ทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยน และการปรับดุลยภาพเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยหรือตัวแปรทางเศรษฐกิจ ที่กำหนดความเคลื่อนไหวของค่าเงิน และธุรกรรมในตลาดปริวรรตเงินตรานั้น มีมากมายและมีพลวัตสูง การคาดการณ์หรือพยากรณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราจึงเป็นเรื่องยาก
มีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จำนวนมากที่พยายามพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน และระบบอัตราแลกเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงอัตราแลกเปลี่ยนส่งมอบทันที (Spot Rate)
เริ่มต้นจาก ทฤษฎีอำนาจซื้อเสมอภาค (Theory of Purchasing Power Parity) อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งผู้ที่ทำให้ทฤษฎีนี้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป คือ Gustav Cassel ทฤษฎีได้ถูกพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ.1920 โดยมีพื้นฐานจากกฎของสินค้าราคาเดียว (The Law of one price)
กฎของสินค้าราคาเดียวได้อธิบายว่า ราคาสินค้าหรือบริการควรมีราคาเดียวเท่ากันในทุกๆ ตลาด แต่ในทางปฏิบัตินักธุรกิจพยายามแสวงหากำไร โดยการซื้อสินคาราคาถูกจากตลาดหนึ่ง แล้วนำไปจำหน่ายในอีกตลาดหนึ่งที่ราคาแพงกว่า ซึ่งเป็นการค้ากำไรจากความแตกต่างของราคาสินค้า การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ของสินค้าในตลาดที่มีราคาต่ำจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การเพิ่มขึ้นของอุปทานของสินค้าในตลาดที่มีราคาสูงกว่าจะทำให้สินค้ามีราคาลดลง
ทฤษฎีดอกเบี้ยเสมอภาค ถือเป็นหลักสำคัญของการทำธุรกรรมทางด้านการเงินระหว่างประเทศซึ่ง จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เป็นคนแรกๆ ที่ได้พัฒนาทฤษฎีนี้ขึ้นมาในปี ค.ศ.1930 อธิบายว่า กฎของราคาหลักทรัพย์ควรมีราคาเดียวในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีการระบุสกุลเงินตราในการซื้อขาย ราคาหลักทรัพย์ควรมีราคาเดียวในทุกๆตลาด
นักเศรษฐศาสตร์อย่าง Irving Fisher พัฒนาทฤษฎี Fisher Effects ขึ้นมา และอธิบายว่า ในตลาดเงินแต่ละประเทศ อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน (Nominal Interest Rate) จะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยแท้จริงบวกอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในแต่ละตลาดจะมีแนวโน้มเท่ากัน และมีการพัฒนาทฤษฎีนี้ต่อเป็น International Fisher Effects ระบุว่า อัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงไปเท่ากับความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงินของสองสกุล
มีทฤษฎีอื่นที่อธิบายถึงความเคลื่อนไหวของค่าเงิน แม้นทฤษฎีเหล่านี้ได้วางรากฐานสำคัญในการทำให้เกิดความเข้าใจตลาดการเงินระหว่างประเทศ มักมีข้อจำกัดในการอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากตลาดการเงินไม่ได้มีการแข่งขันเสรีจริง มีกฎระเบียบ มีการควบคุม มีการเก็บภาษี หรือมีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม การเคลื่อนย้ายทุนระยะสั้น อาจทำให้ค่าเงินไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปีหน้าแม้นชะลอตัวลงก็ไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกอาจจะเป็นปัญหาได้ และมีส่วนเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลหลัก รวมทั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนของเอเชียบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีน
ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกนั้นสะสมต่อเนื่องมาหลายปี สหรัฐเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลกและมีปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง ปัญหานี้เป็นผลมาจากการใช้จ่ายเกินตัว การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2546 สูงถึง 5.4 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขาดดุลต่อเนื่องจากปี 2545 ที่มี 4.6 แสนล้านดอลลาร์ ปี 2547 ครึ่งปีแรก ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดปาเข้าไป 2.8 แสนล้านดอลลาร์
แม้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะขยายตัวค่อนข้างดีในปี 2547 แต่เป็นผลมาจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินและการคลังอย่างสุดๆ โดยเฉพาะนโยบายการคลังที่มีการขาดดุลติดลบ 4.9% ของจีดีพี อาจทำให้เกิดปัญหาความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ความเสี่ยงที่พอจะคาดการณ์ได้ ก็คือ การปล่อยให้เงินเฟ้อสูงและการอ่อนตัวของดอลลาร์
ผู้บริหารกองทุนการเงินระหว่างประเทศออกมาชี้นำว่า การอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์จะช่วยปรับสมดุลของเศรษฐกิจโลกและไม่ลืมที่จะให้ความเห็นว่า จีนควรจะปล่อยให้ค่าเงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ส่วน ประธานเฟด อลัน กรีนสแปน กลับเตือนว่า การลอยตัวค่าเงินหยวนเร็วเกินไปโดยที่ยังไม่พร้อมจะกระทบต่อระบบธนาคารของจีนให้อ่อนแอลงอีก และอาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกได้
อลัน กรีนสแปน ระบุไว้ในหนังสือถึงนายริชาร์ด เชลบี้ ประธานคณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภาว่า สินเชื่อธนาคารมากถึง 50% เป็นเอ็นพีแอลสะท้อนความอ่อนแอของระบบธนาคาร หากมีการยกเลิกการควบคุมเงินทุน ซึ่งจำเป็นต่อการปรับระบบค่าเงิน อาจเป็นต้นเหตุให้เงินฝากไหลออกจากระบบธนาคารจีนและนำมาสู่ภาวะไร้เสถียรภาพทางการเงินได้ ก็ใช่ว่าแรงกดดันภายนอกจะไปทิศทางเดียวกันหมด
สิ่งที่น่าจะเป็นแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อความจำเป็นในการปรับค่าเงิน คือ ภาวะไม่สมดุลของเศรษฐกิจภายในของจีนเอง ขณะที่มีเสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแก้ปัญหาการตีตลาดของสินค้าจีนและการขาดดุลการค้าจำนวนมหาศาลจากผู้ประกอบการ เจ้าของอุตสาหกรรม นักการเมือง และผู้ใช้แรงงานชาวอเมริกัน
มูลค่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับจีนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อ ก.ย.46 แตะระดับ 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่า ปี 2546 สหรัฐมีสิทธิขาดดุลการค้ากับจีนราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1.03 แสนล้านดอลลาร์
การขยายตัวของการขาดดุลการค้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้นสร้างความวิตกกังวลให้กับบรรดาสมาชิกสภาคองเกรส สิ่งนี้เมื่อบวกเข้ากับเสียงบ่นดังๆ จากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมสหรัฐ และการเรียกร้องปกป้องตำแหน่งงานของกลุ่มสหภาพแรงงาน กลายเป็นเงื่อนไขที่สุกงอมพอที่จะทำให้มีการเสนอกฎหมาย เพื่อตั้งกำแพงภาษีสินค้า มีการนำเสนอให้ตั้งกำแพงภาษีกีดกันสินค้าจากจีน หรือไม่งั้นจีนต้องปรับค่าเงินให้แข็งขึ้นภายใน 180 วัน
หากอเมริกันชนรัดเข็มขัดมากขึ้น ระมัดระวังในการซื้อสินค้าจากต่างชาติมากขึ้น กีดกันสินค้าต่างชาติด้วยมาตรการไม่ใช่ภาษีทั้งหลาย ส่งออกไทยก็อย่าได้ไปหวังตลาดสหรัฐมากนัก
วิธีง่ายที่สุดในการปรับดุลยภาพและความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ปล่อยให้ค่าเงินปรับตัวเต็มที่ตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยไม่แทรกแซง ความยาก ก็คือ ไม่มีประเทศไหนที่ไม่แทรกแซงหรือเข้าไปจัดการค่าเงินหากคาดการณ์ได้ว่า การปรับค่าเงินจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของตัวเอง
ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ .. พลวัตเศรษฐกิจ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด