พิศาล มาณวพัฒน์เดินหน้าเจรจา FTA ไทย-ญี่ปุ่น รอบ 5

ท่ามกลางกระแสการทำเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคี (FTA) ของไทยกับหลายประเทศ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตถึง FTA ไทย-ญี่ปุ่น ที่ดูเหมือนจะไม่คืบหน้าเท่าที่ควร "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "พิศาล มาณวพัฒน์" รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าสำนัก งานเจรจาเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น เพื่อตอบข้อสงสัยนี้ รวมถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้จากการทำ FTA ฉบับนี้
ยุทธศาสตร์เกษตร ยอมถอยครึ่งก้าว
ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจว่า ไทยและญี่ปุ่นอยู่ระหว่างจัดทำความร่วมมือหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (Japan-Thailand Economic Partnership หรือ JTEP) ซึ่งรวมถึงการทำ FTA และในการเจรจาเรามองทั้งสองด้านคือ การลดภาษี และความร่วมมือ
แต่ที่ผ่านมา คนทั่วไปจับตามองเฉพาะประเด็นว่า ญี่ปุ่นจะลดภาษีสินค้าเกษตร 4 รายการสำคัญ คือ ข้าว แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาล และไก่ ให้ไทยหรือไม่ ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงแรกญี่ปุ่นไม่ต้องการลดภาษีสินค้าเกษตรให้ไทยเลย ต้องการนำสินค้าเกษตรทั้งหมดออกจากบัญชีลดภาษี
แต่หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หารือกับนายจุนอิชิโร โคอิซูมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ข้อสรุปว่า ไทยจะถอนข้าวออก ญี่ปุ่นจึงยอมนำสินค้าเกษตรที่เหลือเข้าสู่บัญชีลดภาษี เท่ากับว่า ขณะนี้มีเพียงข้าวรายการเดียวที่ไม่เข้าสู่บัญชีลดภาษี
การยอมถอยครั้งนี้ส่งผลดีให้สินค้าเกษตรอีก 700-800 รายการ ซึ่งจะได้ประโยชน์มาก หากญี่ปุ่นยอมลดภาษีให้ เช่น ประมงแช่แข็ง ญี่ปุ่นนำสินค้าประมงแปรรูปจากไทยมูลค่า 25,724 ล้านบาท หากญี่ปุ่นยอมลดภาษีให้ไทยลงอีกจากปัจจุบันอัตราภาษีอยู่ ระหว่าง 1-10%
ผัก-ผลไม้ ที่มีอัตราภาษี 3-25% มูลค่าส่งออกในปี 2546 สูงถึง 2,659 ล้านบาท นอกจากนี้เรามองถึงสินค้าไทยที่มีศักยภาพ แต่ญี่ปุ่นยังไม่นำเข้าจากไทย เช่น ถั่ว ข้าวโพดหวาน หน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ญี่ปุ่นมีความต้องการมาก แต่ไทยไม่สามารถเข้าไปทำตลาดในญี่ปุ่นได้
ไทยส่งออกสินค้าเกษตรเป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นผมยืนยันว่า การทำ JTEP ต้องมีรูปธรรมที่ชัดเจนว่า เราได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าเกษตรแค่ไหน ถ้าผลประโยชน์ไม่ชัด เราจะไม่ทำ FTA
ดันกลไก MRA แก้ปัญหา NTB
การเปิด FTA ผัก-ผลไม้กับจีนเป็นบทเรียนที่ดี เพราะพอลดภาษีจริง กลับพบว่ามีมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ดังนั้นในการเจรจาเราเน้นเรื่องความร่วมมือกับญี่ปุ่นผลิตสิ่งที่ตรงกับความต้องการของตลาด ยกระดับสินค้าให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งให้สามารถกระจายสินค้าได้ในตลาดญี่ปุ่น เราพยายามทำความตกลงร่วม (MRA) กับญี่ปุ่น ในเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตร
ผมเสนอว่า หากเราเป็นหุ้นส่วนกันต้องมีช่องทางที่รวดเร็วขึ้น เราไม่ต้องการทำอะไรที่ต่ำกว่ามาตรฐานของเขา เราต้องการข้ามมาตรฐานของเขา เราต้องการหากลไกความร่วมมือด้านเกษตร ซึ่ง MRA เป็นคำตอบ
สินค้าเกษตรที่มีสารตกค้างจะหมดไป เราพร้อม เราต้องปรับปรุง เรื่องนี้เป็นประโยชน์ของเขา ผมโน้มน้าวให้เขาลงทุนกับเรา ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานของญี่ปุ่น ผลิตอาหารแปรรูป ผัก ผลไม้ ออร์แกนิก ในไทยเพื่อส่งไปขายในตะวันออก กลาง ยุโรป
อีกเรื่องที่เห็นจากญี่ปุ่นคือ เขามีระบบสหกรณ์เป็นปึกแผ่นมากมีผู้ผลิต ผู้บริโภคและ กระจายสินค้า ไทยมีสหกรณ์ไม่เข้มแข็ง ผมอยากสร้างความเข้มแข็งและความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ไทยได้โนว์ฮาวจากญี่ปุ่นว่า ควรปลูกพืชผักอะไร มีวิธีป้องกันแมลงและบรรจุหีบห่ออย่างไร
ถ้าเราร่วมมือกัน เราจะได้โนว์ฮาวและตลาด ไทย-ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนกัน เขาจะบอกว่า เราควรผลิตอะไร และเขาจะกระจายสินค้าให้เรา ผลดีคือรายได้ที่สหกรณ์จะได้รับเพิ่มมากขึ้น เกษตรกรไทยจะพัฒนา
JTEP รอบ 5 เน้นร่วมมือ 8 สาขา
ความคืบหน้าล่าสุด จะมีการเจรจา JTEP รอบที่ 5 ระหว่างวันที่ 8-9 ธันวาคม 2547 ผมจะหารือกับนายฟุจิซากิ อิชิโร่ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น หัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายญี่ปุ่น เน้นคุยเรื่องความร่วมมือ 8 สาขา ได้แก่ SMEs, ท่องเที่ยว, ICT, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ทรัพยากรบุคคล, การค้าไร้กระดาษ, การให้บริการด้านการเงิน, การส่งเสริมการลงทุน
ทั้งหมดนี้เรามองว่า สาขาที่จะได้ประโยชน์ มากที่สุดคือ ท่องเที่ยว ในทางยุทธศาสตร์ ไทยเป็นศูนย์กลางอินโดจีน ญี่ปุ่นมีโนว์ฮาว ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะขยายอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ครอบคลุมทั้งภูมิภาคมีมาก และทุกฝ่ายได้ประโยชน์ อีกเรื่องคือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล
ในสนามบินสุวรรณภูมิเราจะใช้ระบบการค้าแบบไร้กระดาษ ซึ่งเราต้องการให้มีโครงการนำร่องระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อสามารถส่งออกผลไม้-กล้วยไม้ทางอากาศ ทำได้ง่ายขึ้น โดยให้มีระบบคอมพิวเตอร์เชื่อมกันระหว่างเอกชนไทย-ศุลกากรไทย-หน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของไทย-ศุลกากรญี่ปุ่น-หน่วยราชการญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยเสียค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยลง ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้ประโยชน์ ส่วนด้านบริการที่ญี่ปุ่นต้องการมากคือ โทรคมนาคม ธนาคาร ประกันภัย การขนส่ง ก่อสร้าง เราต้องดูว่าจะยอมได้มากแค่ไหน
ด้านการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในไทย เขาจึงกังวลว่า หากสหรัฐทำ FTA กับไทยแล้ว ไทยให้สิทธิประโยชน์กับสหรัฐมากกว่าญี่ปุ่น เขาจะรับไม่ได้ เราจึงรับปากเขาว่า จะดูให้อย่างดีที่สุด
สัมภาษณ์

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด