จีนคุมเข้มนโยบายเศรษฐกิจ ? 48

ไม่น่าประหลาดใจที่ประธานาธิบดี หู จิ่น เทา ออกมาประกาศปรับนโยบายเศรษฐกิจปี 2548 ว่า จะใช้มาตรการคุมเข้มการเติบโตของเศรษฐกิจแทนการมุ่งเน้นนโยบายเชิงรุกที่ใช้ติดต่อกันมาตลอดระยะ 7 ปีโดยเฉพาะด้านการเงินและการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมกับกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสำคัญอันดับแรกที่จะกระตุ้นภาคเกษตรกรรมให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร
โดยจะดำเนินการไปพร้อมๆไปกับการชะลอความร้อนแรงการเติบโตในภาคอุตสาหกรรม เช่น อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ และเหล็ก เป็นต้น รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาในภาคการเงินและธนาคาร หลังจากที่ธนาคารกลางจีนได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีไปแล้ว และการชะลอการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เกินความต้องการ การปล่อยเงินกู้ของภาคธนาคาร และ ควบคุมการใช้ที่ดิน รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์คงที่ ซึ่งในระยะ 9 เดือนแรกของปี 2547 พบว่ามีการลงทุนในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมากถึง 27.5%
รัฐบาลจีนยอมรับว่าจำเป็นต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจ ในปี 2548 เพื่อเลี่ยงการก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ไร้เสถียรภาพ โดยจีนคาดหวังเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัว 9% แม้รัฐบาลจะพยายามชะลอการขยายตัวในส่วนของการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผลักดันอุตสาหกรรมหลายส่วนเข้าสู่ภาวะการเติบโตอย่างร้อนแรงแล้วก็ตาม
การเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการเรียกร้องของนักเศรษฐศาสตร์ทั้งในจีนและต่างประเทศ ที่ต้องการให้จีนเร่งปรับกลไกการเข้าสู่ระบบตลาดแบบเปิดด้วยการชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจและการแทรกแซงการพัฒนาตลาดที่ก่อให้เกิดภาวะไม่สมดุลทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างร้อนแรงนี้ทำให้จีนประสบปัญหาหนี้เสียจากสินทรัพย์ที่นำมาขอเงินกู้จำนวนมาก ทำให้รัฐบาลจะต้องเร่งปฏิรูประบบเศรษฐกิจในทุกๆด้านให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งปฏิรูประบบการทำงานของตัวรัฐบาลเองด้วย
ขณะเดียวกันองค์กรเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ(โออีซีดี) ได้ออกมาเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจ ปี 2548 เมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเศรษฐกิจจีนในปี 2548 จะชะลอการเติบโตลงมาอยู่ที่ระดับ 8% ต่อปีสืบเนื่องจากผลกระทบราคาน้ำมันที่พุ่งสูง รวมทั้งการปรับมาใช้มาตรการคุมเข้มของรัฐบาล และคาดหวังว่าเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวได้ในปี 2549 หรือขยายตัวในอัตรา 8.5%
นอกจากนี้โออีซีดียังคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของจีนจะลดจากที่คาดการณ์ในปีนี้ 4.2% ลงมาอยู่ที่ระดับ 4.0% ในปี 2548 และ 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มแรงกดดันความต้องการในประเทศมากยิ่งขึ้น ขณะที่การหันมาเพิ่มการลงทุนในกลุ่มพลังงานไฟฟ้า ความต้องการในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งรายได้คนในชนบทและการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจะช่วยชดเชยผลกระทบจากมาตรการคุมเข้มของทางการ และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้ และจะช่วยให้จีนสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้จีนจะปรับนโยบายเศรษฐกิจแต่ก็ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการคุมเข้มการปล่อยกู้ที่อาจจะกระทบด้านการเก็บสินค้าคงคลังและแผนการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจได้ ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้จีนต้องปรับนโยบายใหม่หรือผ่อนปรนมาตการคุมเข็มเงินกู้ภาคธนาคาร รวมไปถึงการยืนหยุ่นอัตราแลกเปลื่ยนค่าเงินที่ปัจจุบันจีนผูกค่าเงินหยวนไว้กับดอลล่าร์สหรัฐ หากเกิดขึ้นคงได้เห็นจีนปล่อยค่าเงินหยวนลอยตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ &
5 - 8 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด