ล้อมคอกอินเดียฮุบตลาด

ไทยสงวนเหล็ก200รายการสินค้าอ่อนไหว
เอฟทีเอกับอินเดีย เหล็กไทยเสียเปรียบอื้อ คลังชงคณะเจรจาดึงเหล็ก 200 รายการให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวหวั่นลดภาษีสินค้าจากแดนภารตะท่วมเมือง จุฬาฯ เผยผลการศึกษาอุตสาหกรรมเหล็กไทยขีดแข่งขันด้อยกว่าทุกประตู ขณะที่ศักยภาพกลุ่มทุนเหล็กอินเดียล้วนติดอันดับต้นๆ ของโลก ด้านสถาบันเหล็กฯ แนะหากแข่งไม่ได้ให้โดดกอดคอร่วมทุนลุยประเทศที่สาม
ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ไทย-อินเดีย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ระหว่างวันที่ 13-16 ธ.ค.47 นี้ ตนจะเดินทางไปอินเดียเพื่อเจรจาเอฟทีเอในรอบต่อไป การไปครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายจะมีการหารือกันถึงแนวทางการลดภาษีกลุ่มสินค้าที่เหลืออีกประมาณ 5,600 รายการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายได้ลดภาษีนำร่องสินค้า 82 รายการมีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา
ในการหารือครั้งนี้ ดร.ปานปรีย์ กล่าวว่า จะแบ่งการลดภาษีออกเป็นกลุ่มสินค้าปกติ (Normal Track) และกลุ่มสินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) โดยสินค้าปกติจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่จะลดภาษีเป็น 0 และกลุ่มที่ไม่ลดภาษีเป็น 0 แต่จะลดลงมาระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งระยะเวลาการลดภาษีจะได้มีการหารือกันต่อไป ส่วนกลุ่มสินค้าอ่อนไหวคาดว่าจะมีช่วงระยะเวลาการลดภาษีเป็น 0 หรือในระดับต่ำที่สุดภายใน 15-20 ปี ซึ่งล่าสุดกระทรวงการคลังได้ยื่นรายการสินค้อ่อนไหวมาให้คณะเจรจาแล้วเกือบ 400 รายการ ในจำนวนนี้กว่า 200 รายการ อยู่ในกลุ่มสินค้าเหล็ก
"ในการเจรจาครั้งนี้ฝ่ายไทยจะเสนอให้เจรจาเรื่องกลุ่มสินค้าอ่อนไหวก่อน ซึ่งเท่าที่ทราบข้อมูลมาฝ่ายอินเดียเตรียมที่จะเสนอรายการสินค้าอ่อนไหวสัดส่วนถึง 20% ของรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งเราจะได้หารือกันว่าสัดส่วนที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร จะลดภาษีกันอย่างไร เริ่มในปีไหน ส่วนสินค้าปกติตามกำหนดการเราจะเริ่มลดภาษีระหว่างกันตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า และลดภาษีเป็น 0 ภายในปี 2010 แต่จะเริ่มมีผลบังคับจริงเมื่อใดคงได้หารือกันอีกครั้ง"
รศ.ดร.โสตถิธร มัลลิกะมาส คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำการศึกษาโอกาสและอุปสรรคของการเปิดเสรีสินค้าเหล็กและเหล็กกล้าภายใต้เอฟทีเอไทย-อินเดีย เปิดเผยว่าจากผลการศึกษาอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าของไทยมีความเสียเปรียบอุตสาหกรรมเหล็กของอินเดียอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ความครบวงจรของอุตสาหกรรม ที่อินเดียสามารถผลิตได้ทั้งเหล็กต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยได้เปรียบไทยจากการมีแหล่งสินแร่เหล็กคุณภาพดีในประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้ในภาพรวมมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าไทย 20-30%
ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กของไทยมีจุดอ่อนคือส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในขั้นกลางน้ำ และปลายน้ำ แต่ยังขาดอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญคือโรงถลุงเหล็กทำให้เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมเหล็กของไทยมีความได้เปรียบอินเดียอยู่บ้างในแง่เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยกว่าเพราะอุตสาหกรรมเกิดหลังอินเดียกว่า 90 ปี ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยในอุตสาหกรรมเหล็กแปรรูปบางประเภทต่ำกว่า
"ในกลุ่มสินค้าอื่นเมื่อมีการลดภาษีระหว่างกันภายใต้เอฟทีเอไทย-อินเดียคงไม่ได้เปรียบ-เสียเปรียบกันมากนัก แต่ในกลุ่มสินค้าเหล็กมีความชัดเจนว่าไทยเสียเปรียบอินเดียมากในทุกๆ ด้าน หากมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กระหว่างกันอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศจะได้รับผลกระทบแน่ แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการปรับตัวเพื่อรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของผู้ประกอบการไทย"
ด้านนายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ไทย-อินเดียได้นำร่องลดภาษีกลุ่มสินค้าเหล็ก 8 รายการ(รวมอยู่ใน 82 รายการแรก)กับอินเดียไปแล้วปรากฎว่าไม่ค่อยมีผลกระทบมากนักเพราะส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไทยไม่มีการนำเข้าหรือมีการนำเข้าจากอินเดียน้อย แต่ในรายการที่เหลือหากมีการลดภาษีระหว่างกันอุตสาหกรรมภายในของไทยอาจได้รับผลกระทบหากไม่เร่งปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ซึ่งทางออกหนึ่งคือ ผู้ประกอบการไทยควรผนึกเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับอินเดีย โดยอาจร่วมลงทุนกับทางอินเดียตั้งโรงถลุงเหล็กในไทย หรือในอินเดีย หรือร่วมทุนตั้งโรงงานแปรรูปเหล็กที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อส่งจำหน่ายในประเทศที่สาม
อนึ่ง อินเดียมีบริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ได้แก่ SAIL (Steel Authority of India Limited) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของอินเดีย และเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 15 ของโลก มีกำลังผลิตเหล็กกล้า 12.4 ล้านตัน/ปี นอกจากนี้มีบริษัท TISCO (Tata Iron and Steel Company Limited) เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 56 ของโลก มีกำลังการผลิต 4.3 ล้านตันและอยู่ในกลุ่ม TATA ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่และมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย และยังมีกลุ่ม Ispat (Ispat Industries Limited : IIL) ซึ่งได้ควบรวมกิจการอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลก ทำให้ปัจจุบันกำลังการผลิตเหล็กโดยรวมของกลุ่ม Ispat มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก(ขณะที่ไทยไม่มีผู้ผลิตรายใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 80 ของโลก
2 - 4 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด