มหัศจรรย์..เอสพีวี ฮั้วกินรวบระดับชาติ

แม้กระแสมหกรรมการตลาด "จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" จะแผ่วปลายไปบ้างแล้ว แต่กระแสสโลแกน 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง ได้ให้ความหวัง อันเพริศแพร้ว แก่ชนชั้น ระดับรากหญ้าได้ไม่น้อย
ด้วย 4 ปีสร้างที่ว่านั้น จะช่วยให้คนไทยหายจน... เกษตรกรไทยจะมีทางเลือกใหม่ในชีวิต
ด้วยรัฐบาลไทยรักไทย ได้มีมติจัดตั้งบริษัทที่เรียกว่า นิติบุคคลสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร หรือ SPV ขึ้นมา ดูแลการทำมาหากินของเกษตรกรทั้งระบบ
ดูแลตั้งแต่เรื่องการให้กู้ยืมทุน จะไม่ให้กู้เป็นเงินสด แต่ให้กู้เป็นปัจจัยทางการผลิตแทน ใครอยากเลี้ยงวัวก็ให้กู้เป็นลูกวัว ใครอยากปลูกปาล์มน้ำมันก็ให้พันธุ์ปาล์มไป ถึงเวลาใช้หนี้ก็ให้เอาวัวที่เลี้ยง เอาผลปาล์มที่ปลูกมาใช้หนี้แทนเงิน แล้วบริษัทจะเอาผลผลิตไปขายให้ หักกลบลบหนี้แล้ว ได้กำไรเท่าไร...เป็นของเกษตรกรหมด
กู้เอาพันธุ์สัตว์ไปเลี้ยง เอาพันธุ์พืชไปปลูก...ไม่ต้องกลัวขาดทุน ไม่ต้องกลัวจะมีหนี้พอกพูนเหมือนที่ผ่านมา เพราะบริษัท SPV จะประกันราคารับซื้อผลผลิตไว้ล่วงหน้า
หรือพูดง่ายๆ เกษตรกรแทบไม่ต้องทำอะไร มีหน้าที่แค่เพียงเป็นผู้รับจ้างเลี้ยง รับจ้างปลูก...เรื่องต้นทุนการผลิต การตลาดระบายสินค้า SPV ดูแลให้หมดครบวงจร
ฟังแล้วชวนให้คนไทยเห็น SPV เป็นของแปลกใหม่...4 ปีข้างหน้า เกษตรกรไทยคงจะลืมตาอ้าปากได้ อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ก่อนจะเคลิ้มฝันไปมากกว่านี้...ลองมาทบทวนประวัติศาสตร์ซิว่า SPV ที่ว่า เป็นของใหม่สำหรับเมืองไทยหรือเปล่า
ไม่ใหม่เลย...ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เคยทำมาก่อน ตั้งแต่ปี 2523 โน้นแล้ว
ยุคนั้น ธ.ก.ส.ไม่ให้เกษตรกรกู้เป็นเงิน ให้กู้เป็นปัจจัยการผลิต ให้กู้เป็นปุ๋ยเป็นรถไถ เครื่องจักร เครื่องกล เป็นยาปราบศัตรูพืช รวมทั้งกู้ไปเป็นพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์
เกษตรกรรายใด อยากได้ปุ๋ย รถไถ ยาปราบศัตรูพืชยี่ห้ออะไร หรือจะเอาพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์แบบไหน...มีแคตตาล็อกให้เกษตรกรเลือกชี้ เลือกใช้ ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด เมื่อเกษตรกรตกลงทำสัญญากู้ ก็เอาตั๋วคูปองจาก ธ.ก.ส. ไปรับปัจจัยการผลิตจากบริษัทห้างร้านได้ทันที
แต่โครงการนี้ต้องมาเลิกเอาในปี 2533 เนื่องจากสร้างผลกระทบต่อนายทุนในชนบทที่ขายปัจจัยการผลิตไม่ได้ เลยมีการสร้างภาพให้เห็นว่า สินค้าที่ ธ.ก.ส.นำมาให้เกษตรกรกู้นั้น แพงกว่าท้องตลาด อย่างที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีข่าวรถไถควายเหล็กของพ่อค้าในอยุธยา ราคาถูกกว่าของ ธ.ก.ส. 1,000 บาท
ธ.ก.ส.เห็นราคาถูกกว่าจริง จะขอเหมาซื้อยกร้านมาขายให้เกษตรกร...พ่อค้ากลับไม่ยอมขายให้
ด้วยเบื้องหลัง ขายรถไถควายเหล็กในราคาที่ถูกกว่า 1,000 บาท ขายให้ได้แค่คันเดียว... เพื่อสร้างภาพให้เป็นข่าวล้มโครงการเท่านั้นเอง
ถึงแม้เจ้าหน้าที่จะรู้ทันเกมพ่อค้า แต่ด้วยพ่อค้านายทุนปัจจัยการผลิตล้วนมีฐานะเป็นหัวคะแนนใหญ่...ฝ่ายการเมืองต้องเกรงใจ โครงการจึงถูกยกเลิกไป ด้วยเหตุผล ธ.ก.ส.เป็นธนาคารมีหน้าที่ปล่อยเงินกู้ ไม่มีหน้าที่จะมาดูแลเรื่องปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกร
แต่ ธ.ก.ส.ก็ไม่ลดละความพยายาม ปี 2534 ผุดโครงการใหม่ จับมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนับสนุนให้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. จัดตั้ง ?สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.(สกต.)?
ให้ สกต. เป็นผู้จัดหาปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรแทน ธ.ก.ส. ด้วยความเชื่อในทฤษฎี...เหมาโหลถูกกว่าซื้อทีละชิ้น
เกษตรกรหลายคนรวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตพร้อมกันทีเดียวจำนวนมาก... สามารถซื้อปัจจัยผลิตได้ถูกกว่าให้เกษตรแต่ละคนไปซื้อกันเอง เลยทำให้ สกต.ยังมีอยู่คู่ประเทศไทย 74 แห่ง มาจนทุกวันนี้
ถึงรูปการดำเนินงานธุรกิจของ สกต.จะไม่ครบวงจรเท่า SPV เนื่องจาก สกต.ไม่ได้ประกันราคาพืชผล และไม่ได้เป็นผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรเองก็ตาม
แต่ สกต.ก็ทำหน้าที่คล้าย SPV กลายๆ...กล่าวคือ เมื่อมีผลผลิตออกมาสกต.จะไม่ให้เกษตรกรรีบขายผลผลิต ให้เอาผลผลิตมาขายรวมกันเพื่อจะได้มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้ามากขึ้น...ให้ราคาต่ำ เกษตรกรพร้อมใจไม่ขาย รอให้ราคาสูงเสียก่อนถึงจะขาย
ไม่เพียงเท่านั้น ที่ผ่านมาโครงการเกษตรครบวงจร บริหารโดยบริษัทนิติบุคคลแบบเอกชน มีการให้กู้เป็นปัจจัยการผลิต ประกันราคารับซื้อแบบเดียวกับ SPV...เมืองไทยไม่ใช่ไม่เคยทำ
ที่ผ่านมีบริษัทหลายแห่งเคยทำธุรกิจแบบ SPV มาแล้วทั้งนั้น...มีทั้งให้เกษตรกรเลี้ยงไก่, ปลูกทานตะวัน, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ลูกเดือย, หน่อไม้ฝรั่ง
แต่โครงการต้องพัง ด้วยเหตุผล...บริษัทเอกชนอุตส่าห์ประกันราคารับซื้อ แต่พอบริษัทอื่นซึ่งไม่ได้ลงทุน ไม่ได้เสี่ยงมาตั้งแต่ต้น ให้ราคารับซื้อดีกว่า เกษตรกรก็เบี้ยวสัญญา เอาผลผลิตไปขายให้นายทุนเจ้าอื่นแทน
SPV โครงการในฝันของรัฐบาล...จะเป็นเช่นนั้นอีกหรือไม่
?เกษตรกรได้ประโยชน์จาก SPV แค่ไหน ผมไม่แน่ใจ แต่กลุ่มนักการเมืองที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในทางธุรกิจ ได้ประโยชน์จากโครงการนี้อย่างไม่ต้องสงสัย?
ดร.อนันต์ ดาโลดม ส.ว.สุราษฎร์ธานี อดีตรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ให้ความเห็นสรุปแบบสั้นๆ
?รัฐบาลนี้จัดตั้งองค์กรนิติบุคคล บริหารงานแบบเอกชนอย่างนี้มาแล้วหลายโครงการและก็ขาดทุน อย่างอีลิทการ์ด บริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง ห้องปฏิบัติการกลางเพื่อการส่งออก สาเหตุการขาดทุนส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนในการบริหารแพงเกินไป
เพราะตั้งเงินเดือนให้ผู้บริหารสูงมาก แต่ละคนกินเงินเดือนเป็นแสน และ SPV ที่จะตั้งขึ้นมา มีผู้บริหาร 11 คน คนที่ผลประโยชน์จากตรงนี้โดยตรงไม่ใช่เกษตรกร แต่เป็นคนที่ใกล้ชิดกับนักการเมือง ที่ถูกส่งมานั่งกินเงินเดือนแพง เท่านั้นเอง?
นอกจากนั้น การตั้ง SPV ขึ้นมาปล่อยกู้ปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกร... บริษัท SPV ไม่ได้ผลิตพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ไม่ได้ผลิตปุ๋ยยาเอง
จะเอามาให้เกษตรกรกู้ บริษัท SPV ต้องไปติดต่อซื้อมาจากบริษัทเอกชนอีกทีหนึ่ง...แน่นอน บริษัทเอกชนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนักการเมืองได้ประโยชน์
แค่นั้นไม่พอ ขั้นตอนการรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร ก็ยังมีจุดเอื้อประโยชน์ให้มีการฮั้วทุจริตมหาศาลอีก ด้วยระบบ SPV มีการประกันราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร...เกษตรกรผลิตทุกอย่างมาได้ SPV จะดูแลเรื่องการตลาดให้ ได้ผลผลิตทางการเกษตรมาแล้ว SPV จะทำการตลาด จะระบายสินค้าเหล่านั้นอย่างไร...SPV มีโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรเองหรือไม่...ไม่มี
เมื่อสินค้ามีมากระบายไม่ทัน เก็บไว้นานไม่มีที่เก็บ...เดี๋ยวสินค้าจะเสียหาย
ในที่สุดต้องประมูลขายในราคาถูก ขายเลหลัง...แบบเดียวกับโกงข้าวโกงลำไย ที่เอื้อให้เอกชนพรรคพวก ประมูลช้อนซื้อในราคาถูก จนร่ำรวยสะดือปลิ้นใช่หรือไม่
เอกชนฟันกำไร...SPV ขาดทุน...รัฐบาลก็ต้องเอาเงินไปอุดหนุน...ก็เงินภาษีอากรของคนทั้งประเทศใช่หรือไม่
ดร.อนันต์ ให้ข้อคิด...SPV จะทำให้ระบบสหกรณ์พัง
เพราะการให้กู้เป็นปัจจัยการผลิต และใช้หนี้เป็นผลผลิตทางการเกษตรแบบ SPV ในชนบทเมืองไทยมีทำมาตั้งนานแล้ว...แบบที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ?ตกเขียว?
ในอดีตเกษตรกรจะปลูกอะไร อยากจะได้พันธุ์พืช ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ไปยืมมาจากเถ้าแก่ในอำเภอได้ พอผลผลิตออกมา ก็เอามาขายใช้หนี้ให้เถ้าแก่
แต่เนื่องจาก SPV แบบเก่า เถ้าแก่ตีราคาปัจจัยการผลิตแพง และกดราคารับซื้อผลผลิต เกษตรกรถูกเอาเปรียบ รัฐจึงหันมาส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมตัวกันตั้งสหกรณ์ เพื่อต่อกรกับเถ้าแก่ชนบท
ขณะที่ระบบสหกรณ์กำลังพัฒนา เพื่อให้เกษตรกรเข้มแข็งสู้กับพ่อค้าได้ โดยที่รัฐบาลไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไร
รัฐบาลกลับตั้ง SPV อีกแล้ว...แต่คราวนี้เป็น SPV ที่ใหญ่กว่าเดิม
ไม่ใช่ SPV ระดับภูธร...หากแต่เป็น SPV ระดับชาติ
ระบบนี้นอกจากจะทำให้สหกรณ์ต้องอ่อนแอ ยังไปทำลายวงจรการค้าของธุรกิจเกษตรภาคเอกชนในชนบทไปด้วย
ต่อไปการฮั้วการโกง การเอาเปรียบแบบเล็กๆ ในชนบทจะหมด...จะฮั้วจะโกงทำได้เฉพาะในระดับชาติ เฉพาะกลุ่มคนกลุ่มทุนที่มีเงินทุนเป็นหลักหมื่นล้านเท่านั้น
นี่แหละ SPV ขนานแท้...รวยแล้วไม่โกง ช่างคิดจริงๆ
สกู๊ปหน้า

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด