สธ.เดินหน้าโรดแมพเอดส์ขยายรง.ผลิตยาขายแอฟริกา

ผู้จัดการรายวัน - สธ.เดินหน้าโรดแมพเอดส์ ประกาศขยายการให้ยาต้านไวรัสเพิ่มเป็น 7 หมื่นคนในปีหน้า ตั้งเป้าปี 48 จะลดผู้ติดเชื้อไม่เกิน 17,000 คน ด้าน อภ.มีมติลงทุนสร้างโรงงานผลิตยาต้านไวรัสหวังส่งออก 15 ประเทศแอฟริกาปีละ 200 ล้านเม็ด คาดเดินเครื่องผลิตได้ปลายปี 48
นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวกล่าวถึงแผนโรดแมพกี่ยวกับโรคเอดส์ว่า จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. การดูแลผู้ติดเชื้อ โดยจะขยายการให้ยาต้านไวรัสเป็น 70,000 คนในปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าจะครอบคลุมผู้ติดเชื้อทุกคน พร้อมกับกำชับให้ผู้ป่วยรับประทานยาตามเวลาเพื่อป้องกันการดื้อยา แม้ว่าจะมีการเตรียมยาสูตรอื่น ๆ เพื่อรองรับการดื้อยาไว้แล้วแต่หากมีผู้ดื้อยาเพิ่มมากขึ้นก็จะเป็นปัญหาในอนาคตได้ 2. การสร้างความเข้าใจกับสังคมเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ เพื่อให้กลับเข้าสู่สังคมได้
ส่วนเป้าหมายของการรณรงค์ในปี 2548 นั้น สธ.ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มไม่เกิน 17,000 คน ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ แต่ต้องยอมรับว่า กลุ่มผู้ติดเชื้อเริ่มเปลี่ยนจากเดิมเป็นกลุ่มผู้ขายบริการ และเริ่มเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นไปตามกระแสของโลก
ทั้งนี้ การรณรงค์ต่อจากนี้จะพุ่งเป้าไปยังเด็ก ซึ่งจะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการในการให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาในระดับที่เหมาะสม รวมทั้งรณรงค์เปลี่ยนทัศนคติในเรื่องว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนเป็นเรื่องไม่เหมาะสม นักเรียนชายต้องเป็นสุภาพบุรุษไม่ย่ำยีนักเรียนด้วยกัน นักเรียนหญิงจะต้องเห็นความสำคัญให้ค่ากับตัวเองมากขึ้น พร้อมกันนี้จะมีการบังคับในเรื่องกฎหมาย ควบคุมอบายมุขที่เป็นต้นเหตุของความเสี่ยง ทั้งเหล้า บุหรี่ ที่เป็นจุดเริ่มต้น และก่อให้เกิดพฤติกรรมการติดเอดส์ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ด้าน น.พ.จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่าขณะนี้คณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรมอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนากำลังการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ ซึ่งนอกจากเป้าหมายหลักจะให้ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ของไทย ซึ่งมีประมาณ 6แสนคนที่ยังมีชีวิตได้รับยาที่มีคุณภาพและมีราคาถูกลงตามนโยบายรัฐบาลแล้ว ยังมีเป้าหมายที่จะลดการนำเข้ายาต้านไวรัสเอดส์ที่ราคาแพงกว่ายาที่ผลิตในประเทศประมาณ3-4 เท่าตัว และผลิตเพื่อส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศอีกด้วย
สำหรับแผนการดำเนินงาน อภ.ได้ก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ที่ อ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี โดยขยายพื้นที่โรงงานเพิ่มจากเดิม 4 เท่าตัวจากเดิมตั้งไว้ 2,700 ตารางเมตรเป็น 10,600 ตารางเมตร ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก มีกำลังการผลิตปีละ 160-200 ล้านเม็ด ในวงเงินก่อสร้างและลงทุนด้านเครื่องจักรที่ทันสมัยรวมประมาณ 950 ล้านบาทคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในปลายปี 2548 นี้ ซึ่งเมื่อประเทศไทยผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วจะสามารถส่งยาต้านไวรัสไปขายได้ทั่วโลก
น.พ.จรัลกล่าวต่อไปว่า ในการผลิตครั้งนี้ ประเทศไทยโดยองค์การเภสัชกรรม
ได้ร่วมมือกับโครงการเปปฟ่า (President ขs Emergency Plan for AidsRelief : PEPFAR) ซึ่งเป็นโครงการ ช่วยเหลือเอดส์ของสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 5ปี เพื่อช่วยเหลือประเทศแอฟริกา 15 ประเทศซึ่งมีผู้ติดเชื้อเอดส์รวมกันมากที่สุดในโลกประมาณ 70% หรือประมาณ 25 ล้านคนโดยต้องผลิตให้ได้มาตรฐานตามจีเอ็มพีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถดำเนินการได้ไม่ยากในการก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านไวรัสใหม่นี้ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณและสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่าภายใต้แผนการลงทุนครั้งนี้จะได้ผลตอบแทน 33% และสามารถคืนทุนได้ภายในเวลา 3ปีเศษๆ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด