เศรษฐกิจไทยปีหน้า

เมื่อใกล้ปีใหม่ปีต่อไป เป็นธรรมเนียมที่นักเศรษฐศาสตร์จะกลายเป็นหมอดู พยากรณ์ว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร มิฉะนั้นจะเรียนมาทำไมหากไม่มีประโยชน์ในการคาดคะเนอย่างใช้เหตุผล
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าคำพยากรณ์ของนักเศรษฐศาสตร์บ่อยครั้งดีกว่าพยากรณ์อากาศ ประเภท "ในทะเลมีคลื่น" "ท้องฟ้ามีเมฆ" เพียงเล็กน้อย
แต่ถึงอย่างไรนักเศรษฐศาสตร์ไม่เคยพยากรณ์ผิดเพราะอ้างแต่ละคำทำนายล้วนอยู่บนสมมติฐานที่แตกต่างกัน สองคนอาจพยากรณ์ตรงข้ามกันได้ เพราะต่างมีสมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากสิ่งที่ทั้งสองทำนายไว้ไม่เป็นจริง ก็จะบอกว่า เป็นเพราะมันไม่ตรงกับสมมติฐาน
เพื่อหลีกเลี่ยงการให้คำอธิบาย(ไม่ใช่คำแก้ตัว) ในภายหลังว่าเหตุใดมันจึงไม่เป็นจริง จึงขอชี้ให้เห็นเงื่อนไขต่างๆ ในปีหน้าว่ามีอะไรบ้างที่เป็นบวกและลบแทนและค่อยอ่านระหว่างบรรทัดสรุปเองแล้วกันว่า คำทำนายคืออย่างไร
ในด้านบวก การที่พรรคไทยรักไทยจะกลับมาครองอำนาจ เป็นรัฐบาลอีกครั้งใน 4 ปีข้างหน้า ตามที่คนส่วนใหญ่เห็นตรงกัน(ถึงแม้จะไม่ได้จำนวน ส.ส.มากกว่าเดิมโดยเฉพาะ กทม.เพราะคนกลัวไทยรักไทยได้ถึง 400 คน ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีได้เลย) ทำให้พอเห็นชัดเจนว่า นโยบายเดิม(ไม่ว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจใครก็ตาม) จะมีการสานต่อ
นักธุรกิจและประชาชนเห็นภาพชัดว่า งานของรัฐบาลจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ปัจจัยนี้ทำให้ลดความเสี่ยงไปได้ในระดับหนึ่ง
คนเหล่านี้ รู้ชัดเจนล่วงหน้าว่า จะมีการเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เน้นการบีบรัดข้าราชการให้ทำงานหนักขึ้น เน้นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ฯลฯ จึงสามารถปรับตัวได้ง่ายกว่า และเร็วกว่าการได้รัฐบาลใหม่เอี่ยม
ปัจจัยบวกอื่นๆ อันได้แก่การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สนับสนุน SMEs แบบ closter ส่งเสริมการกู้ยืมในระดับประชาชน ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ แฟชั่น อาหาร เกษตร ฯลฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว จึงไม่ขอกล่าวเพิ่มเติม
สิ่งที่ประชาชนอาจไม่ตระหนักเพราะมิได้รับรู้มากนัก จึงควรเน้นในที่นี้เพื่อการระวังตัว หลีกหนีความเจ็บตัวจากภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งขอเรียกว่า ด้านลบ
ประการแรก ของด้านลบก็คือปีหน้า มีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่าปีนี้ค่อนข้างมาก ได้มีการประกาศแล้วว่า ราวเดือนมีนาคมปีหน้าจะมีการลอยตัวราคาน้ำมีดีเซล จากที่ผูกไว้ที่ลิตรละ 14.59 บาท โดยอาจปล่อยให้ลอยเป็นขั้นตอน
ผู้เชี่ยวชาญน้ำมันเชื่อว่าราคาน่าจะขึ้นไปถึง 17-18 บาท (เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันลิตรละเกือบ 3-4 บาท) บ้างก็ว่าอาจขึ้นไปถึง 20 บาท ส่วนเบนซินที่ลอยตัวอยู่แล้วในปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 21.19 บาท อาจขึ้นไปถึง 23-25 บาทได้ โดยขึ้นกับราคาน้ำมันดิบ (ทุกหนึ่งเหรียญที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันดิบ ราคาปลีกจะเพิ่มขึ้น 30 สตางค์) และอัตราแลกเปลี่ยน
น้ำมันดีเซลนั้นเป็นหัวใจของค่าครองชีพ เพราะใช้กันในการผลิต ขนส่ง เดินทาง ค้าขาย ดังนั้น จึงย่อมมีผลกระทบต่อค่าครองชีพได้มาก และอัตราดอกเบี้ยก็ต้องปรับตัวขึ้นเพื่อให้ทันกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ประการที่สอง อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลเหรียญสหรัฐและบาท และยูโร หยวน เยน กับบาท อาจผันผวนอย่างคาดไม่ถึง โดยมีสาเหตุมาจากเงินเหรียญสหรัฐเป็นเหตุ
นับแต่ปลายปี 2002 เหรียญสหรัฐมีค่าตกอย่างต่อเนื่อง นับถึงปัจจุบันประมาณร้อยละ 15-20 สาเหตุหลักมาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักถึง 600,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 5.4 ของ GDP
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหมายความว่า คนอเมริกันใช้เงินซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากกว่าขายให้ต่างประเทศ การซื้อจากต่างประเทศต้องใช้ทั้งทรัพยากรในประเทศ(เพื่อผลิตเป็นสินค้าและขายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ) และต่างประเทศ (วัตถุดิบแปรรูปเป็นสินค้าต่างประเทศ) ส่วนการขายให้ต่างประเทศ คือการใช้ทรัพยากรในประเทศมาผลิต
ดังนั้น การขาดดุลในที่นี้ซึ่งคือ ซื้อมากกว่าขาย จึงสะท้อนทรัพยากรที่ใช้เกินตัวคือต้องเอาส่วนของต่างประเทศมาใช้ หรือพูดอีกอย่างว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด สะท้อน "การใช้จ่ายเกินตัว" ของคนในชาตินั้น โดยต้องพึ่งพิงทรัพยากรจากต่างประเทศ
จะแก้ไขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้ประชาชนต้องออมมากขึ้น ใช้จ่ายน้อยลง รัฐบาลก็ต้องใช้จ่ายน้อยลง เก็บภาษีอากรให้สมดุล ไม่ขาดดุลงบประมาณขนาดใหญ่ จึงจะแก้ปัญหาความไม่สมดุลนี้ได้
ในอีกแง่มุมหนึ่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดก็คือ ดุลการค้าบวกดุลบริการ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดก็คือการซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศมากกว่าที่ขายให้ต่างชาติ เกิดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศสุทธิจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นและจบลงในเวลา 1 ปี ความสมดุลของค่าเงินจะเกิดขึ้นได้ ถ้ามีเงินทุนไหลเข้ามาทดแทนส่วนที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปนี้
ในกรณีของสหรัฐอเมริกา ต้องการเงินทุนไหลเข้าประเทศ(ลงทุนซื้อตราสารหนี้และการเงินที่เป็นสกุลดอลลาร์) เพื่อสร้างความสมดุล ของระบบดังกล่าวเพื่อไม่ให้ดอลลาร์ มีค่าเงินลดลงไปอีก ไม่ต่ำกว่าวันละ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เงินขนาดนี้ต่อวันไม่มีใครคิดว่าจะไหลเข้าสหรัฐได้ทุกวัน วันแล้ววันเล่า ดังนั้นจึงคาดว่า ค่าเงินสหรัฐคงจะตกไปอีกและอันเงินสกุลใดหากคาดกันว่าจะมีค่าตกนั้น ทุกคนจะไม่พยายามถือไว้ เพราะไม่ต้องการขาดทุน ดังนั้น จึงถือเหรียญสหรัฐน้อยกว่าเดิม ค่าของมันจึงตกลง
ดอลลาร์สุทธิไปลออกจากประเทศ เนื่องมาจากการบริโภคบ้าคลั่งของคนอเมริกันปีละ 600,000 ล้านดอลลาร์ ก็กระทบค่าเงินอยู่แล้ว เมื่อยิ่งห่วงปัญหาก่อการร้าย และราคาน้ำมัน ที่จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นจนได้ผลตอบแทนน้อยลง ก็ยิ่งทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลงไปอีก
ปัญหาที่จะทำให้วุ่นวายไปทั่วโลกก็คือ หากมีปัญหาเงินไม่ไหลเข้าสหรัฐอเมริกามากๆ อย่างต่อเนื่อง ธนาคารกลางสหรัฐก็ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นมาก เพื่อทำให้การลงทุนในสหรัฐน่าสนใจขึ้น คราวนี้ทั้งโลกก็ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามกันเป็นแถว เพราะเมื่อแหล่งเงินต้นน้ำมีต้นทุนสูงขึ้น ปลายน้ำก็จะมีต้นทุนสูงขึ้นตาม ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกก็อาจเกิดขึ้นได้ เพราะอำนาจซื้ออันเกิดจากการกู้ยืมหายไปทันที
ปัจจัยลบตัวนี้ หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยไทยน่าจะปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้า(คนผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรเครดิต) ก็จะลำบากขึ้น
ประการที่สาม ถ้าดอลลาร์มีค่าลดลงไปอีกเรื่อยๆ (เป็นการปรับตัวตามกลไกตลาดของดอลลาร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่าจะต้องลดลงไปอีกร้อยละ 20 จึงจะแก้ไขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้) ไทยอาจต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะยัง "กอด" ดอลลาร์(รักษาไว้ที่ 1 ดอลลาร์ = 40 บาท) ดังที่ได้ทำมาโดยตลอดอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมามีผลทำให้ค่าเงินบาทลดลงไปพอควรเมื่อเทียบกับยูโร ปอนด์ มาร์คเหรียญออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยน ฯลฯ (ใครที่มีหนี้สกุลนี้ก็อ่วม สามารถช่วยส่งออกได้ดี แต่สินค้าขาเข้าและวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้นจากตลาดเหล่านี้
ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อเงินหยวนของจีนที่ "กอด" ดอลลาร์อยู่เหมือนไทย และฮ่องกงมีทีท่าว่าจะต้องปรับค่าให้สูงขึ้น อาจถึงร้อยละ 5-10 ภายในปีหน้าเพราะถูกแรงกดดันของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ว่าจีนกดค่าเงินตัวเองไว้ให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกมานาน(ระหว่างที่เหรียญสหรัฐมีค่าลด ก็ยัง "กอด" ไว้อีกด้วย)
หากหยวนมีค่าสูงขึ้นก็จะเกิดการปรับตัวของเงินสกุลในเอเชียที่ทำการค้ากับไทยตามไปด้วย เงินเยน วอน ริงกิต เหรียญฮ่องกง อาจมีค่าสูงขึ้นตาม
เงินบาทไทยก็คงจะมีการปรับค่าสูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ดี หากดอลลาร์สหรัฐยังตกไม่หยุด ไทยจะขีดเส้นการ "กอด" ไว้แค่ไหน เพื่อไม่ให้สินค้าขาเข้าจากญี่ปุ่น ยูโรและอื่นๆ มีราคาสูงขึ้นจนกระทบการผลิตในประเทศและการขีดเส้นเช่นนี้จะทำให้ค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับแต่ละสกุลเป็นอย่างไร?
ปัจจุบันไม่มีใครทราบคำตอบแน่นอนเพราะตลาดเงินตราต่างประเทศใหญ่โตผันผวนมากเติบโตถึงกว่าร้อยละ 60 ใน 2 ปีที่ผ่านมา ในแต่ละวันตลาดนี้ มีการซื้อขายวันละ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศมีหนี้สูงสุดในโลก ยังเป็นเงินแค่ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนนี้กระทบถึงไทย เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างยิ่ง
ประการสุดท้าย เหตุการณ์ภาคใต้ การก่อการร้ายในประเทศไทย ไข้หวัดนก การกลับมาของโรคซาร์ส ปัญหาคอร์รัปชั่นรุนแรงในบ้านเรา ปัญหาหนี้ครัวเรือน(เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ใน 2 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันมีหนี้ไม่ต่ำกว่าครัวเรือนละ 84,000 บาท) ปัญหาการใช้จ่ายขนาดใหญ่ของภาครัฐจนหนี้สาธารณะสูง ปัญหาผลผลิตเกษตรตกต่ำจากสภาวะอากาศ ฯลฯ ขอรวมกันไว้ถึงแม้ว่าแต่ละเรื่องจะเป็นเรื่องใหญ่มากก็ตาม
ปัจจัยรวมที่เป็นลบขนาดใหญ่ของข้อนี้ จะทำให้ เกิดการคาดคะเน(Expectations) ที่ไม่ดีนักของประชาชนเอง และนักลงทุนต่างชาติ จนทำให้การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญไม่ขยายตัวมากดังที่ต้องการ
กล่าวโดยสรุปได้ว่าเศรษฐกิจปีหน้ามีปัจจัยลบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอยู่มาก จนมีความเป็นไปได้สูงที่การขยายตัว ของเศรษฐกิจปีหน้าจะต่ำกว่าปีปัจจุบันที่คาดว่าอยู่ในระดับ 5.5 ตามประมาณการล่าสุดของธนาคารโลก เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าประเทศ จากการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งในการตัดสิน
ไม่ว่าเศรษฐกิจปีนี้หรือปีหน้า ขยายตัวสูงเพียงใด จะมีความหมายน้อย หากประเทศเราไม่มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียน เพราะเป็นหัวใจสำคัญของความแข็งแกร่งของสังคมเศรษฐกิจของเราในอนาคต
จะมีใครเชื่อไหมครับถ้าผมบอกว่า ในการสอบวัดความรู้ เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยล่าสุด ในเดือนตุลาคม 2547 ของนักเรียน ม.6 ทั่วประเทศไทยประมาณ 200,000 คน คะแนนเฉลี่ย คณิตศาสตร์ 1 คือ 25.48 คะแนน ภาษาอังกฤษ คือ 37.92 เคมีคือ 25.22 ฟิสิกส์ คือ 25.27 คณิตศาสตร์ 2 คือ 22.37 และภาษาไทยคือ 48.55 (สูงสุด คือ 83 ต่ำสุดคือ 0 !)
วรากรณ์ สามโกเศศ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด