หอค้าชี้ปีหน้าสัญญาณชัด เศรษฐกิจชะลอ-การค้าขาดดุล

หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่หอการค้าไทย นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดแถลงข่าวถึงการสรุปภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2547 และแนวโน้มเศรษฐกิจ ปี 2548
@ "ส่งออก-น้ำมัน"ดันศก.ปีนี้โต
"สภาวะเศรษฐกิจปี 2547 ของประเทศไทย ยังขยายตัวได้ดี โดยมีการขยายตัวประมาณ 6.3% ซึ่งชะลอตัวลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย สาเหตุการขยายดังกล่าวเป็นผลมาจากการได้รับอานิสงส์จากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่มีการขยายตัวถึง 5% ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีการขยายตัวด้านการค้ามีถึง 8.8% ซึ่งถือได้ว่าเศรษฐกิจของทุกประเทศมีลักษณะการขยายตัวในทิศทางขาขึ้น โดยสหรัฐขยายตัว 4% ญี่ปุ่น 4% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นผลการจากขยายตัวดังกล่าว ทำให้ทั่วโลกมีการสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อการลงทุน และการบริโภคมากขึ้น ทำให้การส่งออกภาพรวมการส่งออกสินค้าของไทย มีการขยายตัวสูงมาก ถึงประมาณ 9 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 23%
ที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์เบื้องต้นของไทยจะประสบปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องไข้หวัดนก สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน แต่ผลจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวขึ้น ทำให้ไทยไม่ได้รับผลกระทบต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจมากนัก ประกอบกับที่ผ่านมารัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ที่ 14.95 สตางค์ ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ภาคธุรกิจ ไม่ต้องปรับราคาสินค้ามากนัก จึงพยุงให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น
ทั้งนี้ สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 6.3% เนื่องจากมีการส่งออกได้มาก มีปริมาณการผลิตสูง โดยภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 9% ซึ่งเป็นตัวชี้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ในระดับสูง เพราะว่าในไตรมาสที่ 1 ภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจเติบโต 6.6% ไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 7.5% และไตรมาสที่ 3 ขยายตัว 7.6% อีกทั้งในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ ก็มียอดการสั่งซื้อจากต่างประเทศของยอดการผลิตต่างๆ สูงมาก ซึ่งในไตรมาสที่ 4 ประเทศไทยน่าจะมีการสั่งซื้อสินค้ามามาก ทำให้ทั้งปี เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 6.3%
ในด้านการนำเข้านั้น ปี 2547 ถือเป็นปีแรกแห่งการเปลี่ยนถ่าย เนื่องจากการนำเข้าสินค้าทุนในปีนี้ค่อนข้างสูง เนื่องจากผู้ประกอบการเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น การลงทุนเครื่องและอุปกรณ์ในการผลิตจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดย 10 เดือนแรกปีนี้มีการนำเข้ามูลค่า 69,775.0 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 30.4% โดยหมวดสินค้าที่นำเข้าสูงสุดคือสินค้าทุน 30,671.0 ล้านดอลลาร์
สำหรับปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้สภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก คือ ราคาน้ำมัน ที่ยังไม่มีการปรับราคาที่สูงขึ้นมาก โดยการสำรวจความเห็นของภาคอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทย จำนวนกว่า 400 ราย พบว่าระดับราคาน้ำมันปัจจุบันยังเป็นอัตราที่ยังรับได้ โดยเฉพาะระดับราคาน้ำมันเบนซินที่ 15.29 สตางค์ต่อลิตร เป็นระดับที่ไม่น่าจะไม่มีผลกระทบต่อการผลิต ทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้ในระดับสูง
@ ปี"48มีสัญญาณชะลอตัว
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2548 ขณะนี้ มีสัญญาณชี้ชัดออกมามากขึ้นว่า เศรษฐกิจไทยมีการชะลอตัว เนื่องจากตัวเลขการบริโภคที่ในช่วงต้นปีขยายไปปริมาณ 5% แต่เดือนตุลาคม ขยายตัวประมาณ 2.1% จะเห็นได้ว่าการบริโภคชะลอตัวลง ซึ่งจะส่งผลทำให้การลงทุนก็เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจ ที่แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มบริโภคน้อยลง ภาคธุรกิจเริ่มจ้างงานและลงทุนลดลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจของธุรกิจ
เมื่อมองภาพรวมปีหน้าแม้ปัจจัยบวกที่มีอยู่มาก อาทิ การที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้งบประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท ผ่านเมกะโปรเจ็คต์หรือโครงการขนาดใหญ่ ปีละประมาณ 4 แสนล้านบาท ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการปล่อยสินเชื่อ ผ่านธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) หรือนโยบายประชานิยมต่างๆ แต่ปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่สูงมาก โดยเฉพาะการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเบื้องต้นจะขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในปีหน้าอยู่ที่ระดับ 20 บาทต่อลิตร และมีความเป็นไปได้ว่าราคาน้ำมันดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการขนส่งและราคาสินค้าที่จะต้องมีการปรับตัวตาม ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสูญเสียความสามารถในการหารายได้ประมาณ 6-8 หมื่นล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ปัจจัยต่อคือเรื่องภาวะเงินเฟ้อ สืบเนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และราคาพลังงานสูงขึ้น ทำให้ประชาชนต้องจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และใช้เงินมากขึ้น ทำให้สูญเสียอำนาจการซื้อ 3-5 หมื่นล้านต่อปี ต่อมาคือเรื่องอัตราดอกเบี้ย ที่จะมีการปรับตัวขึ้น 0.5-0.75% ทำให้ปริมาณการบริโภคและการลงทุนหายไปประมาณ 6 หมื่นล้านบาท
และอีกประเด็นคือเรื่องปัญหาไข้หวัด ที่หากเกิดเหตุรอบ 3 จะทำให้ส่งออกสินค้าไก่ไม่ได้ และกระทบต่ออุตสาหกรรม อาจจะทำให้ภาคอุตสาหกรรมไก่ของไทย กระทบ 2-3 หมื่นล้านบาท และปัญหาชายแดนภาคใต้ จะเป็นปัจจัยลบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะด้านจิตวิทยาการลงทุน ซึ่งแม้ว่าปัจจัยนี้จะส่งผลกระทบไม่มากนัก แต่ถ้าหากมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นอีกก็อาจทำให้ผลกระทบน่าจะเกิดมากขึ้น
@ ขาดดุลการค้าครั้งแรกในรอบ7ปี
ในส่วนของค่าเงินบาท คาดการณ์ว่าจะมีการปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็น 38.50 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับปี 2547 ที่อยู่ที่ 39.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่อยู่ในระดับที่ไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากสถานการณ์การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ไม่ได้มีผลเฉพาะต่อไทยเท่านั้น แต่มีผลต่อประเทศคู่แข่งของไทยด้วย ทำให้สถานการณ์ในการส่งออกสินค้าของไทยยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยคาดว่าการส่งออกปีหน้าจะขยายตัว 15% ส่วนการนำเข้าคาดว่าจะขยายตัว 19%
ซึ่งหากพิจารณาโดยใช้ปัจจัยบวกและปัจจัยลบ หักล้างกัน น่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวทางลดลง อยู่ที่ 5.5% ชะลอตัวลงประมาณ 0.8% จากปี 2547
และปี 2548 จะเป็นปีที่ประเทศไทยมีปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เริ่มที่จะต้องจับตามองเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.5-4% สูงจากปี 2547 ที่เงินเฟ้อ อยู่ที่ 2.8% &
นอกจากนี้ ปีหน้าไทยจะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง โดยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปี 2547 ที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัด 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
และปีหน้าจะเป็นปีแรกที่ไทยจะขาดดุลการค้าในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา โดยคาดว่าจะขาดดุลการค้าประมาณ 2,236 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.3% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ(จีดีพี

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด