เปิดโมเดล Commdity Finance (จบ) กรณีศึกษาจากโคลัมเบีย

หนี่งในโครงการเกษตรที่รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เปิดประเด็นไว้ว่าจะจัดตั้ง SPV ขึ้นมาบริหารและเป็นตัวกลางจัดหาเงินทุนให้ คือ โครงการเลี้ยงโค ซึ่งสามารถหารายละเอียดคร่าวๆ ของการจัดตั้งโครงการนี้ได้จากเอกสาร "โครงการจัดตั้ง SPV หรือนิติบุคคลเฉพาะกิจ" ของกระทรวงการคลัง
เอกสารดังกล่าวระบุว่า เมื่อมีการจัดตั้ง SPV ขึ้นมาแล้ว SPV จะมีบทบาท 2 สถานะ โดยสถานะหนึ่งทำหน้าที่เป็นโฮลดิ้งบริหารธุรกิจการเลี้ยงโคควบคู่ไปกับธุรกิจปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน ดูแลกันตั้งแต่คัดเลือกเกษตรกร จัดหาโคเพื่อส่งให้เกษตรกรเลี้ยง รับคืนโคที่เลี้ยงจนโตได้ที่แล้ว และจัดการแบ่งปันผลกำไรที่ได้ให้กับเกษตรกรในโครงการ
และเมื่อกิจการของ SPV ก้าวไปสู่ระดับหนึ่งที่สามารถระดมเงินทุนได้ด้วยตัวเอง SPV จะทำหน้าที่เสมือนทรัสต์ (trust) ในการออกเป็นตราสารเพื่อระดมเงินทุนจากตลาดทุนโดยตรง ไม่ต้องพึ่งพาเงินงบประมาณของกระทรวงการคลังอีกต่อไป โดยกระทำผ่านกระบวนการของการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (securitization) คือ ใช้สินทรัพย์ซึ่งเป็นโคที่เกษตรกรเลี้ยงมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการออกตราสารดังกล่าว โดย SPV จะนำตราสารนี้ไปขายในตลาดทุนอีกทอดหนึ่ง กลับมาเป็นเงินทุนเพื่อจัดหาโคให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นวัฏจักร
ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่โมเดลของกระทรวงการคลังยังเป็นแค่โครง ซึ่งขาดรายละเอียดที่จะอธิบายถึงกระบวนการสำคัญๆ ใน 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1.SPV จะมีวิธีประเมินมูลค่าของโคที่เกษตรกรกู้ยืมไปเลี้ยงก่อนอย่างไร รวมถึงการแบ่งปันผลกำไร เมื่อผลผลิตโคถูกขายไปยังโรงงานแปรรูป และเข้าสู่ตลาดในที่สุด 2.SPV จะสามารถนำโคของเกษตรกรมาเป็น back-up ในการออกตราสารเพื่อระดมเงินทุนได้อย่างไร
ทั้ง 2 ประเด็นนี้ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่หายไป (missing links) ของโครงการใหม่ของรัฐบาลทักษิณมีเพียงคอนเซ็ปต์คร่าวๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยอธิบายไว้ในช่วงคลิกออฟแคมเปญหาเสียงว่า วิธีคิดจะใช้น้ำหนักเป็นเกณฑ์ ตอนแรกที่ให้เกษตรกู้ยืมวัวไปเลี้ยงก่อน มีน้ำหนักอยู่ที่ระดับหนึ่ง เมื่อเลี้ยงโคจนโตสามารถขายได้ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่วนต่างของน้ำหนักคือผลตอบแทนที่เกษตรกรจะได้รับ
อย่างไรก็ตาม ดังที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่า โมเดลโค 1 ล้านตัวไม่ใช่ของใหม่และเป็นเพียงโมเดลหนึ่งของแนวทางการจัดหาเงินทุนเพื่อการเกษตร หรือ commodity finance ซึ่งในประเทศโคลัมเบียก็ใช้โมเดลที่คล้ายๆ กันนี้มาระดมเงินทุน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมปศุสัตว์ของเกษตรกรในประเทศ โดยมีตลาดเพื่อการเกษตรและปศุสัตว์แห่งชาติของโคลัมเบีย (National Agricultural and Livestock Exchange : BNA) เป็นแกนในการบริหารจัดการทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตวัวเนื้อของประเทศ
หน้าที่ของ BNA คล้ายๆ SPV ของรัฐบาลทักษิณ แต่งานบางด้าน BNA จะไม่ลงไปทำเองทั้งหมด ส่วนหนึ่งเพื่อให้กระบวนการในการดำเนินงานมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยหน้าที่หลักของ BNA ในโครงการเลี้ยงโคเนื้อ คือ คัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ
สำหรับงานส่วนอื่น BNA จะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา 2 หน่วยงาน ได้แก่ ตัวแทนด้านการตลาดรับผิดชอบการนำวัวที่เกษตรกรเลี้ยงจนโตได้ที่ไปขายให้ผู้ซื้อ ส่วนงานจัดหาโคและทำสัญญารับซื้อคืนวัวล่วงหน้าจะเป็นหน้าที่ของ ทรัสต์ที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยมี BNA กำกับดูแลอยู่ห่างๆ ในการทำสัญญาล่วงหน้าจะกำหนดเงื่อนไขว่าเกษตรกรต้องโอนกรรมสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของวัวให้กับทรัสต์ด้วย
กระบวนการทำงานในโครงการวัวเนื้อของโคลัมเบีย คือ เกษตรกรจะทำสัญญาในการโอนกรรมสิทธิ์ในการครอบครองลูกวัวและทุ่งหญ้าที่ใช้เลี้ยงวัวให้ทรัสต์เพื่อแลกเงินทุนกลับมา ในขั้นตอนนี้เกษตรกรยังคงเลี้ยงโคต่อไป แต่ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของ แต่เป็นแค่คนเลี้ยงวัวให้ทรัสต์ ซึ่งระหว่างการเลี้ยงทรัสต์จะว่าจ้างบริษัทอิสระเข้าไปให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการเลี้ยงแก่เกษตรกร และตรวจสอบคุณภาพวัวเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าวัวที่เกษตรกรนำไปเลี้ยงจะสามารถทำน้ำหนักได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
หลังจากเลี้ยงวัวจนถึง 11 เดือน เกษตรกรจะซื้อวัวกลับคืนมาตามสัญญาซื้อคืน และเลี้ยงวัวต่อไปจนวัวมีอายุ 24-36 เดือน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมของการเลี้ยงวัว เกษตรกรก็จะนำวัวไปส่งมอบให้ตัวแทนการตลาดเพื่อนำไปขายให้ผู้ซื้อต่อไป เงินที่ได้จากการขายจะถูกโอนกลับไปที่ทรัสต์ ซึ่งจะทำหน้าที่ปันส่วนกำไรกลับคืนมาให้ในภายหลัง
ขั้นตอนสำคัญในกระบวนการนี้ คือ วิธีประเมินมูลค่าวัวของ BNA ขึ้นอยู่กับ 2 ตัวแปร ได้แก่ ระดับราคา และน้ำหนักวัว ณ วันที่มีการซื้อคืน
อย่างไรก็ตาม โมเดลนี้ยังไม่รวมเอากระบวน การ securitization เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้โมเดลเรียบง่ายและไม่ซับซ้อน แต่เนื่องจากโมเดลของโคลัมเบียซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2543 ทรัสต์สามารถออกตราสารเพื่อระดมทุนได้ด้วยตัวเอง โดยใช้สัญญาการโอนกรรมสิทธิ์ในวัวที่เกษตรกรเลี้ยง และสิทธิในการใช้ทุ่งเลี้ยงมาเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันได้ เพื่อขายให้นักลงทุนในตลาด BNA หรือตลาดทุนอื่นๆ ของโคลัมเบีย และเงินที่ได้จากการขายตราสาร จะหักค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมและมอบให้กับเกษตรกรนำมาใช้เป็นทุนในการซื้อวัวคืนเมื่อเลี้ยงจนวัวมีอายุ 11 เดือนตามสัญญาซื้อคืน
ขณะเดียวกัน การนำกระบวนการ securitization เข้ามาใช้ในมิตินี้ทำให้การประเมินมูลค่าวัวมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการประเมินโดยคาดการณ์มูลค่าของวัวในอนาคต ซึ่งหลักการทั่วไปการคาดการณ์มูลค่าในอนาคตของวัวยังคงใช้ 2 ตัวแปรเดิม คือ ราคา และน้ำหนัก มาคำนวณราคา แต่คราวนี้จะเปลี่ยนจากราคาปัจจุบันเป็นแนวโน้มราคาที่คาดว่าจะเป็น ซึ่งในโคลัมเบียใช้แนวโน้มราคาอ้างอิงของตลาดวัวในเมอเดลแลงเป็นเกณฑ์ประเมิน
ส่วนการคาดคะเนน้ำหนัก โคลัมเบียใช้โมเดลในการประเมินที่สอดคล้องกับสภาพทางชีวภาพของการเลี้ยงวัวที่มีปัจจัยสภาพอากาศ สถานที่เลี้ยง จำนวนวัวต่อเฮกตาร์ พื้นที่ทุ่งหญ้าที่ใช้เลี้ยงและจำนวนปีหรือเดือนที่เหมาะสมของการเลี้ยงวัวให้เติบโตเต็มที่
โมเดลของโคลัมเบียทำให้มูลค่าวัวที่ประเมินได้ครอบคลุมความเสี่ยงของราคาวัวที่อาจไม่เป็นไปดังคาด เพราะวัวที่เกษตรกรเลี้ยงไม่ได้น้ำหนักที่เหมาะสม เช่น หากมีจำนวนวัวในทุ่งเลี้ยงต่อเฮกตาร์มากเกินไป น้ำหนักวัวอาจต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เพราะวัวได้อาหารไม่เพียงพอ เป็นต้น
ส่วนประเด็นที่ว่า ทำไมต้องมีกรรมสิทธิ์ในการใช้ทุ่งเลี้ยงวัวเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันด้วย เพราะทรัพยากรที่ใช้ในการเลี้ยงวัวถือเป็นต้นทุนในการทำธุรกรรมประเภทหนึ่งของโครงการนี้ด้วย
คำถามสำคัญคือ เกษตรกรที่เลี้ยงวัวจะได้ประโยชน์อะไรจากการนำโมเดล commodity finance มาใช้ในโครงการเกษตรลักษณะนี้ จากผลการศึกษาของ BNA พบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงวัวจะได้ผลกำไรจากส่วนต่างของน้ำหนักวัวระหว่างน้ำหนักที่ซื้อคืนวัว และน้ำหนักที่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของตลาด หลังหักค่าธุรกรรมในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว หากเกษตรกรเลี้ยงวัวมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานมากเท่าไร ก็จะยิ่งมีกำไรมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากเรื่องผลกำไรแล้ว เกษตรกรเหล่านี้ยังได้ช่องทางการระดมทุนที่ง่ายขึ้นและมีเงื่อนไขที่ดีกว่าการระดมทุนด้วยวิธีการอื่นๆ ด้วย
อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่ต้องระวังก็ยังมีอยู่เช่นกัน เพราะโมเดลใช้น้ำหนักและราคาเป็นเกณฑ์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่ผันแปรได้ โดยส่วนของน้ำหนัก ตัวแปรที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ เช่น สภาพอากาศ จำนวนวัว คุณภาพของหญ้าในทุ่งเลี้ยง และจำนวนปีที่เลี้ยง ล้วนมีสิทธิ์เป็นตัวแปรที่จะมีผลต่อน้ำหนักทั้งสิ้น
เช่นเดียวกับราคาที่ใช้แนวโน้มราคามาเป็นเกณฑ์ โดยความเสี่ยงก็อาจเกิดขึ้นหากระดับราคาปัจจุบันต่ำกว่าราคาประเมินในการออกตราสาร แต่เมื่อเทียบกันแล้วความเสี่ยงของราคาจะมีน้อยกว่าความเสี่ยงของน้ำหนัก เพราะมูลค่าที่ประเมินในตราสารมักจะมีมูลค่าเพียง 75% ของมูลค่าวัวที่ใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน
ในกรณีของโคลัมเบีย นักลงทุนนิยมลงทุนในตราสารของโครงการเลี้ยงวัวอยู่เหมือนกัน เพราะมองว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ แต่มีความเสี่ยงในระดับต่ำ
หากยึดเอาโมเดลของโคลัมเบียเป็นต้นแบบโครงการวัวล้านตัว ประเด็นที่ต้องจับตามอง คือ เกณฑ์มาตรฐานของการประเมินมูลค่าวัว ใครจะเป็นคนกำหนด โดยเฉพาะในช่วงที่มีกระบวนการ securitization เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในอนาคต รัฐบาลจะสร้างตลาดที่รองรับตราสารประเภทนี้อย่างไร โดยสามารถดึงนักลงทุนให้เข้ามามีบทบาทในกระบวนการนี้ได้จริง
สกู๊ป

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด