ผลวิจัยนิด้าหนุนเปิดเอฟทีเอแฟชั่น-ยานยนต์

ส.อ.ท.มั่นใจมีศักยภาพแข่งขันมากพอ
"ส.อ.ท." อ้างผลวิจัย "นิด้า" หนุนรัฐเปิดเขตการค้าเสรี ระบุ อุตสาหกรรมแฟชั่น ยานยนต์ มีศักยภาพและขีดแข่งขันมากพอ ขณะที่เครื่องใช้ไฟฟ้า สู้ทุกประเทศอื่นได้ยกเว้นจีน กระตุ้นออกพ.ร.บ.ผลิตมาตรฐานอุตสาหกรรม สกัดสินค้าด้อยมาตรฐานทะลักเข้า
นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้เร่งเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) กับหลายประเทศ ทางส.อ.ท.ในฐานะผู้ที่ได้รับผลปฏิบัติ จึงได้มีการเตรียมความพร้อม โดยการว่าจ้างคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ทำการศึกษา สถานะการแข่งขันของอุตสาหกรรม ซึ่งพบว่ามีหลายอุตสาหกรรม ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และได้อานิสงส์จากการเปิดเอฟทีเอ
"การเปิดเอฟทีเอเหมือนกับการซ้อมใหญ่ ก่อนไปเปิดในเวทีใหญ่อย่างดับบลิวทีโอ ซึ่งการเปิดเสรีผมไม่เชื่อว่าทุกคนจะได้รับผลดีทั้งหมด จึงได้ขอให้ศึกษาลงในรายพิกัดสินค้า ดูว่า เปิดเสรีแล้วเป็นอย่างไร อุตสาหกรรมใดแข่งได้ อุตสาหกรรมใดต้องปรับตัว ตั้งแต่สินค้าสำเร็จรูปไปจนถึงวัตถุดิบ" นายประพัฒน์กล่าว
นายชวลิต นิ่มละออ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า กลุ่มคลัสเตอร์แฟชั่น พร้อมที่จะเปิดเสรีกับทุกประเทศ โดยผลการศึกษาชี้ว่า สินค้าส่วนใหญ่มีศักยภาพในการแข่งขัน โดยในส่วนของเครื่องนุ่งห่ม ต้องเปิดเสรีโดยไม่จำกัดโควตา ในวันที่ 1 ม.ค. 2548 ซึ่งโรงงานที่ไม่ปรับตัว ไม่สามารถอยู่ได้ แต่ขณะเดียวกันผู้ที่ปรับตัว สามารถขยายโรงงานได้เพิ่ม โดยเน้นผลิตสินค้าคุณภาพ สนองตอบต่อผู้บริโภค ผลิตรูปแบบใหม่ๆ ตลอดเวลาภายใน 3-6 เดือน
"อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม จะได้ประโยชน์จากการเปิดเอฟทีเอกับประเทศพัฒนาแล้ว เพราะหลังไม่มีโควตา หากบรรลุข้อตกลงเอฟทีเอ จะทำให้ภาษีลดลงเหลือ 0-5% แต่ต้องไม่กำหนดแหล่งกำเนิดสินค้าในสัดส่วนสูงเกินไป แต่ในการเปิดเอฟทีเอกับจีนและอินเดีย อาจส่งผลกระทบรายเล็กได้ "นายชวลิต กล่าว
ส่วนสินค้าเครื่องหนังและรองเท้า สามารถแข่งขันได้ในการเปิดเสรีกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น โดยผลิตสินค้าคุณภาพกลาง-สูง สำหรับอัญมณีและเครื่องประดับ ไทยได้เปรียบทุกประเทศ ยกเว้นจีนที่มีเครื่องประดับราคาถูกตีตลาดไทย
นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธาน ส.อ.ท. ในฐานะประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า หลังการเปิดเขตการค้าเสรี โดยเฉพาะกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย สหรัฐ จีน และประเทศกลุ่มบิมสเทค เพราะความสามารถในการผลิตของไทย เหนือกว่าทุกประเทศ ยกเว้นญี่ปุ่น แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องปรับตัว หากเทียบการผลิตชิ้นต่อชิ้น บางรายการแข่งขันกับอินเดีย-ญี่ปุ่นไม่ได้
ทั้งนี้การทำเอฟทีเอกับประเทศต่างๆ จะสนับสนุนให้ไทยก้าวสู่ ?ดีทรอยต์แห่งเอเชีย? ซึ่งคาดว่าในปี 2010 ไทยจะผลิตรถยนต์ได้ 1.8 ล้านคัน และส่งออกได้ 8 แสนคัน กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 6 ของโลก ขณะที่ปี 2548 จะผลิตรถยนต์ได้ 1.2 ล้านคันส่งออก 5 แสนคัน ส่วนปีนี้ผลิตได้ 9.5 แสนคัน
นายสุวพร สิมะกุลธร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ส.อ.ท. กล่าวว่า การทำเอฟทีเอออสเตรเลียปีหน้า และอินเดียนั้น โดยภาพรวมแล้วอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับประโยชน์ แต่ก็ต้องพิจารณาเป็นรายสินค้า ซึ่งการเปิดเอฟทีเอต้องรอบคอบ โดยเฉพาะจีน ที่ต้องการให้บรรจุในบัญชีสินค้าอ่อนไหวในการเจรจา เพราะจีนมีต้นทุนผลิตต่ำกว่าไทยมาก เช่น การผลิตคอมเพรสเซอร์แอร์ จีนผลิตได้ปีละ 30 ล้านตัว ความต้องการในโลกมี 60 ล้านตัว ขณะที่ไทยผลิตได้เพียง 5.5 ล้านตัวเท่านั้น ซึ่งต้นทุนต่อหน่วยต่างกันมาก ขณะที่ทีวี ตู้เย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน
"ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรมฉบับใหม่ จะออกมาออกบังคับใช้ในเร็วๆ นี้แล้ว ซึ่งจะช่วยป้องกันสินค้า ที่ด้อยคุณภาพทะลักมาจากประเทศจีน ขณะเดียวกันก็จะยกระดับมาตรฐานสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยไปในตัวด้วย" นายสุวพรย้ำ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด