พ่อค้าอ่อยเหยื่อยุ่น ถอนไก่สดพ้นFTA แลกส่งออกไก่สุก

สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เดินเกมยื่นข้อเสนอให้คณะเจรจา JTEP ไทย "ถอน" เนื้อไก่ออกจากการเจรจา FTA ไทย-ญี่ปุ่น แลกให้ฝ่ายญี่ปุ่นรีบส่งเจ้าหน้าที่เข้ามารับรองโรงงานไก่ต้มสุกไทยอีก 25 แห่งที่เหลือ หวังครองตลาดไก่ต้มสุกแทนไก่สดแช่แข็งที่ส่งออกไม่ได้เลยแม้แต่ตันเดียว ขณะที่กลุ่มสหวิริยาก็วิ่ง "ล็อบบี้" ไม่แพ้กัน หวังดันเหล็กแผ่นรีดร้อนเป็นสินค้าอ่อนไหวเลื่อนลดภาษีไปอีก 10 ปี ปิดทางผู้นำเข้าดัมพ์เหล็กราคาถูกเข้าประเทศ
ในวันที่ 8-9 ธ.ค.นี้ คณะผู้แทนไทยและญี่ปุ่นจะเปิดเจรจาความร่วมมือหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (Japan-Thailand Economic Partnership หรือ JTEP) รอบที่ 5 ขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อแสวงหาท่าทีร่วมกันในรายการสินค้าอ่อนไหวและการเจรจาลดภาษี เนื่องจากการเจรจาทั้ง 4 รอบที่ผ่านมา ทั้ง 2 ฝ่ายค่อนข้างจะมีความเห็นขัดแย้งในเรื่องดังกล่าว โดยฝ่ายญี่ปุ่นต้องการให้ฝ่ายไทยเปิดตลาดด้วยการลดภาษีสินค้านำเข้าเหล็ก-ยานยนต์/ชิ้นส่วน และปิโตรเคมี ในขณะที่ฝ่ายไทยเรียกร้องให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดเนื้อไก่-ข้าว-แป้งมันสำปะหลัง และน้ำตาล ทำให้การเจรจา JTEP ไม่คืบหน้า
ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เมื่ออุตสาหกรรมส่งออกเนื้อไก่ไทยได้แสดงท่าทีพร้อมที่จะ "ถอย" เพื่อเปิดทางให้การเจรจาดำเนินต่อไป ทว่าในอีกด้านหนึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นรีดร้อนกลับเลือกที่จะ "ล็อบบี้" เพื่อนำรายการเหล็กแผ่นรีดร้อนเข้าสู่บัญชีอ่อนไหวเพื่อปิดทางไม่ให้มีการนำเข้าเหล็กจากญี่ปุ่น
แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในต้นสัปดาห์นี้สมาคมได้ทำหนังสือ เรื่อง "ความเห็นของผู้ประกอบการส่งออกเนื้อไก่ต่อท่าทีการเจรจา FTA ไทย-ญี่ปุ่น (FTA เป็นหัวข้อหนึ่งในการเจรจา JTEP) ลงนามโดยนายแพทย์อนันต์ ศิริมงคลเกษม นายกสมาคม ผ่านไปยังคณะเจรจา JTEP ฝ่ายไทย โดยหนังสือฉบับดังกล่าวได้แสดงความกังวลอุปสรรคในการเจรจาที่เกิดจากข้อเรียกร้องของฝ่ายญี่ปุ่นที่ต้องการให้สินค้า 4 รายการ (ข้าว-แป้งมันสำปะหลัง-น้ำตาล-เนื้อไก่) เป็นสินค้าอ่อนไหว (sensitive list) และขอเป็นสินค้า "ยกเว้น" ในการเจรจา ในขณะที่ฝ่ายไทยต้องการให้สินค้าทั้ง 4 รายการอยู่ในบัญชีเร่งลดภาษีหรือลดภาษีตามปกติ"
แต่ปัจจุบันสถานการณ์ในการส่งออกเนื้อไก่ไปยังตลาดญี่ปุ่นท่ามกลางการระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยทางสมาคมมีความเห็นว่า หากประเด็นปัญหาเรื่อง "เนื้อไก่" เป็นอุปสรรคในการเจรจา ทางสมาคมก็พร้อมที่จะให้ "ถอน" รายการสินค้าเนื้อไก่ออกจากการเจรจา FTA แต่มี "เงื่อนไข" ให้ฝ่ายญี่ปุ่นผ่อนปรน ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจรับรองโรงงานส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกในไทยเพิ่มขึ้น
เนื่องจากที่ผ่านมาหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศไทยปรากฏ "การส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกจากไทยไปยังญี่ปุ่นไม่ได้ลดลงเลย ในขณะที่ไทยไม่สามารถส่งออกเนื้อไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไปยังตลาดญี่ปุ่นได้แม้แต่ตันเดียว เพราะญี่ปุ่นห้ามนำเข้าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นมา ดังนั้นทางสมาคมจึงเชื่อมั่นว่า ด้วยระดับภาษีนำเข้าเนื้อไก่ปรุงสุกที่ญี่ปุ่นเรียกเก็บอยู่ในปัจจุบัน (ร้อยละ 6) ผู้ส่งออกไทยยังมีโอกาสที่จะขยายการส่งออกเนื้อไก่ปรุงสุกไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น
"ประเด็นในขณะนี้ก็คือ หลังเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนก ญี่ปุ่นยอมส่งเจ้าหน้าที่เข้ามารับรองโรงงานไก่ปรุงสุกของไทยที่จะได้รับอนุญาตให้ส่งออกไปยังญี่ปุ่นแค่ 22 โรงงานเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ยอมส่งเจ้าหน้าที่เข้ามารับรองโรงงานไทยอีก ส่งผลให้โรงงานส่งออกไก่ปรุงสุกอีก 25 โรงงานของไทยไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกไก่ปรุงสุกไปญี่ปุ่น และเรื่องนี้ได้ค้างคามาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน โดยฝ่ายญี่ปุ่นเคยแจ้งให้กับฝ่ายไทยทราบว่าจะไม่รับรองโรงงานไทยอีก เนื่องจากรายการเนื้อไก่จัดเป็น 1 ในรายการสินค้าที่กำลังเปิดการเจรจา FTA ระหว่างกัน โดยปัจจุบัน (มกราคม-ตุลาคม) ไทยส่งออกไก่ปรุงสุกจาก 22 โรงงานเข้าไปยังตลาดญี่ปุ่นได้เพียง 75,429 ตันเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว
ดังนั้น หากไทยได้รับการตรวจรับรองโรงงานส่งออกไก่ปรุงสุกเพิ่มขึ้น สมาคมเชื่อว่าจะทำให้ไทยส่งออกเนื้อไก่แปรรูปในปี 2548 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 300,000 ตัน มูลค่า 850 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในทางกลับกัน หากญี่ปุ่นไม่ยอมตรวจรับรองโรงงานไก่ของไทยเพิ่ม การส่งออกไก่ของไทยอาจจะถูกคู่แข่งเช่นจีน-บราซิล และสหรัฐ เข้ามาแย่งชิงตลาดไปได้
ในอีกด้านหนึ่งกลับปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนภายในประเทศ ได้เข้า "ล็อบบี้" คณะเจรจา JTEP ด้วยการแสดงความต้องการที่จะให้ฝ่ายไทยนำสินค้า "เหล็กแผ่นรีดร้อน" เข้าไปไว้ในบัญชีสินค้าอ่อนไหว ในเรื่องนี้นายกรกฎ ผดุงจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจ บริษัท กลุ่มเหล็กสหวิริยา จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มสหวิริยาได้เข้าไปให้ "ข้อมูล" เรื่องสินค้าเหล็กกับคณะเจรจา JTEP โดยทางกลุ่มมองว่าสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเป็นสินค้าที่ผลิตได้ภายในประเทศ และที่ผ่านมาถูกหลายประเทศรวมทั้งญี่ปุ่นทุ่มตลาด (dumping) ดังนั้นหากลดภาษีให้กับญี่ปุ่นอาจจะส่งผลกระทบกับความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในประเทศ อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มสหวิริยาจะแสดงจุดยืนผ่านทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเสนอให้คณะเจรจา JTEP นำรายการเหล็กแผ่นรีดร้อนเข้าไปไว้ในบัญชีสินค้าอ่อนไหว
ขณะที่คณะเจรจา JTEP ฝ่ายไทยให้ความเห็นเกี่ยวกับ "ข้อเสนอ" ของทั้ง 2 กลุ่มอุตสาหกรรมว่า ในการเจรจา JTEP รอบที่ 5 นี้ ฝ่ายไทยจะยัง "ไม่ถอน" เนื้อไก่ออกจากการเจรจาสินค้า FTA เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับจากสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทยนั้น ยังเป็นเพียงข้อมูลของผู้ประกอบการเพียงกลุ่มเดียว แต่การพิจารณาทางคณะเจรจาจะต้องฟังข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดก่อน และในกรณีของเหล็กแผ่นรีดร้อนก็เช่นกัน จะต้องรับฟังข้อมูลจากอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับการใช้เหล็กรีดร้อนเป็นวัตถุดิบ ซึ่งก็อยู่ใน สอท.เช่นกัน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรจะจัดให้เหล็กแผ่นรีดร้อนอยู่ในบัญชีอ่อนไหวหรือไม่
ทางด้านนายพิศาล มาณวพัฒน์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจา JTEP เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในการเจรจา JTEP รอบที่ 5 จะหารือกันทุกหัวข้อ ทั้งการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือด้านต่างๆ โดยสินค้าที่จะลดภาษีแบ่งเป็น 1)ลดภาษีทันที (fast track) ตั้งแต่ FTA มีผลบังคับใช้ 2)บัญชีลดภาษีปกติ (normal track) ใช้เวลา 3-8 ปีในการลดภาษี 3)บัญชีสินค้าอ่อนไหว (sensitive list) ที่จะใช้เวลา 10 ปีขึ้นไปในการลดภาษี
สินค้าที่ไทยต้องการให้ญี่ปุ่นลดภาษีให้คือสินค้าเกษตร 7-800 รายการ รวมถึง น้ำตาล มันสำปะหลัง และเนื้อไก่ ส่วนญี่ปุ่นต้องการให้ไทยลดภาษีสินค้าเหล็ก ยานยนต์และชิ้นส่วน และปิโตรเคมีให้ ซึ่งในเบื้องต้นจากการสอบถามผู้ประกอบการภายในประเทศพบว่า กลุ่มยานยนต์ต้องการให้นำรถยนต์ขนาดใหญ่เข้าสู่บัญชีสินค้าอ่อนไหวเช่นเดียวกับกลุ่มปิโตรเคมี และเหล็กบางรายการ ที่ต้องการให้นำสินค้าที่ตนผลิตเข้าสู่บัญชีสินค้าอ่อนไหว
"ยอมรับว่าในสินค้า 1 รายการจะมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ดังนั้นวิธีการที่คณะเจรจาใช้คือ ขอข้อมูลจากภาคเอกชนทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) และพร้อมจะรับฟังข้อมูลจากบริษัทที่มีส่วนได้เสีย รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้หากสินค้าใดที่ความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกัน คณะเจรจาจะมอบหมายให้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามาช่วยเป็นคนกลางศึกษาข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากที่สุด" นายพิศาลกล่าว

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด