หวั่นพิษเอฟทีเอทำSMEsดับส.อ.ท.แนะรัฐบาลดูแลด่วน

ผู้จัดการรายวัน- ?ส.อ.ท.? ห่วงภาคธุรกิจเอสเอ็มอีถูกคุกคามอย่างหนักจากการเร่งเปิดเขตการค้าเสรีกับชาติยักษ์ใหญ่ แนะ ควรหามาตรการรองรับที่จะเข้ามาดูแลผู้ประกอบการด้วย หวั่นจะอยู่ไม่รอด ขณะที่ปี 2548 คาดปัจจัยค่าบาท ?น้ำมัน กระทบต่อการเติบโตอุตสาหกรรม ด้าน ธปท. เผยเศรษฐกิจเดือนตุลาคมชะลอตัวลงทั้งการอุปโภคบริโภค การผลิต และการลงทุน ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง เหตุรอความชัดเจนของปัจจัยเสี่ยง
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การเปิดเขตการค้าเสรีที่เพิ่มมากขึ้นซึ่งล่าสุดผู้นำ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนและนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าของจีน ได้ร่วมลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ FTA อาเซียน-จีน เป็นที่เรียบร้อยนั้นแม้จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมไทยในการเจาะตลาดได้เพิ่มโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงได้แก่ เกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน ยางและผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งพิมพ์ ปิโตรเคมี เป็นต้น แต่สิ่งที่ต้องวิตกคือการเปิดเสรีจะมีผลกระทบต่อวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมหรือ SMEs ไทยค่อนข้างมากซึ่งรัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน
?เราเป็นห่วง SMEs ไทยมากโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมนั้นยากมากที่จะแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน รัฐบาลเองคงจะต้องมีมาตรการเข้ามารองรับด้วยเมื่อเปิดเสรีแล้ว ซึ่งเห็นว่าน่าจะมีเทรดดิ้งเฟิร์มหรือหน่วยงานที่ดูแลด้านการตลาดสำหรับ SMEs ขึ้นมาดูแลเพราะรายเล็กนั้นการเจรจาระดับประเทศเป็นเรื่องยาก?นายสันติกล่าว
สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2548 นั้นภาพรวมน่าจะยังคงมีอัตราการเติบโตที่ระดับ 10-12% ซึ่งอาจจะลดลงเล็กน้อยหรือทรงตัวในระดับปีนี้ โดยมีปัจจัยที่เป็นผลกระทบหลักได้แก่ ราคาน้ำมันที่แนวโน้มจะยังคงทรงตัวระดับสูงและคาดว่ารัฐบาลจะขยับเพดานดีเซลขึ้นอีกซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนการผลิตของเอกชน ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินที่แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนตัวลงต่อเนื่องในปีหน้าเพื่อกดดันให้ค่าเงินหยวนมีการปรับฐานใหม่ดังนั้นจะมีผลให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นอีก สิ่งเหล่านี้คงจะต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพราะหากบาทแข็งค่ามากเกินไปก็จะกระทบกับรายได้ในการส่งออกของประเทศให้ลดลง
อย่างไรก็ตามในส่วนของเอกชนรายใหญ่นั้นผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาจะไม่กระทบมากนักเพราะสามารถซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าได้ และยังสามารถต่อรองทางการค้าได้มากกว่าหากเทียบกับวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมหรือ SMEs ที่มีการส่งออกซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบมากกว่ารายใหญ่ ซึ่งจำเป็นที่ต้องปรับตัวโดยหากตลาดส่งออกไปยังสหภาพยุโรปหรืออียูก็น่าจะเจรจาซื้อขายเป็นเงินยูโรแทนเพราะการเปลี่ยนแปลงจะไม่รวดเร็วเหมือนกับเงินดอลลาร์สหรัฐหรือเงินตราอื่นๆ
นายสันติกล่าวว่า ทางด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคม 2547 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 445 ตัวอย่างครอบคลุม 30 กลุ่มอุตสาหกรรมของส.อ.ท.พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 102.2 มาเป็น 104.4 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่เป็นช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ทำให้อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ต้องเพิ่มการผลิตเพื่อรับสต็อกช่วงสิ้นปีและมีคำสั่งซื้อเพิ่มเข้ามากจากต่างประเทศด้วย
แหล่งข่าวจากส.อ.ท.กล่าวว่า ปัญหาของ SMEs ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีค่อนข้างมากโดยเฉพาะที่ต้องพึ่งพิงวัตถุดิบจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ SMEs ที่พึ่งวัตถุดิบในประเทศท้ายสุดก็แข่งขันกับสินค้าจีนที่เข้ามาตีตลาดไม่ค่อยได้มาก เช่น กลุ่มสิ่งทอ เครื่องหนังเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับล่าง เป็นต้น ขณะที่สินค้าประเภทหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ OTOP นั้นแม้จะมีศักยภาพถึงขั้นส่งออกแต่ปัญหาคือการเจรจาด้านตลาดส่งออกไม่ง่ายนัก ซึ่งแม้ว่ารัฐจะมีการช่วยเหลือในการตลาดแต่ต้องยอมรับความจริงว่าหน่วยงานรัฐยังไม่มีศักยภาพ ดังนั้นควรที่จะให้เอกชนรายใหญ่รวมตัวกันแล้วทำเทรดดิ้งเฟริ์มให้กับ SMEs
**ดัชนีศก.ชี้ตุลาฯ ชะลอ
ด้าน นางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า แม้ว่าภาคการส่งออกจะขยายตัวสูง และรายจ่ายของภาครัฐยังคงขยายตัวดี แต่เครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่แสดงการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยการขยายตัวของดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนอยู่ที่ 2.1% ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 3.6% ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่10 ซึ่งการลดลงของการอุปโภคมาจากสินค้าไม่คงทนมากกว่าสินค้าคงทน
สำหรับดัชนีการลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลงเช่นกัน โดยในเดือนตุลาคมลดลงมาอยู่ที่3.9% เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่ต่ำที่สุดในรอบปีเนื่องจากความเชื่อมั่นของนักธุรกิจที่ลดลงในเดือน ต.ค.และการสำรวจล่วงหน้า 3 เดือนพบว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังคงลดลงต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ความไม่สงบในเขตภาคใต้ และการแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น
ขณะที่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมมาอยู่ที่ระดับ 5.5 % ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 7.5 % โดยหมวดที่ผลิตลดลงมาก คือ หมวดอิเล็กทรอนิกส์ ตามอุปสงค์ของตลาดการส่งออกที่ลดลง ประกอบกับฐานปีก่อนมีการผลิตอยู่ในระดับที่สูง
? ส่วนแนวโน้มการลงทุนของนักธุรกิจนั้น กำลังลังเลในเรื่องการตัดสินใจเพิ่มการลงทุนใหม่ โดนดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่จัดทำโดย ธปท.ในเดือนตุลาคมอยู่ที่ 47.4 ลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 6 ทำให้ใช้กำลังการผลิตเดิมที่เพิ่มขึ้นจนใกล้จะเต็มกำลังการผลิต ทั้งที่การใช้กำลังการผลิตในเดือนนี้เพิ่มขึ้นสูงจนถึงระดับ74.6% ซึ่งเป็นระดับที่ควรจะมีการลงทุนเพิ่มได้แล้ว ? นางอมรา กล่าว
นางอมรา กล่าวต่อถึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยโดยเฉลี่ยของเดือนุลาคมว่า อยู่ที่ 41.31 บาทต่อลอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งสอดคล้องกับค่าเงินสกุลหลักและค่าเงินในภูมิภาค เนื่องจากความเชื่อมั่นของเงินดอลลารสหรัฐที่ลดลงภายหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของเดือนกันยายนที่ต่ำกว่าที่คาด
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทในช่วงวันที่ 1-25 พฤศจิกายน แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมากเฉลี่ยอยู่ที่40.48 บทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของเงินดอลลาร์สหรัฐยังเป็นไปในทิศทางเดิม โดยนักลงทุนมีความกังวลต่อปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลงบประมาณของสหรัฐฯรวมทั้งมีข่าวที่จีนอาจจะปรับค่าเงินหยวน ส่งผลให้กองทุนต่างประเทศเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื่อเงินสกุลเอเชีย จึงทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากที่สุดใน รอบ 7 เดือน

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด