สิ่งทอลุ้นชี้ขาดFTAสหรัฐ ธ.ค.นี้รู้เรื่องแหล่งกำเนินสินค้า

เชื่อมะกันยอมซูเอี๋ยแบ่งประโยชน์ร่วมกัน
สองสถาบันสิ่งทอ-เครื่องนุ่มห่ม เตือนผู้ประกอบการอย่าหวั่น เอฟทีเอ สิ่งทอไทย-สหรัฐ เกินเหตุ ชี้กฎ Yarn Forward ยังไม่สรุป แนะทางรัฐเร่งพัฒนาผลิตเส้นด้ายในประเทศทดแทนการนำเข้า พร้อมกระตุ้นผู้ประกอบการพัฒนาดีไซน์สินค้า สปีดหนี เวียดนาม-คู่แข่ง ก่อนจี้ SMEs ต้องปรับการผลิต เทคโนโลยี เครื่องจักรให้ทันสมัย รองรับการยกเลิกโควต้า เชื่อลูกค้าหดตามกระแส แต่ปลายปี 48 ยอดส่งออกจะขยายตัวเช่นเดิม
นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงกรณีผลประชุมการเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอครั้งล่าสุด ที่เกิดกระแสเสียงผู้ประกอบการภาคเอกชนในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยได้แสดงความคิดเห็น ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่สหรัฐอเมริกาได้กำหนดให้แหล่งกำเนิดสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ส่งออกไปสหรัฐ ต้องมีแหล่งกำเนิดสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมาจากประเทศไทย 100 % (Yarn Forward) จึงจะสามารถส่งออกภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ในอัตราภาษี 0 % ว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเป็นที่แน่ชัดตามที่ปรากฏในข่าว เพราะจะต้องมีการประชุมเอฟทีเอไทย-สหรัฐในครั้งที่ 3 ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงประมาณปลายเดือน ธ.ค. นี้ คาดว่าทางคณะเจรจาของไทยจะนำเรื่องสินค้าสิ่งทอฯเข้าหารือเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน ดังนั้นผู้ประกอบการไทยยังไม่ควรที่จะตื่นกลัวจนเกินเหตุ
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าหากข้อเสนอที่สหรัฐอเมริกากำหนดให้สินค้าสิ่งทอที่จะส่งออกไปในสหรัฐจะต้องมีแหล่งกำเนิดสินค้าทั้งหมดต้องมาจากประเทศไทย ตนยังเชื่อว่าน่าสามารถเจรจาให้สหรัฐอเมริกาหยืดหยุ่นหรือหาทางออกให้กับสินค้าไทยได้ โดยจะไม่ส่งผลกระทบด้านลบให้กับผู้ประกอบการไทยแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,000 รายทั่วประเทศ มีบางส่วนที่สามารถผลิตเส้นด้ายเองเพื่อใช้ผลิตเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และอีกส่วนหนึ่งนำเข้าเส้นด้ายจากประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อมาแปรรูปอยู่แล้ว ก่อนที่จะทำการส่งออกจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง เพราะฉะนั้นการทำเอฟทีเอไทย-สหรัฐ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สหรัฐอเมริกาน่าจะอนุญาตให้ไทยนำเข้าเส้นด้ายของประเทศสหรัฐอเมริกาและจำหน่ายส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาได้อย่างเดิม ในอัตราภาษี 0 % เพราะอย่างไรก็ดีผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับทั้ง 2 ประเทศ
"ในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ขณะนี้มีการนำเข้าเส้นด้าย ประเภทฝ้าย จาก 2 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งถึงแม้ผลของ เอฟทีเอ ไทย-สหรัฐ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย จะออกมาอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องรีบส่งเสริมให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด คือ การพัฒนาในเรื่องการผลิตเส้นด้ายเอง เพื่อลดการนำเข้าและพัฒนารูปแบบผ้า สามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาด ซึ่งตัวผู้ประกอบการเอง โดยเฉพาะ SMEs ก็ต้องพยายามปรับตัว เปลี่ยนแปลงดีไซน์ให้ทันตามยุคตามสมัย ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มความแข็งแกร่งแข่งขันในตลาดโลกได้แล้ว ยังเป็นการเร่งตัวเองเพื่อหนีคู่แข่งในแถบประเทศเอเชีย อย่างเวียดนามด้วย ซึ่งกำลังมาแรงและน่ากลัวมาก ตนเชื่อว่าจะต้องใช้เวลาพัฒนาอย่างน้อยประมาณ 2-3 ปี" นายวิรัตน์ กล่าว
ผอ.สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวต่อว่า ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งประกอบด้วย โรงงานปั่นด้านทอผ้า โรงงานฟอกย้อม และโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป กลุ่มสุดท้ายจะได้รับผลกระทบมากที่สุด หากมีการเจรจาเป็นที่สรุปชัดเจนให้เปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่มีข้อจำกัดในเรื่อง Yarn Forward เพราะปัจจุบันกลุ่มผู้ประกอบการกลุ่มนี้เป็นกลุ่มรับจ้างผลิตเพื่อส่งออก ทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล โดยส่วใหญ่นำเข้าผ้าจากประเทศจีนและผลิตเป็นสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อไปจะไม่สามารถทำได้อีก และอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียรายได้เข้าประเทศจากลุ่มนี้ปีละหลายพันล้านบาท อย่างไรก็ตามปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกอุตสหกรรมสิ่งทอของประเทศถึง 454.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 250,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานปีละประมาณ 1 ล้านคน มีการนำเข้าเส้นใยฝ้ายจากต่างประเทศปีละประมาณ 4 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท
ด้านเธียรชัย มหาศิริ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งในปี 2548 จะมีการยกเลิกโควต้า ซึ่งจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดเล็ก อาจทำให้ลูกค้าลดลงได้ เนื่องจากลูกค้ามีสิทธิที่จะเลือกประเทศผลิตที่มีต้นทุนถูกกว่า แต่เชื่อว่าลูกค้าบางส่วนจะคงอยู่เช่นเดิม เพราะมั่นใจในคุณภาพการผลิต ดังนั้น SMEs จะต้องพัฒนาในด้านเทคโนโลยีการผลิต เครื่องจักร การสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าให้เชื่อถือในคุณภาพและจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามโดยส่วนตัวเชื่อว่า ผู้ประกอบการจะปรับตัวทันและส่งผลให้ยอดส่งออกอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในช่วยปลายปี 2548 ขยายตัวได้เช่นเดิม คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกเปรียบเทียบกับยอดส่งออกปี 2547 เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 12.15 %
"ประเทศไทยไม่สามารถผลิตผ้าได้ทุกชนิด เรายังต้องทำการพัฒนาผ้าอีกมาก รัฐจะต้องรีบเข้ามาสนับสนุนในด้าน R&D ให้เร็วที่สุด การพัฒนาผ้า ไทยในปัจจุบันยังถือว่าด้อยกว่า อิตาลี ไต้หวัน และเกาหลี ประเทศเหล่านี้นำหน้าเราไปมาก แล้วเค้าให้ความสำคัญเรื่องผ้ามาก่อนเรา จะเห็นได้ว่ามีผ้าชนิดใหม่เกิดขึ้น เช่น ผ้าที่สามารถป้องกันแบททีเรีย ระบายเหงื่อ ผ้าที่ใส่แล้วไม่ยับ ผ้าเหล่านี้เริ่มเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตมากขึ้น ลูกค้าหันไปนิยมแต่ผ้าชนิดใหม่ ดังนั้นเราจึงต้องเร่งพัฒนาให้สามารถผลิตได้เองและเป็นที่ยอมรับของลูกค้าต่างชาติให้ได้" นายเธียรชัย กล่าว
2 - 4 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด