ไอเอ็มเอฟหนุนธปท. แทรกแซงบาท

"ไอเอ็มเอฟ" ห่วงปัญหาหนี้เสียแบงก์รัฐ หลังเห็นบทเรียน "กรุงไทย" เอ็นพีแอลพุ่งพรวด จี้รัฐบาลเลิกใช้สถาบันการเงินรัฐเป็นเครื่องมือหนุนปล่อยกู้ ย้ำความโปร่งใส แยกเม็ดเงินออกจากบัญชีปกติของธนาคาร แต่ชมนโยบายเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และมีความคืบหน้าแก้ปัญหาความยากจน หนุนแทรกแซงค่าบาท ให้มีความยืดหยุ่นแทนให้แข็งหรืออ่อนทางเดียว
หวังเป็นมาตรการป้องกันเก็งกำไร โดยวานนี้ ผู้ส่งออกแห่ทำสวอปหลัง ธปท.ให้แนวทาง ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่ากว่า 39.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
คณะกรรมการบริหารของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้มีการประชุมตั้งแต่วันที่ 1ก.ย.2547 และได้สรุปรายงานเสนอมายังประเทศไทยประเมินเศรษฐกิจ ฉบับล่าสุด
คณะกรรมการไอเอ็มเอฟได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่อง การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) จากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่มีขนาดใหญ่สุด ซึ่งหมายถึงธนาคารกรุงไทย พร้อมกันนี้ ได้แนะนำให้รัฐบาลดูแลธนาคารพาณิชย์ของรัฐให้ดำเนินธุรกรรมภายใต้หลักการเชิงพาณิชย์ แทนที่จะเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายสินเชื่อของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ ทางการไทยได้ยืนยันกับทางไอเอ็มเอฟ ว่า จะดูแลให้มีแนวทางที่ชัดเจนในการควบคุมปัญหาดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟ เห็นว่า สนับสนุนให้แบงก์รัฐดำเนินธุรกรรมภายใต้หลักการเชิงพาณิชย์ แทนที่จะเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายสินเชื่อของรัฐบาล นอกจากนั้น การใช้มาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งหมายถึงเงินนอกงบประมาณรวมอยู่ด้วยนั้น ต้องมีความโปร่งใสด้านงบประมาณ และแยกธุรกรรมตามนโยบายของรัฐออกจากธุรกรรมปกติของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ทาง ไอเอ็มเอฟ ได้ชมเชยทางการไทยว่ามีการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ดีต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในภาคการท่องเที่ยว และภาคเกษตร แต่อัตราเงินเฟ้อยังสามารถอยู่ระดับต่ำได้ อัตราการว่างงานยังคงลดลง ฐานะทางการคลังเกินดุล และพัฒนาการในตลาดเงินน่าพอใจ
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟ มีความเห็นด้วยว่า เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ตามปัจจัยพื้นทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยจากผลกระทบจากภายนอกได้ลดลง เนื่องจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น หนี้ต่างประเทศลดลง และระดับของเงินสำรองระหว่างประเทศพอเพียง
อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟ เห็นว่า ความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีอยู่ และเพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ทาง ไอเอ็มเอฟ ได้สนับสนุนให้ทางการไทยใช้โอกาสที่เศรษฐกิจขยายตัวนี้ ดำเนินการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎหมายต่อไป อีกทั้งให้ทางการไทย ดำเนินนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยมีเงินเฟ้อต่ำ ขณะเดียวกัน ก็ชมเชยรัฐบาลในส่วนของพัฒนาการแก้ปัญหาความยากจนที่ดีขึ้น
"คณะกรรมการบริหาร เห็นพ้องว่า การออกมาตรการปล่อยสินเชื่อ เพื่อการบริโภคล้วนเป็นสิ่งที่เหมาะสม และสนับสนุนให้ทางการไทยติดตามการขยายตัวของหนี้ภาคครัวเรือน และหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และลดความไม่สมดุลทางการเงิน" จากเอกสารไอเอ็มเอฟ
ทั้งนี้ ทาง ไอเอ็มเอฟ ยังได้สนับสนุนนโยบายที่จะเอื้อต่อการให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวอย่างยืดหยุ่นขึ้นทั้งขาขึ้นและขาลง รวมทั้งเห็นว่า การตัดสินใจของทางการในการแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศและการออกมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ช่วยลดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในภาวะที่การเคลื่อนย้ายของเงินทุนมีกำหนดระยะเวลาที่ไม่แน่นอน
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า การแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้มีความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนในทิศทางเดียวนั้น อาจเป็นความเสี่ยงต่องบดุลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเพิ่มแรงกดดันจากการเก็งกำไรในค่าเงินได้
ผู้ส่งออกลุยป้องกันความเสี่ยง
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ธปท.ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการส่งออกป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าด้วยการทำฟอร์เวิร์ด ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกได้เข้ามาทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงเป็นจำนวนมาก และทำให้ปริมาณธุรกรรมในวันนี้เป็นไปอย่างหนาแน่น
โดยค่าเงินบาทวานนี้ (2 ธ.ค.) เงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงเช้าค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 39.25-39.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงเช้าภาวะการซื้อขายยังมีไม่มากนัก แต่ในช่วงบ่ายมีแรงเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 39.10-39.12 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าสุดของวัน และแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน
?ธุรกรรมวันนี้เป็นแรงเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากผู้ประกอบการส่งออกแตกตื่นกับข่าวที่ผู้ว่าการ ธปท.ออกมาระบุให้ผู้ประกอบการส่งออกป้องกันความเสี่ยงจนเกิดแรงเทขายดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้โดยภาพรวมค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเองก็ยังแย่อยู่ แม้วันก่อนหน้านี้ตัวเลขเศรษฐกิจจะประกาศออกมาดี แต่นักลงทุนยังไม่มั่นใจในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับจีนและรัสเซียก็เทขายสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ออกมา ทำให้ค่าเงินภูมิภาคแข็งค่าแทบทุกสกุล ยกเว้นเงินเยนที่วันนี้มีรีบาวนด์กลับมาบ้าง?
นักบริหารเงินกล่าวว่า แนวโน้มเงินบาทในระยะต่อไปยังสามารถแข็งค่าขึ้นได้อีก โดยเฉพาะหากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นได้อีก ก็จะทำให้เงินบาทแตะระดับ 39.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ โดยในวันนี้คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในระดับ 39.00-39.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ม.หอการค้าทำนายปีนี้หลายปัจจัยลบ
ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2547 แนวโน้มปี 2548 ว่า แม้ปีนี้จะมีปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ อาทิ สถานการณ์ไข้หวัดนก ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว 0.5% ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ที่กระทบเศรษฐกิจประเทศ 0.1% แต่เศรษฐกิจก็ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่สูงถึง 5% ส่งผลให้ปริมาณการค้าโลก เติบโต 8.8% จนทำให้ไทยสามารถส่งออกได้ดี โดยทั้งปี 2547 การส่งออกจะขยายตัวถึง 22.9% มูลค่า 95,979 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนจีดีพี 50% และทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้ดี
อย่างไรก็ตาม ปี 2547 ถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนถ่าย เพราะการนำเข้าสินค้าทุนปีนี้ค่อนข้างสูง โดยช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่านำเข้า 69,775 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 30.4% โดยสินค้านำเข้าสูงสุด ได้แก่ สินค้าทุน 30,671 ล้านดอลลาร์สหรัฐ วัตถุดิบ 19,439 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และน้ำมัน 9,455 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ไทยยังคงเกินดุลการค้า 295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดุลบริการและดุลบริจาคเกินดุล 3,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 4,265 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้อานิสงส์จากการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของรัฐ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวได้ดี โดยราคาน้ำมันดีเซลที่อุตสาหกรรมรับได้ คือ 15.29 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันดีเซลราคาอยู่ที่ 14.59 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาครัฐก็มีนโยบายปล่อยสินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ส่งผลให้เกิดธุรกิจใหม่และเศรษฐกิจในประเทศเดินหน้า ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจตลอดปี 2547 อยู่ที่ 6.3% อัตราเงินเฟ้อ 2.8%
สำหรับค่าเงินปี 2547 ถือว่า ยังมีเสถียรภาพ แม้ช่วงปลายปีจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากการดำเนินนโยบายค่าเงินอ่อนของสหรัฐทำให้ค่าเงินในเอเชีย และสหภาพยุโรปแข็งขึ้นทันที โดยคาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวที่ 39-40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
คาดปีหน้าศก.ขยายตัว 5.5%
ดร.ธนวรรธน์ ยังกล่าวถึวแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2548 ว่า เศรษฐกิจโลกยังเป็นขาขึ้น แม้ต้องเผชิญภาวะเงินบาทแข็งค่า แต่ก็เป็นภาวะที่คู่แข่งต้องเผชิญเช่นกัน ทำให้ไทยไม่สูญเสียความสามารถแข่งขัน และการส่งออกจะยังขยายตัว 15% มูลค่า 110,376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทที่แข็งค่าทั้งปีจะอยู่ที่ 38-39 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนตัวลงไปอีก 10% ส่งผลต่อการขยายตัวของการส่งออก จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลง
"ปีหน้ารัฐบาลจะต้องเน้นบริหารภาวะเงินเฟ้อสูง จากผลการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล โดยทั้งปีเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.5% ภาวะขาดดุลการค้าจากค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทำให้การส่งออกน้อยลง ดังนั้น รัฐควรหันไปเน้นเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน หาตลาดใหม่ รวมถึงบริหารพลังงาน ซึ่งมั่นใจว่า เศรษฐกิจทั้งปี 2548 จะโต 5.5%" ดร.ธนวรรธน์ กล่าว
ชี้ปีหน้าขาดดุลการค้าครั้งแรกรอบ7ปี
อย่างไรก็ตาม ปีหน้า รัฐบาลไทยยังมีปัจจัยบวก การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน โครงการเอสเอ็มแอล เป็นต้น และยังมีโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ รวมถึงเปิดให้บริการท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ จะสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ขณะที่การนำเข้าสินค้าบางประเภทสูงขึ้น ทำให้การนำเข้าขยายตัวสูง 19% มูลค่า 112,612 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลดุลการค้าขาดดุล 2,236 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกรอบ 7 ปี แต่จะยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 3,164 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะการกระตุ้นการท่องเที่ยว
ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ปี 2548 อัตราดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวสูงขึ้น อีก 0.5-0.75% ตามกระแสต่างประเทศแต่ไม่น่าจะสูงขึ้นเท่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ โดยทุกๆ อัตราที่สูงขึ้น 0.25% จะส่งผลต่อการชะลอการใช้จ่าย 6 หมื่นล้านบาท หรือ 2% ของจีดีพี ทั้งนี้ การชะลอตัวการบริโภคน่าจะเกิดขึ้นกับสินค้าถาวร ได้แก่ รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยังส่งผลต่อการชะลอตัวการลงทุน
ลอยตัวดีเซล-เบนซินบริโภคหด 6 หมื่นล.
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบ ได้แก่ เรื่องราคาน้ำมัน โดยเดือน มี.ค.ปีหน้า ราคาน้ำมันดีเซลจะลอยตัว ขณะที่ระดับราคาที่คาดว่าน้ำมันดิบตลาดนิวยอร์กจะอยู่ที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และคาดว่า ทั้งปีอยู่ที่ 40-45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกปีหน้าทั้งเบนซินและดีเซล จะอยู่ที่ 20 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ หากรัฐมีการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล ในอัตรา 2 บาทต่อลิตร จะทำให้การบริโภคหดตัว 3 หมื่นล้านบาท และหากลอยตัวเพิ่ม 4 บาทต่อลิตรจะทำให้การบริโภคหดตัว 8 หมื่นล้านบาท โดยการลอยตัวราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลจะทำให้การบริโภคหดตัว 6 หมื่นล้านบาท หรือ 1% ของจีดีพี
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ได้แก่ ปัญหาไข้หวัดนกที่อาจกลับมาอีกครั้ง โดยจะทำให้การส่งออกไก่สดแช่แข็ง ลดลง 2.5-3 หมื่นล้านบาท ในส่วนปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากไม่เกิดความรุนแรงอีกจะไม่สร้างผลกระทบในวงกว้าง

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด