รัฐยอมนิวซีแลนด์เปิดโควตาหางนม 2 หมื่นตัน

สศก.ชี้เกษตรเสียมากกว่าได้ในเอฟทีเอนิวซีแลนด์
รัฐยอมเปิดโควตานำเข้าหางนมจากนิวซีแลนด์ ใต้กรอบเอฟทีเอปีละ 20,000 ตัน อัตราภาษีที่กำหนด 5-30% ก่อนลดภาษีเป็น 0% ภายใน 15 ปี สศก.ชี้เอฟทีเอไทย-นิวซีแลนด์ ภาคเกษตรเสียประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์
นายพินิจ กอศรีพร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่นายวัฒนา เมืองสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ลงนามเปิดเขตการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ โดยเริ่มลดภาษีวันที่ 1 ก.ค.2548 นั้น ในส่วนของสินค้าเกษตร ที่มีผลกระทบและเป็นสินค้าสินค้าอ่อนไหวสูง คือ สินค้าประเภทนมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเหมือนกับการเปิดเสรีกับประเทศออสเตรเลีย
เขากล่าวว่า ในข้อตกลงหรือกรอบการเจรจา ไทยได้ผูกพันเงื่อนไข โดยกำหนดโควตาการนำเข้าหางนมจากนิวซีแลนด์ โดยให้นำเข้าปีละไม่เกิน 2 หมื่นตัน ในอัตราภาษีที่กำหนดตั้งแต่ 5-30 % หลังจากนั้น ไทยจะค่อยๆ ลดภาษีให้เหลือ 0% ภายใน 15 ปี ซึ่งกรอบการเก็บภาษีดังกล่าว ถือว่ามีความแตกต่าง จากที่ไทยได้มีการลงนามเอฟทีเอกับออสเตรเลีย โดยได้มีการกำหนดโควตาการนำเข้านมพร่องมันเนย
โดยทางนิวซีแลนด์ต้องการ ที่จะส่งออกหางนมมาไทยมากกว่า ดังนั้น จึงต้องการให้ไทยกำหนดโควตาการนำเข้าให้ โดยหางนมดังกล่าวส่วนใหญ่ ไทยนำเข้ามาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหาร เช่น ไอศกรีม มายองเนส บิสกิต ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรม จึงไม่มีผลกระทบกับนมสำหรับการบริโภคโดยตรง
นอกจากนี้ในส่วนของเนื้อสัตว์ คือ เนื้อแกะ และเครื่องใน ซึ่งทางนิวซีแลนด์มีศักยภาพ การส่งออกมากนั้น ไทยได้พิจารณากรอบการลดภาษีตั้งแต่ 15-20 ปี เช่นเดียวกับกรอบเอฟทีเอระหว่างไทยกับออสเตรเลีย
การเปิดเอฟทีเอระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ดังกล่าว ไทยจะได้ประโยชน์ในด้านการส่งออก ผลไม้เมืองร้อน คือ ลิ้นจี่ มะม่วง และสับปะรดสด ผักประเภทขิงสด ยกเว้นทุเรียนที่ปัจจุบัน ยังมีปัญหาเรื่องสุขอนามัยพืชและสุขอนามัยสัตว์ (เอสพีเอส)
อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในภาพรวมแล้ว นิวซีแลนด์มีประชากรเพียงแค่ 3 ล้านคนเท่านั้น เทียบกับไทยที่มีประชากรมากถึง 63 ล้านคน ดังนั้น ตลาดของไทยมีขนาดที่ใหญ่กว่า ทางนิวซีแลนด์จะได้ประโยชน์ในการเปิดเอฟทีเอครั้งนี้มากกว่าไทย โดดเด่นในการทำประชาสัมพันธ์ คือ การที่นมในประเทศเป็นนมสด มีคุณค่ามากกว่านมผง ที่นำเข้ามาละลายน้ำฃ
แหล่งข่าวจากกรมปศุสัตว์กล่าวว่า การนำเข้าหางนม ในปัจจุบันเป็นอำนาจความรับผิดชอบโดยกรมศุลกากร ซึ่งไทยมีการใช้นมประเภทนี้ 3-4 หมื่นตันต่อปี ส่วนใหญ่นำมาใช้กับอาหารเบเกอรี่ ส่วนผสมของแกงปรุงสำเร็จรูป ซึ่งไม่มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมนมดิบภายในประเทศฃ
การเปิดโควตานำเข้าหรือการเปิดเสรีนมประเภทดังกล่าว ไม่น่าห่วงมากหาก เทียบกับการเปิดเสรีการนำเข้านมผงพร่องมันเนยจากออสเตรเลีย ที่เสี่ยงต่อการที่ผู้ประกอบการ จะนำมาผสมน้ำขาย อย่างไรก็ตาม หางนมมีราคาถูกกว่านมพร่องมันเนยประมาณเท่าตัว ปัจจุบันมีราคาเพียง 40 บาทต่อก.ก.เท่านั้น

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด