สิ่งพิมพ์ขออุตฯต่อเนื่องเว้นภาษี8ปี หวังปูฐานแข่งFTA

ต้อนทุนจากบิ๊กทางเศรษฐกิจไหลเข้าไทย
กลุ่มสิ่งพิมพ์เสนอขอบีโอไอ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับสิ่งพิมพ์ที่ลงทุนในนิคมฯ สินสาคร หวังต่อจิกซอร์ ให้โครงสร้างผลิตรวมมีต้นทุนต่ำ สนใจเดิน FTA สิ่งพิมพ์กับอินเดีย ขณะที่จีนให้ระวังการแข่งขันระยะยาว สิ่งพิมพ์ไทยอาจเดี้ยงได้ถ้าไม่เตรียมตั้งรับล่วงหน้า ชี้อนาคตทุนสิ่งพิมพ์จากญี่ปุ่น อเมริกา ยุโรปไหลเข้าไทยมากขึ้น
นายสมศักดิ์ ดารารัตนโรจน์ ประธานกรรมการบริหาร นิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สินสาคร เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า ในเร็วๆนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ทั้งระบบในนามสมาคมต่างๆ จะรวมตัวกันเพื่อเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)พิจารณายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี ให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับสิ่งพิมพ์ทั้งระบบ เช่น ผู้ผลิตวัตถุดิบซึ่งเป็นเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ เครื่องจักร ที่เข้ามาตั้งกิจการในนิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์สินสาคร จากเดิมที่รัฐบาลให้การสนับสนุนเฉพาะกิจการสิ่งพิมพ์ที่โยกย้ายโรงงานเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ฯ จะได้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี ส่วนกิจการที่ตั้งใหม่ได้ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี ดังนั้นถ้าวัตถุดิบเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวก็จะเป็นผลดีในการที่มีต้นน้ำ ต้นทุนรวมทั้งระบบจะได้ถูกลง เป็นการต่อจิกซอร์ให้กับอุตสาหกรรมการพิมพ์ทั้งระบบ มีโครงสร้างต้นทุนรวมต่ำลง สามารถแข่งขันได้ระยะยาว โดยเฉพาะแข่งกับประเทศที่มีข้อตกเรื่องเขตการค้าเสรี(FTA)ได้นอกจากนี้ต้องการที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุมัติให้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ใช้โทรศัพท์ระหัส 02 เนื่องจากอยู่ห่างจากกรุงเทพฯเพียง 6 กิโลเมตร และห่างจากสีลม 30 กิโลเมตร น่าจะให้ความสะดวกด้านการสื่อสารโดยไม่ต้องใช้ระหัสทางไกล เพื่อเป็นการขานรับกับการใช้พื้นที่ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ได้ขยายพื้นที่ลงทุนเป็นเฟสที่สามแล้ว มีจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้พื้นที่ประมาณ 60 ราย สำหรับสัดส่วนพื้นที่นั้นแบ่งเป็นเฟสแรกและเฟสสองจำนวน 600 ไร่ส่วนเฟสที่สามมีพื้นที่ทั้งหมด 200 ไร่ แบ่งเป็น 50 แปลง คาดว่าภายในปลายปี2548 จะเริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้นทั้งสามเฟสในแง่ความสมบูรณ์ของพื้นที่
อย่างไรก็ตามในระยะ 3-5 ปี จะเกิดการสะพัดของรายได้จากกลุ่มการพิมพ์ในพื้นที่นิคมดังกล่าว ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท/ปี ล่าสุดทุนด้านสิ่งพิมพ์จากมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ที่เก่งด้านการตลาด ก็สนใจมาดูพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว คาดว่าจะเกิดการเข้ามาลงทุนในโอกาสต่อไป
นายสมศักดิ์ กล่าวถึงความพร้อมในการเปิดเขตการค้าเสรี(FTA) ว่า ถ้าเปิดเอฟทีเอกับอินเดียก็น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมาภาษีอากรนำเข้าสิ่งพิมพ์ในอินเดียสูงมาก แต่ถ้าเปิดเอฟทีเอกับจีนจะแย่ เพราะจีนจะได้ประโยชน์ เนื่องจากค่าแรงงานถูก ดังนั้นผู้ผลิตไทยจะแข่งขันได้ต้องมีความพร้อม ต้องปรับตัวให้เร็วโดยทำให้อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์เป็นคลัสเตอร์ สนับสนุนการปลูกสวนป่า เพราะบ้านเราสนับสนุนในเรื่องเกษตรอุตสาหกรรมจะดีที่สุด ส่วนเรื่องลอจิสติกส์ก็สำคัญมาก โดยเฉพาะระบบท่าเรือ ซึ่งถ้าโฟกัสมาที่อาเซี่ยน ทางมาเลเซีย สิงคโปร์ ยังได้เปรียบกว่าไทยด้านท่าเรือ ด้านค่าขนส่ง
"สิงคโปร์ส่งของเข้าไปยังยุโรปใช้เวลา 3 อาทิตย์ ขณะที่สินค้าจากประเทศไทยส่งไปยุโรปจะใช้เวลา 4 อาทิตย์ ซึ่งเวลา 1 อาทิตย์เป็นเรื่องใหญ่ในการขายของ เพราะมีเรื่องของดอกเบี้ย ดังนั้นการที่มีข่าวว่ารัฐจะทำท่าเรือนำลึกที่สตูล ก็จะสะดวกขึ้นในการส่งไปยังยุโรป แต่ก็มีปัญหาอีกว่าจะส่งสินค้าจากอีกทิศหนึ่งของไทยไปยังสตูล จะขนอย่างไร แต่ก็ถือว่าทั้งหมดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่รัฐจะลงทุน"
นอกจากนี้การแข่งขันในระยะยาว จีนจะเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ เป็นคู่แข่งทางการค้าที่น่ากลัว โดยจีนจะแข่งกับไทยทั้งทางตรง และทางอ้อม ทางตรงคือส่งสินค้าที่ผลิตจากจีนมาขายในไทย แข่งทางอ้อมคือ แย่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งจะมีกำลังซื้อมหาศาลอาจเกิดการขาดแคลนได้ในการใช้วัตถุดิบซึ่งจีนจะเหมาไปหมด เหมือนอุตสาหกรรมเหล็ก เมื่อจีนบริโภคมากทำให้ไทยสะเทือน
"ถ้ายังจำได้รัฐบาลจีนเคยทวงถามเรื่องใช้พื้นที่ในไทยปลูกสวนป่า 600,000 ไร่ นั่นคือความจำเป็นของจีนในอนาคตที่จะบริโภคในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์มาก แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เนื่องจากจีนยังมีปัญหาเรื่องซัพพายในประเทศ อยู่
สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ในอนาคตเชื่อว่า กลุ่มทุนจากประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจอย่างยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น หลังจากที่สิ่งพิมพ์ไม่สามารถผลิตในประเทศเหล่านั้นได้แล้ว เพราะมีราคาที่ดินและค่าแรงแพงขึ้นมาก และอุตสาหกรรมนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โฮเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องเทคโนโลยีที่ธรรมดา ประเทศที่มีค่าแรงสูงอย่าง ยุโรป อยู่ไม่ได้ เพราะค่าช่างพิมพ์ มีเงินเดือนเกือบ 200,000 บาท/เดือน เปรียบเทียบกับของไทยมีค่าแรง 20,000 บาท/เดือน ซึ่งต่างกันมาก นั่นหมายความว่า ต่อไปโรงพิมพ์ในยุโรปที่มีอยู่ 40,000 แห่ง ก็จะเหลือ 30,000 แห่ง โดยทะยอยย้ายออกมาลงทุนนอกประเทศมากขึ้น และไทยกำลังเป็นประเทศเป้าหมายเพราะมีความพร้อมเรื่องการสนับสนุนการลงทุนจากรัฐบาล
5 - 8 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด