น้ำตาลโวยรัฐทำเสียโอกาส ดึงอยู่กลุ่มสินค้าอ่อนไหว

งงจีนกลัวทีวีสี-สิ่งทออาเซียน
ไทยงงจีนดึงโทรทัศน์สี-สิ่งทอบางรายการอยู่ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวทั้งที่ขีดแข่งขันสูงกว่า พาณิชย์แฉเบื้องลึกหวั่นสินค้าแบรนด์ดังจากอาเซียนเจาะตลาดระดับบน ขณะที่บริษัทส่งออกน้ำตาลโวยรัฐดึงอยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวกับจีนทำเสียโอกาสส่งออก ยกต่อไปเตรียมเจรจาแหล่งกำเนิดสินค้า ลดภาษีโควตาให้เสร็จก่อนลดภาษีมีผลบังคับใช้ 1 ก.ค.48
แหล่งข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการประชุมสุดยอดอาเซียน-จีน ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไปได้ข้อสรุปที่สำคัญคือ อาเซียนและจีนได้บรรลุข้อตกลงการค้าสินค้า โดยในส่วนของสินค้าปกติ(Normal Track) จะเริ่มลดภาษีระหว่างกันตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2548 และลดภาษีเหลือ 0 ภายในวันที่ 1 ม.ค.2553 สำหรับอาเซียนเดิม 6 ประเทศ(ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน) ส่วนสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ(กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม)ยืดหยุ่นให้เปิดเสรีช้าออกไปอีก 5 ปี ขณะที่สินค้าอ่อนไหวจะเริ่มลดภาษีในวันที่ 1 ม.ค.2555 และมีภาษีสุดท้ายเป็น 0-5% ภายในวันที่ 1 ม.ค.. 2561
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่ามีสินค้าบางรายการที่จีนมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่มองแล้วน่าจะเหนือกว่าอาเซียน แต่ทางจีนได้สงวนให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวที่สำคัญคือ โทรทัศน์สี และสินค้าสิ่งทอบางรายการ(โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของขนสัตว์) ขณะเดียวกันมีสินค้าเกษตรบางรายการที่ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าจีนแต่ได้สงวนไว้ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวเช่นกันคือน้ำตาล
นายวินิจฉัย แจ่มแแจ้ง รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการเจรจาเอฟทีเออาเซียน-จีน ให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า สาเหตุที่จีนดึงสินค้าโทรทัศน์สีให้อยู่ในบัญชีสินค้าอ่อนไหว(จีนมีสินค้าอ่อนไหวสำหรับอาเซียน 261 รายการ ส่วนไทยมีสินค้าอ่อนไหวสำหรับจีน 342 รายการ) แม้จีนจะมีศักยภาพเป็นประเทศผู้ผลิตโทรทัศน์ที่มีปริมาณการผลิตอันดับหนึ่งของโลก แต่ในภาพรวมยังเป็นแบรนด์ท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นฐานการผลิตโทรทัศน์สีแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียงของค่ายญี่ปุ่น และเกาหลี ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า หากมีการลดภาษีระหว่างกัน ทางจีนเกรงว่าประชาชนจะหันมาให้ความนิยมโทรทัศน์สีแบรนด์ดังๆ ที่ผลิตในอาเซียนมากขึ้น ขณะที่เวลานี้โทรทัศน์จีนที่เข้ามาทำตลาดในไทยก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก
ส่วนสินค้าสิ่งทอบางรายการโดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของขนสัตว์จีนคงขอสงวนไว้เพื่อให้อุตสาหกรรมในประเทศรู้สึกว่าได้รับการคุ้มครอง แต่โดยศักยภาพแล้วสินค้ากลุ่มนี้อาเซียนกับจีนไม่ได้เปรียบ-เสียเปรียบกันมากนัก ส่วนสินค้าน้ำตาลที่ไทยขอสงวนให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหว แม้ไทยจะมีความได้เปรียบจีน เท่าที่ทราบมารัฐบาลไทยมีเหตุผลเพื่อปกป้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยในประเทศ เนื่องจากเวลานี้จีนอยู่ระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลให้ขึ้นมาอยู่ระดับแถวหน้า
"การดึงสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งของไทยและจีนให้อยู่ในบัญชีสินค้าอ่อนไหวทั้งที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงถือเป็นเหตุผลภายใน ซึ่งทุกประเทศมีสิทธิ์ทำได้ อย่างไรก็ตามอาเซียนและจีนยังมีภาระที่จะต้องเจรจาในเรื่องกฎแหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงการเจรจาลดภาษีสินค้าที่มีโควตาภาษี โดยกฎแหล่งกำเนิดสินค้าซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าเมื่อลดภาษีระหว่างกันแล้วทั้งสองฝ่ายจะได้รับประโยชน์มากน้อยแค่ไหน จะเร่งเจรจาให้แล้วเสร็จก่อนการลดภาษีสินค้าปกติมีผลบังคับใช้ ส่วนสินค้าที่มีโควตาภาษีจะเจรจาให้แล้วเสร็จภายในเดือนมี.ค.48 โดยในส่วนของไทยมีสินค้าโควตาภาษีอยู่ 23 รายการตามที่ผูกพันไว้ใน WTO ส่วนจีนมี 11 ราย
ด้านนายวิชัย โรจน์เลิศจรรยา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด กล่าวว่า รู้สึกงงอยู่ไม่น้อยที่ไทยดึงสินค้าน้ำตาลให้อยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวกับจีน เพราะเป็นสินค้าที่ไทยมีความได้เปรียบจีนอยู่มาก ที่ผ่านมาไทยมีการส่งออกน้ำตาลไปจีนหลักหมื่นถึงหลักแสนตัน/ปี ขณะที่จีนผลิตน้ำตาลได้ในประเทศประมาณ 10 ล้านตัน/ปี แต่มีการบริโภค 11 ล้านตัน/ปี โดยจีนมีโควตาภาษีนำเข้าน้ำตาลที่ผูกพันไว้ใน WTO ปีละ 1.9 ล้านตัน แต่มีการนำเข้าจริงประมาณ 1.1-1.2 ล้านตัน ดังนั้นการที่ไทยสงวนสินค้าน้ำตาลอยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวถือเป็นการเสียโอกาสในการส่งออกไปจีนอย่างยิ่ง
5 - 8 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด