สปสช.ดันยาต้านไวรัสเอชไอวี เข้าชุดสิทธิประโยชน์ 30 บาท

สปสช.เตรียมเพิ่มชุดสิทธิประโยชน์นำยาต้านไวรัสเอชไอวีเข้าโครงการ 30 บาท คาดได้ผลสรุปต้นปี 2548 เผยมีผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับยาปีหน้ามากกว่า 1 แสนรายและจะเพิ่มเป็น 5 เท่าภายในปี 2553 พร้อมจัดหางบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ในโครงการด้วย
นพ.ปิยะ เนตรวิเชียร รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีนางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานบอร์ด ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการและติดตามประเมินผลการเพิ่มยาต้านไวรัสเอชไอวี ในชุดสิทธิประโยชน์โดยมี นพ.จรัล ตฤณวุฒิพงศ์ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เพื่อหาแนวทางและติดตามประเมินผลการดำเนินงานเพิ่มยาต้านไวรัส ให้อยู่ในประเภทขอบเขตบริการสาธารณสุขในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพิจารณาต่อไป
นพ.ปิยะกล่าวว่า โรคเอดส์เป็นโรคติดต่อเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยาต่อเนื่องตลอดชีวิต การขาดยาจะนำไปสู่การเจ็บป่วย เสียชีวิต การดื้อยาและการติดเชื้อฉวยโอกาส จะต้องมีการจัดทำระบบจัดหายา การส่งยาให้ถึงผู้ป่วย การจัดระบบการส่งต่อ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีระบบ และงบประมาณที่จะใช้ทั้งหมดซึ่งคณะทำงานทั้ง 2 คณะจะเร่งสรุปภายในเดือนธันวาคมนี้ ก่อนเสนอเข้าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(โครงการ 30 บาท) พิจารณาในต้นปีหน้า
นพ.ปิยะกล่าวว่า จากการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยเอดส์ที่ต้องได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี ตั้งแต่ปี 2549-2553 พบว่าในปี 2549 มีผู้ต้องได้รับยาต้านไวรัสจำนวน 118,744 คน และจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวใน 5 ปีข้างหน้าคือปี 2553 เป็น 224,430 คน แม้ว่าที่ผ่านจะมีผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาจากโครงการพัฒนาระบบบริการและติดตามผลการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ด้วยยาต้านไวรัสเอชไอวีในประเทศไทย(NAPHA) ตั้งแต่ปี2543-2547ทั้งสิ้นแล้ว 50,752 ราย โดยมีโรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 914 แห่ง
นพ.ปิยะกล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในประเทศไทยประมาณ 60-70 คนต่อวัน ผู้ป่วยที่อยู่ในโครงการประกันสังคมและโครงการหลักประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค นอกจากจะได้รับสิทธิ์ในการรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสทั้ง 2 โครงการยังได้ขยายสิทธิ์ให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสจีพีโอเวียร์อีกด้วย โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 800 ล้านบาท สำหรับการจัดหายาต้านไวรัสในโครงการหลักประกันสุขภาพโดยมีเป้าหมายสำหรับผู้ป่วยประมาณ 50,000 ราย

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด