.6 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 75,450 ล้านดอลลาร์ "หวู ยี่ "รองนายกรัฐมนตรีจีนเชื่อว่า ถึงสิ้นปี มูลค่าการค้าดังกล่าวไม่น่าจะต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์เป็นแน่
หากเปรียบเทียบตัวเลขดังกล่าวกับปริมาณการค้าระหว่างอาเซียนกับสหรัฐอเมริกาคิดเป็นมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือ ปริมาณการค้าระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรป มูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 110,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี นับว่าใกล้เคียงอย่างยิ่ง
มูลค่าการค้าระหว่างกันเมื่อเขตการค้าเสรีเปิดกว้างเต็มรูปแบบที่ 130,000-140,000 ล้านดอลลาร์จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด
0ก้าวย่างสู่ "สหภาพเอเชีย"
นักสังเกตการณ์เชื่อว่าหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจระหว่างจีนและอาเซียน จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเร่งเจรจาเปิดการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
4 ประเทศดังกล่าวนั้นเพิ่งทำความตกลงที่จะเปิดการเจรจาเพื่อการนี้ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้เช่นเดียวกัน และเชื่อว่าแนวทางระหว่างอาเซียนกับจีนจะเป็นแนวทางที่จะทำให้การเจรจาดังกล่าวประสบความสำเร็จเร็วขึ้น
ภายใต้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านดังกล่าว จะผลักดันให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องดำเนินความร่วมมือร่วมกันใกล้ชิดในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะทางด้านการเมืองและความมั่นคง
ดังนั้นนักสังเกตการณ์หลายคนจึงเชื่อว่าความเคลื่อนไหวนี้จะเป็นก้าวใหญ่ก้าวหนึ่งไปสู่การรวมตัวเป็นปึกแผ่นอย่างเช่นสหภาพยุโรปได้นับตั้งแต่ปี 2563 หากทุกฝ่ายต้องการให้เป็นเช่นนั้น
ไม่เพียงนักสังเกตการณ์และนักวิเคราะห์เท่านั้นที่เชื่อว่าการรวมตัวกันระหว่างอาเซียน-จีน ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยทางการเมืองแฝงอยู่ด้วย แม้แต่ผู้นำบางประเทศอย่าง กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย่ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เอง ก็ยืนยันว่า การขยาย "เอเชียบล็อก" ออกไปไม่เพียงแต่จะช่วยให้อนาคตของอาเซียนมั่นคงขึ้นเท่านั้น ยังหมายถึงอนาคตที่มั่นคงสำหรับ จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้อีกด้วย
นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า จีนต้องการสร้างพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะต้องการความมั่นคงสำหรับเส้นทางการเดินเรือสำหรับลำเลียงวัตถุดิบ น้ำมัน มาป้อนให้กับอุตสาหกรรมที่รุดหน้าไม่หยุดยั้งของตน แต่ก็มีอีกเหมือนกันที่เชื่อว่าการแสวงหาพันธมิตรดังกล่าวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดทอน หรือกระทั่งในที่สุดท้าทายต่ออิทธิพลของสหรัฐอเมริกาที่ครอบงำภูมิภาคนี้มานาน
0ตกลงก่อน-เจรจาทีหลัง
ภายใต้การทำความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างอาเซียนกับจีน มีหลายๆประการที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการค้ามองเห็นเป็นข้อบกพร่อง ที่อาจเป็นจุดอ่อนซึ่งท้าทายความมุ่งมั่นของ อาเซียน-จีน ในอนาคตอันใกล้
ณรงค์ชัย อัครเสรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานโยบายด้านการค้าของรัฐบาลไทย มองว่าจุดอ่อนของความตกลงทางการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ก็เหมือนกันกับความตกลงเขตการค้าเสรีแห่งอาเซียน (อาฟต้า) นั่นคือ การทำความตกลงครั้งนี้เป็นการ "ตกลงก่อน แล้วค่อยคุยในรายละเอียดทีหลัง"
ผลก็คือ ความตกลงครั้งนี้ไม่ได้ครอบคลุมทั่วถึงอย่างแท้จริง และไม่ครอบคลุมมากพอที่จะก่อให้เกิดประโยชน์เสมอกันกับทุกประเทศและทุกภาคธุรกิจได้
แซมมวล สโคลส์ นักวิเคราะห์นโยบายการค้าของ สำนักกฎหมายไวท์ แอนด์ เคส บอกว่า การไม่ครอบคลุมถึงภาคธุรกิจบริการที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเศรษฐกิจในอาเซียน จะทำให้ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของความตกลงทางการค้าครั้งนี้ตกอยู่กับจีน ในขณะที่การเจรจาเปิดเสรีภาคบริการจะกินเวลาอีกยาวนาน เนื่องจากไม่มีกำหนดเวลาที่แน่ชัดกำหนดไว้
อีกประการที่ข้อตกลงนี้มีจุดอ่อนเหมือนกับอาฟต้าก็คือ การไม่มีกลไกที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการค้าระหว่างกัน ทำให้ยากที่จะบีบให้ทุกฝ่ายดำเนินการไปตามพันธะกรณีที่ทำกันไว้
ต่อเนื่องจากประเด็นดังกล่าวก็คือ หลายประเทศพยายามดั้งกำแพงเพื่อปกป้องสินค้าของตัวเองโดยอาศัย ข้ออ้างของการเป็น "สินค้าอ่อนไหวสูง" ตัวอย่างเช่นอินโดนีเซียที่กำหนดสินค้าอ่อนไหวสูงไว้มากถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายอยู่กับจีน
เหมือนกับที่อาฟต้า คลอดมาร่วม 10 ปีเข้านี่แล้วยังไม่เติบใหญ่สักที
รายงาน

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด