ไทยเตรียมผลิตยาต้านไวรัสที่ยังติดสิทธิบัตร

หวังเพิ่มคุณภาพชีวิต-สร้างรายได้ให้ประเทศ
นายภักดี โพธิศิริ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยถึงการที่นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกรกระทรวงสาธารณสุข มีแนวคิดจะผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของสิทธิบัตรยา โดยการใช้สิทธิ์ของรัฐเหนือสิทธิบัตรยาว่า ประเทศไทยสามารถที่จะผลิตยาได้ เนื่องจากข้อตกลงขององค์การการค้าโลก(WTO) ในการประชุมที่โดฮา เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2546 ได้ให้สิทธิ์รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาที่มีความจำเป็นทางสาธารณสุขสามารถผลิตยาที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของสิทธิบัตรได้ โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรยาตามสมควร เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนยา และแก้ปัญหายาราคาแพงเกินกำลังที่ประเทศนั้นๆ จะจ่ายได้ และยังสามารถที่จะว่าจ้างให้บริษัทผลิตยาในประเทศอื่นๆ ผลิตยาให้ประเทศที่ใช้สิทธิ์ตามข้อตกลงนี้ได้
นายภักดีกล่าวว่า ในช่วงการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไทยได้ทำความตกลงกับหลายประเทศ เช่น จีน บราซิล ไนจีเรีย แอฟริกาใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และการผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวี และยารักษาโรคอื่นๆ ที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศนั้นๆ ซึ่งหากประเทศใดสามารถที่จะผลิตยาได้ ก็ให้ประเทศอื่นๆ สามารถใช้ความรู้ และยาที่ผลิตได้ร่วมกัน เนื่องจากการลงทุนเพื่อผลิตยาที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของสิทธิบัตรยา โดยการใช้สิทธิ์ของรัฐเหนือสิทธิบัตรยานั้น จะต้องใช้ระยะเวลาในการวิจัยเพื่อศึกษาสิทธิบัตร และหาแหล่งผลิตสารออกฤทธิ์ตัวยาสำคัญ(API)
"ประเทศไทยกำลังศึกษาและวิจัย เพื่อผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวีชนิดใหม่ที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของสิทธิบัตรยาสำหรับผู้ติดเชื้อที่ดื้อยาต้านไวรัสจีพีโอ เวียร์ ขององค์การเภสัชกรรม และเมื่อศึกษาเสร็จก็จะให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้ผลิต ซึ่งหากประเทศที่กำลังพัฒนาประเทศอื่นๆ ต้องการให้เราผลิตให้ก็สามารถที่จะผลิตให้ได้ ซึ่งจะเป็นรายได้ให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง แต่เราต้องแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรบางมาตรา เพื่อให้เอื้อกับการผลิตยาต้านไวรัสที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของสิทธิบัตร และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ" นายภักดีกล่าว
นายภักดีกล่าวว่า ประเทศไทยถือว่ายังเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมการผลิตยายังอยู่ในระดับต่ำ การผลิตส่วนใหญ่เป็นการผลิตยาสามัญ เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน เท่านั้น ยังไม่มีการวิจัยและพัฒนาเพื่อจะผลิตยาชนิดใหม่ๆ ในขณะที่อุตสาหกรรมยาในประเทศ จีน อินเดีย รุดหน้าไปมาก จนถึงขั้นสามารถที่จะหาโมเลกุลของสารออกฤทธิ์ตัวยาสำคัญ(API) ได้แล้ว ซึ่งไทยควรจะเร่งปรับปรุงและพัฒนาการผลิตยาให้มากขึ้น ซึ่งวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ไทยสามารถเรียนรู้การพัฒนายาจากบริษัทใหญ่ๆ จากต่างประเทศ คือ การเปิดประเทศเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองทางคลีนิคของตัวยาใหม่ๆ และขณะนี้บริษัทผลิตยาใหญ่ๆ ก็หันมาทดลองทางคลีนิคที่ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เนื่องจากช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทดลองได้มาก

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด