มกอช.เกาะติดกฎระเบียบใหม่สหรัฐ-อียู

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญยิ่งของไทย ซึ่งในระยะ 2-3 ปีนี้ทั้งสองประเทศได้มีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการค้าสินค้าเกษตรและอาหารค่อนข้างมาก ล่าสุดประเทศสหรัฐได้ออกระเบียบฉบับใหม่ว่าด้วยการติดฉลากอาหารก่อภูมิแพ้และการติดฉลากประเทศแหล่งกำเนิดสินค้า ส่วนอียูได้ออกระเบียบการติดฉลากอาหารก่อภูมิแพ้และระเบียบการติดฉลาก GMO ซึ่งทั้ง 2 มาตรการดังกล่าวหากไทยไม่เร่งปรับตัวและรับมือจะส่งผลกระทบไม่มากก็น้อยต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐในอนาคตได้
รองผู้อำนวยการ มกอช. กล่าวถึงสาเหตุที่ ประเทศสหรัฐออกกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคและการติดฉลากอาหารก่อภูมิแพ้ด้วยว่า สหรัฐ อ้างว่าที่ผ่านมาผู้บริโภคในประเทศมักป่วยเป็นโรคภูมิแพ้มากถึง 30,000 คน/ปี และเสียชีวิต 150 คน/ปี ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาใด ๆ จึงต้องการออกกฎหมายดังกล่าวออกมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ นอกจากนั้นยังพบด้วยว่ามีผู้ป่วยด้วยโรค Celiac disease อยู่ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิแพ้ชนิด Inherited autoimmune disease โดยอาการของโรคนี้จะถูกกระตุ้นโดยการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนกลูเตนที่ได้จากเมล็ดพืช เช่น ข้าวสาลี
สำหรับสินค้าที่เป็นต้นเหตุของการก่อภูมิแพ้ในสินค้า 8 ชนิดที่ทางสหรัฐ ออกระเบียบต้องติดฉลากระบุ คือ นม ไข่ สัตว์น้ำ สัตว์ไม่มีกระดูก สัตว์น้ำกลุ่ม crustacean shellfish เมล็ดถั่ว เช่น อัลมอนด์ แป้งสาลีและถั่วเหลือง โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป
ส่วนระเบียบใหม่ของอียูในเรื่องการติดฉลากและการตรวจสอบย้อนกลับ GMOs และผลิตภัณฑ์ที่ผลิต มาจาก GMOs เป็นการวางกรอบแนวทางเกี่ยวกับการอนุญาตวางจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ GMOs ในตลาดอียู หลังจากได้มีการระงับอนุญาตชั่วคราวมาหลายปี โดยอียูระเบียบใหม่อียูได้เปลี่ยนจากการติดฉลากที่ยังตรวจพบโปรตีนหรือ DNA ตัดต่อพันธุกรรมมาเป็นติดฉลากผลผลิตใด ๆ ที่ผลิตจาก GMOs ไม่ว่าจะตรวจพบโปรตีนหรือ DNA หรือไม่ และต้องมีระดับการปนเปื้อน GMOs ไม่เกิน 0.9% และกำหนดให้ซูเปอร์มาร์เกตให้ข้อมูลผู้ซื้อด้วยว่าอาหารชนิดนั้นประกอบด้วย GMOs หรือผลิตจาก GMOs ซึ่งต่อไปผู้ประกอบการส่งออกของไทยจะต้องศึกษาและติดตามข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ของทั้ง 2 ประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งพัฒนามาตรการการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและกฎเกณฑ์ทางการค้าใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด
"ในอนาคตภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือในการติดตามความเคลื่อนไหวทางการค้าโดยเฉพาะมาตรการกีดกันการค้าระหว่างประเทศให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อจะ ได้ร่วมกันวางแผนเตรียมรับมือมาตรการหรือกฎระเบียบใหม่ ๆ ได้ทันท่วงที" นายสมชาย กล่าว

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด