ทรงเตือนหลงคำชม-ลืมหน้าที่อันตราย

ทรงมีพระราชดำรัส แก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯถวายพระพร เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงห่วงการใช้ภาษาอังกฤษปนไทยทำให้สับสน ทรงย้ำความสำคัญของการฟังผู้รู้จากต่างประเทศ ต้องพิจารณา อย่าเชื่อทั้งหมด พร้อมทรงแนะนำผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อย่าหลงฟังแต่คำชม ต้องแขวะเพื่อไม่ให้ลืมหน้าที่ ไม่อย่างนั้นอันตราย
เมื่อเวลา 16.20 น.วานนี้ (4 ธ.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯลง ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้คณะรัฐมนตรีและคู่สมรส รวมทั้งคณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลในนามผู้เข้าเฝ้าฯทั้งหมด
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสความว่า ?ขอขอบใจท่านทั้งหลายที่มาในวันนี้ และขอบใจนายกฯ ที่ได้กล่าวคำอวยพร ทั้งได้สรุปการกระทำในระยะ 50 กว่าปี ซึ่งขอขอบใจที่ไม่ต้องเล่าให้ท่านฟังว่าทำอะไร เพราะว่าท่านได้สรุปอย่างดี
อีกอย่างที่ท่านไม่ได้พูด ที่ฟังวงดนตรีดุริยางค์กองทัพเรือได้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ท่านไม่ได้พูดถึง ความจริงดนตรีของกองทัพเรือได้ฟันฝ่าอุปสรรคมามาก จำได้ว่า เมื่อ 50 ปี 40 กว่าปี ได้มีการแสดงดนตรีทุกวันพุธที่พระที่นั่งอัมพรฯ และมีพวกดนตรีต่างๆ ได้เล่น ลองไปฟังทนไม่ไหว เพราะมีอะไรที่ขัดหูอยู่เรื่อย ก็เลยลุกไปบอกกับผู้ที่อำนวยเพลงว่า ได้เทียบเสียงหรือเปล่า ท่านผู้อำนวยเพลงบอกว่า เทียบเสียงแล้ว จึงขอให้เทียบอีก เขาก็เทียบได้ เทียบได้ดี ฟังไม่ขัดหู
พอให้เล่นอีก เล่นไปเล่นมา เอ๊ะ...ขัดหูอีก ก็เลยลุกเดินไปในวงให้เขาเล่นไป เล่นไปๆ เจอซอนั่น มันเพี้ยน แล้วไม่ทราบทำไมเพี้ยนได้ เลยคิดว่ามันเพี้ยนเพราะเล่นบันไดเสียงไทย ไม่ได้เล่นบันไดเสียงสากล ก็เลยพยายามให้เขาเทียบเสียงให้ดีที่สุด ก็ดีขึ้น เพราะว่าการเทียบเสียงนั้นมันยาก ยากที่ต้องเทียบหูด้วย ต้องเทียบหูแบบไทย เพราะผู้ที่เล่นดนตรีในวงของทุกๆ วงในเวลานั้น มีเวลาว่างก็ต้องไปเล่น โดยมากเป็นวงเล็กๆ เขาเล่นรำวง ซึ่งรำวง ฆ้องวงต้องเทียบเสียงแบบบันไดเสียงไทย เขาก็เคยชิน
พอมาเล่นเพลงสากลด้วยบันไดเสียงไทย เลยขัดหู ถ้าเล่นด้วยบันไดเสียงไทยล้วนก็ยังไม่เป็นไร แต่บางคนก็เล่นบันไดเสียงสากล บางคนก็แบบไทย อันนี้เลยบอกว่า พยายามเวลามาเล่นเพลงสากลขอให้ลืมรำวง เขาก็ทำได้ดีขึ้นทุกที เล่นรำวง และก็ไปเล่นเพลงสากล ก็ลดลงไป
มาทีหลัง ในวงที่เราเล่น พวกเพื่อนๆ เล่น เขาก็เล่นรำวงเหมือนกัน ก็เลยบอกว่า ถ้าเล่นรำวงขอให้เล่นรำวงที่ถูกต้อง ที่เป็นบันไดเสียงไทย ไม่สำเร็จ เขาเล่นรำวงด้วยบันไดเสียงสากล แล้วรำวงก็เพี้ยนผิด
มาถึงเมื่อเดือนที่แล้ว มีนักดนตรีมาจากอเมริกา เป็นดนตรีที่เขาเรียกว่าแบบนิวออร์ลีน เป็นต้นกำเนิดของเพลงแจ๊ส เขามาเราก็เล่นกับเขา เล่นไป เราก็เล่นสำเนียงรำวงไป เราถามเขารู้ไหมว่าเล่นรำวง เขาบอกเขารู้ เขาบอกว่าหูเขาดี เขารู้ว่าเป็นเพลงรำวง เขาไม่รู้จักรำวง แต่เขาบอกว่า เมื่อเขาไปญี่ปุ่น เขาก็ไปเล่นเพลงแจ๊สแบบญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นเขามีนักเล่นดนตรีที่เก่งสำหรับแจ๊ส แต่ว่าเราก็อดไม่ได้ที่จะฟังเขา เขาเล่นสักเดี๋ยว ค่อนข้างจะญี่ปุ่น ก็เลยบอกว่านี่ล่ะไทย คนไทยเล่นเพลงแจ๊ส ก็เป็นเพลงแบบไทย แบบบันไดเสียงไทย เขาก็สนใจ
ตอนนี้เขากลับไป กลับบ้านแล้ว เข้าใจว่าเขาจะไปศึกษาแจ๊สแบบรำวง แจ๊สแบบไทย คราวหน้าเขามาเขาบอกเขาจะเล่น เล่นเพลงแจ๊สแบบนิวออร์ลีนบางกอก ถ้าเขาเล่นอย่างนั้นแล้วเราก็ภูมิใจได้ว่า ทำให้เขาฟังเพลงไทยเป็น เขาเก่ง พวกนี้หูเขาดี เขาเล่นด้วยหู เขาไม่ได้เล่นด้วยตา เขาไม่ได้อ่านโน้ต เขาเล่นด้วยหู เวลาเราไปเล่นกับเขาเราก็ต้องเล่นด้วยหู ไม่ได้เล่นด้วยตา ก็ดูเขาก็สนุกดี
นี่เรามาพูดถึงเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวข้องกับศิลปะ ซึ่งแจ๊สนี่ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง บางคนเขาไม่เห็นว่าแจ๊ส โดยเฉพาะแจ๊สแบบนิวออร์ลีนนี้เป็นศิลปะ แต่เราก็เรียกได้ว่าเป็นศิลปะ เพราะว่าดนตรีนี่เป็นประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมือง ชาติบ้านเมืองใดมีดนตรี มีสำเนียงดนตรี เพลงดนตรี เครื่องดนตรีที่เป็นของตนเอง นั่นล่ะน่าชื่นใจ
อย่างของไทยเรา เรามีเครื่องดนตรีของเรา ซึ่งคล้ายกับของจีนบ้าง คล้ายของอินเดียบ้าง คล้ายของฝรั่งบ้าง แต่ว่าเป็นเพลงและเป็นเครื่องดนตรีไทยแท้ๆ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของชาติบ้านเมือง อย่างเดียวกับเราพูดภาษาไทย เป็นภาษาไทย ไม่ได้เป็นฝรั่ง ไม่ใช่เป็นภาษาต่างประเทศ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราใช้ภาษาต่างประเทศมาก ไม่ใช่แซม มานำหน้ามากมาย จนกระทั่งบางทีฟังแล้วไม่รู้เรื่อง แต่ว่าถ้าใช้ภาษาต่างประเทศมา ก็ควรจะแปลให้ด้วย ถ้าเราพูดภาษาไทยแบบใช้คำภาษาฝรั่งก็ต้องให้แปล เพราะเราโง่ ไม่เข้าใจ แต่นานๆ ไปก็เข้าใจ
เดี๋ยวนี้การปกครองก็ใช้แต่คำต่างประเทศ ท่านก็เป็น ท่านเป็นซีอีโอ เวลานี้อายุมากขึ้น ความจำมันลดลงไป ซีอีโอมาจากอะไร เลยไม่รู้ว่าท่านจะปกครองอย่างไร แต่เดี๋ยวนี้ชักเคยชินว่าท่านปกครองแบบซีอีโอ
แต่ว่าวันนั้นที่ซีอีโอมา ท่านรองนายกฯมา ท่านมาบอกว่า ถามว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นอะไร ท่านก็บอกว่าเป็นซีอีโอ โอ้...เราก็ต้องเข้าใจสิ เราเป็นซีอีโอ ก็เลยเข้าใจว่าเราเป็นนายใหญ่อีกคนหนึ่ง ก็ต้องคัดค้าน คัดค้านว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่เป็นนายใหญ่ รัฐธรรมนูญยังบอกว่าพระมหากษัตริย์ไม่เป็นนายใหญ่ เป็นมหา ใหญ่โต กษัตริย์ นักรบใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้เป็น เป็นจอมทัพ ก็ยังเป็นมหากษัตริย์ เป็นซีอีโอ ซีอีโอของกองทัพ เราก็เข้าใจไปเลยเถิดไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ขอโทษด้วย
ต้องล้อท่านรองนายกฯว่า ท่านก็เป็นซีอีโอใหญ่ ใหญ่ที่สุด ท่านรับผิดชอบหมด ลงท้ายฟังไปฟังมา ตอนนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอมา บอกว่า การทำงานทำการเป็นยังไง ซีอีโอนี่ เขาบอกสบายมาก ถ้ามีอะไรก็ให้ปลัดจังหวัดเป็นผู้สั่งการ ท่านนายกฯว่าอย่างนั้น ก็เลยปลงเหมือนกันว่าซีอีโอนี่ดีเหมือนกัน ถ้าเราเป็นซีอีโอเราก็โยนให้ท่านรองนายกฯ ท่านรองนายกฯทำอะไร คนก็ว่าท่านรองนายกฯ ซึ่งอย่างนี้อะไรๆ ก็ว่าท่านรองนายกฯ
แต่เวลาฟังข่าว ท่านรองนายกฯทำไอ้โน่นไอ้นี่ แล้วทีหลังก็รองนายกฯไหน เมื่อเขาพูดตำแหน่งก่อน แล้วเสร็จแล้วถึงอ๋อ...ท่านรองนายกฯ พล.อ.ชวลิต ตอนแรกก็รู้กันแล้วท่านรองนายกฯ รองนายกฯทางข้างหลังตกใจ ตกใจแล้วก็สั่นสะท้านว่านี่จะไปว่าใคร แท้จริงเราก็พูดถึงรองนายกฯ ชวลิต ถ้าเป็นรองนายกฯอื่นๆ ก็สบายใจ แต่เดี๋ยวนี้รองนายกฯมีมาก เมื่อมีมากก็ลงท้ายรับผิดชอบ แจกจ่ายกัน ฟังข่าวก็บอกว่า รองนายกฯนั้นๆ ทำ
เดี๋ยวนี้ก็ฟังข่าว ฟังวิทยุ มีรายการอันเดียวที่จะต้องฟัง คือ นายกฯ พูดกับประชาชน คุยกับประชาชน คุยๆๆๆ เขาบอกว่าคุย 1 ชั่วโมง เราก็ได้ยิน โอ้...นายกฯมาแล้วเราต้องฟัง ฟังไปฟังมาเราหลับ หลับไปหลับมาเลยต้องมาคอยตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง ได้อีกชั่วโมง ทีนี้ฟังไปฟังมา วันนี้ได้ความรู้ เพราะว่าท่านบอกว่า ท่านไม่อ่านหนังสือมากนัก หนังสือดีต้องอ่านหนังสือเพื่อที่จะให้มีความรู้ แล้วท่านบอกว่า ถึงจะดีต้องไปพบกับคน คุยกับคน ได้ความรู้ ซึ่งก็จริง
เราฟังเวลาท่านนายกฯมา ก็ฟังนายกฯ ก็ได้ความรู้เยอะ วันนี้ก็ได้ความรู้ว่า ท่านฟังคนที่มา ได้ความรู้ในการปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นเวลาท่านนายกฯมาก็ดีใจ ท่านพูดมาก ท่านก็พูดเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็ได้ความรู้ ที่เห็นด้วยคือว่า ถ้าเราฟังคนที่มีความรู้ เราก็ได้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้ที่จะมาสอนคนโน้นคนนี้ได้ แต่ได้ความรู้ที่จะปฏิบัติได้ เมื่อปฏิบัติอย่างนี้แล้วก็ดี เราก็สามารถที่จะปฏิบัติงาน ถ้าฟังจากคนที่เก่ง ก็ฟัง ท่านก็พูดอะไรต่างๆ พูดไปเรื่อย เราก็ได้ความรู้ ไม่ต้องอ่านหนังสือ ถ้าฟังคนที่มีความรู้แล้วก็มาย่อย ท่านก็บอกว่า ฟังคนที่มีความรู้ทำให้สามารถปฏิบัติงาน สามารถทำอะไรต่ออะไรได้ ซึ่งก็เห็นเป็นความจริง
ถ้าเราฟังคนแล้วก็ฟังจริงๆ แต่ต้องพิจารณา อันนี้เป็นข้อสำคัญ ถ้าฟัง...ฟังคนโน้นคนนี้ คนไหนที่มาจากอเมริกาใต้ พูดใหญ่ว่าต้องปฏิบัติอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เห็นด้วยสักอัน เราก็ต้องคิดว่าทำไมเราเกิดไม่เห็นด้วย บางทีคนที่มีชื่อเสียงมาพูด เราฟังแล้วไม่เข้าเรื่อง ไม่ได้มีประโยชน์ แต่ประโยชน์มีว่าท่านเก่งที่ทำให้คนเชื่อ ถ้าคนมาพูดแล้วเราฟัง แล้วก็เชื่อตามไปหมด ไม่ดี เพราะว่าไม่ได้พิจารณา ต้องพิจารณาว่าที่ท่านพูดนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าพูดถูกต้องปฏิบัติได้ เราก็ดี เราก็ได้ประโยชน์ ส่วนรวมก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเราเอาความรู้ที่ท่านพูดไปปฏิบัติต่อ
ดังนั้น ที่ฟังนายกฯ พูดกับประชาชน ก็ฟังท่านว่าท่านพูด หลายอย่างที่ท่านพูด แล้วพูดถึงว่าเด็กๆ ต้องฟัง เด็กๆ ต้องเรียน ถ้าเรียนแล้วประเทศชาติจะดี เดี๋ยวนี้เขาว่าเด็กๆ ไม่เรียน เด็กๆ แม้แต่ถึงขั้นมหาวิทยาลัย ใช้คำว่าไม่ได้ความ เมื่อไม่ได้ความ อนาคตของชาติอยู่ไหน คือเด็กไม่ฟัง หรือฟัง แต่ฟังไม่เข้าใจ ฟังไม่เข้าใจแทนที่จะปฏิบัติสร้างสรรค์ต่อไป ก็ไปเข้าดิสโก้เธค ไปฟังเพลง ไปฟังเพลงที่...ความจริงก็ไม่ใช่เพลงอะไรดี ที่เป็นเพลงที่ไม่ได้เรื่อง ทำให้หูเสีย
หูเสียไม่ใช่ว่าคนที่ฟังหูสูงหูต่ำ แต่หูไม่ได้ยิน หูตึง คนที่ไปฟังเพลงในดิสโก้เธคหูตึงทั้งนั้น ถ้าใครเป็นหมอที่นี่ หมอหู ไปตรวจก็ขอยืนยันว่าเด็กสมัยนี้ ถ้าไปตรวจหู หูเสียมากกว่าเด็กสมัยก่อน แม้จะเด็กสมัยท่านนายกฯ ก็หูตึงกว่าเด็กสมัยพระเจ้าอยู่หัว นี่เรา 76 ปี 364 วัน ก็เกือบจะ 77 แล้ว 77 เล่นกับนักดนตรีนิวออร์ลีน นักดนตรีนิวออร์ลีนนั้น คนที่แก่ที่สุดก็ 66 แล้วก็หูตึง ฟังไม่ค่อยได้ ต้องเข้าไปใกล้ เข้าไปคุยกับเขา เราจะบอกว่า ยูน่ะอายุ 66 ไออายุ 77 นะ เขาก็โอ้ๆๆ ฟังรู้เรื่อง เขาฟังเราไม่รู้เรื่อง เพราะว่าหูตึง
อย่างนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็หูตึง ยิ้มหมายความว่าได้ยินที่พูด เพราะว่าคนที่หูตึง เวลานินทาจะได้ยิน อันนี้เป็นยังไงไม่ทราบนะ คนที่เป็นผู้ใหญ่ เวลาพูดอะไร เรื่องอะไรไม่ได้ยิน แต่เวลานินทา ท่านได้ยิน ได้ยินนู่น องคมนตรีข้างหลังหูตึงๆ ไม่รู้ไม่เข้าใจว่ารับสั่งว่าอะไร ยิ้ม รู้ว่าพูดอะไร ก็แปลก
แต่ว่าข้อสำคัญคนที่เด็กๆ อายุ 15-16 ปี ไปให้แพทย์ ไม่ต้องเรียกเงิน 30 บาท ไปหาคนอายุ 15-16 ปีให้มาตรวจหู หูตึงทั้งนั้น เราไปเมื่อไม่กี่เดือน ได้ตรวจตา ตรวจหู ตรวจอะไรต่างๆ เขาบอกดีมาก ตรวจหัวใจบอกดีมาก เขาดีมากทั้งนั้น แพทย์มาจากเมืองนอก มาตรวจก็บอกดีมาก ก็เลยสบายใจว่าเราสุขภาพดี แต่แท้จริงเราก็หูชักตึงเหมือนกัน แต่ไม่ตึงเท่าเด็ก
เพราะฉะนั้นถึงอยากให้มีโครงการ นู่นถ้าจะมี กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงสุขภาพเด็ก ก็น่าจะลองไปตรวจว่า หูของเด็ก คนอายุ 40 ก็เด็ก ลองดูคนอายุ 40 แต่ที่เป็นห่วงที่สุดอายุต่ำกว่า 20 ซึ่งไม่ควรจะตึง ตึงมาก ถ้าคนเราหูตึงตั้งแต่อายุ 15 ต่อไปจะเป็นยังไง และหูไม่มีการก้าวหน้าขึ้นมา นอกจากใส่เครื่อง ใส่เครื่องแล้วน่ารำคาญ แล้วลงท้ายก็ไม่ใส่เครื่อง แต่ถ้าใส่เครื่อง ก็เป็นการสิ้นเปลืองเงินสำหรับ 30 บาท ไม่ได้ เครื่องมันเกิน 30 บาท
ถ้าทุกคนที่นั่งอยู่ใส่หูกันหลายคน มันแพง งั้นก็ถ้าไม่อยากให้งบประมาณแผ่นดินเสียไป ต้องเสียทุกคน 30 บาท เนี่ย 22,000 คนเศษๆ ที่มาในวันนี้ คูณ 30 บาทเป็นเท่าไหร่ 600,000 บาท ก็ไม่เป็นไร ท่านมีงบพิเศษของท่าน แต่ว่า 600,000 นี่ต้องเป็นจากกระเป๋าราษฎร เพราะว่ากระเป๋าท่านนายกฯ เท่าไหร่ เครื่องนี้ราคาเป็นร้อย เป็นพัน งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขเป็นเท่าไหร่ เหมือนกับว่างบประมาณจะหามาจากไหน แต่ท่านบอกว่าดีมาก เดี๋ยวนี้รายได้ประเทศขึ้นมากกว่าเก่า ถ้าใช้เฉพาะสำหรับปัญหาเรื่องเด็กหูตึง มันก็ต้องเสียของฝ่ายรัฐบาล เสียเป็นพันล้าน
แต่ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุด ก็คือ คนที่หูตึงจะเรียนรู้หรือปฏิบัติงานยาก ยากที่สุด เพราะว่าคนที่หูตึงแม้จะได้เครื่อง มันไม่เหมือนคนที่หูไม่ตึงแล้วไม่ต้องใช้เครื่อง ประสิทธิภาพของคนที่หูดีเหนือประสิทธิภาพของคนที่หูตึง แม้จะมีเครื่องช่วยให้ฟังได้ อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่น่าจะแก้ไขหรือน่าจะระมัดระวังให้คนไทยในอนาคตมีหูที่ดีขึ้น มีหูที่ฟังได้ดี ไม่ใช่ว่าเป็นผู้เฒ่าถึงจะฟังไม่ได้ แต่ว่าเด็กๆ น่ะฟังไม่ได้ แต่ถ้าระมัดระวัง เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่าจะยากในการที่รณรงค์ให้เด็กหูดีขึ้น ยาก เพราะว่าเคยชิน
เดี๋ยวนี้วิธีแก้ไขของรัฐบาล ก็คือ ห้ามไม่ให้เข้าดิสโก้เธค ไม่ให้ไปฟังเพลง ไม่ให้สูบบุหรี่ ไอ้ไม่สูบบุหรี่นี่จะทำให้หูดี หรือหูไม่เสีย คนที่สูบบุหรี่มากๆ หูเสียมาก มีเหตุผลทำไมคนที่สูบบุหรี่หูเสีย เพราะว่าบุหรี่นี่ทำให้เส้นเลือดมันตีบ เมื่อเส้นเลือดตีบ หูก็เสีย เพราะว่าหู ตา เสียได้ง่าย เพราะว่าทำไม เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหูไปเลี้ยงตา เลี้ยงอวัยวะที่อ่อนไหวนั้น เส้นเลือดมันเล็ก ถ้าโดนบุหรี่ บุหรี่นี่ทำให้เส้นเลือดตีบ ตีบเลือดก็ไปไม่ได้ดี เลือดไปที่อวัยวะเหล่านั้นยาก ถ้าไปไม่ดีก็ทำให้อวัยวะเหล่านั้นด้อยสมรรถภาพ
เดี๋ยวนี้ก็ร้องโวยวายว่าห้ามสูบบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันนี้บุหรี่ก็สูบกันน้อยลง เพราะว่าคนชักรู้ว่าสูบบุหรี่ไม่มีประโยชน์ แต่เดี๋ยวนี้เด็กๆ มีการสูบบุหรี่มากขึ้น มากกว่าก่อนอีก แต่ก่อนนี้เด็กๆ ยังไม่สูบ และโดยเฉพาะผู้หญิงสูบบุหรี่มาก แต่ก่อนนี้ก็กลัวว่าสูบบุหรี่จะทำให้ผิวเสีย ผิวเสียก็เพราะว่าเส้นเลือดมันไม่ดี อะไรก็ทำให้ผิวไม่ดี แต่สมัยใหม่นี่ เขาไม่กลัวแล้ว เพราะว่าผิวเสียก็ช่าง ก็ทาหน้า ทาหน้าก็เช้งเลย
ต้องหาทางแก้ไข จะห้ามไม่ให้ใช้เครื่องสำอาง ถ้าห้ามไม่ใช้เครื่องสำอางก็ประหยัดดีนะ ประหยัด สมัยก่อนเขาประแป้งก็สวยแล้ว ที่จริงก็สวย ถ้าประแป้งนิดเดียวไม่ต้องทาสีแดง แต่สมัยใหม่นี้เขาต้องทาสีแดง สีเขียวด้วย และปั้นจมูก ปั้นแก้ม ต้องทาสีต่างๆ ถึงเรียกว่าพวกนี้มาแต่งหน้าให้ เป็นพวกศิลปิน แต่ก็ดีทำให้พวกศิลปินนี้มีอาชีพ
ยังไงเนี่ยแขวะไปเรื่อยๆ ถ้าอยากแขวะนะ มันแขวะเป็นทอดๆๆๆๆ ไปเรื่อย อย่างนี้ท่านหัวร่อ แต่ต่อไปผู้ชายหัวร่อผู้หญิง กลับบ้านโดนเล่นงาน ทำไมหัวเราะ
แต่ยังไงก็ตาม เราพูดอย่างนี้ เราต้องสนุกสนานหน่อย เพราะว่าเดี๋ยวนี้ค่อนข้างจะเป็นเวลาที่เครียด เราต้องยกตัวอย่างท่านนายกฯ ดูทีวีนายกฯเสียงแหบ หน้าเหี่ยว แต่ออกทีวีหน้าเหี่ยว เพราะเขาต้องไปแต่งตัว อย่างวันนี้ก็คงตบแต่งดี เพราะมีทีวี ทีวีก็คงว่าตรงนี้ต้องอย่างนี้ แต่งนิดหน่อย หล่อขึ้นเยอะ
นี่แหละ ไม่พูดเฉพาะท่านนายกฯ เพราะเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องยกตัวอย่างผู้ใหญ่ ยกประธานองคมนตรี ประธานศาลฎีกา ศาลปกครอง ศาลตั้งกี่ศาล ศาลที่มาเป็นประธานทั้งนั้น เป็นผู้ใหญ่ทั้งนั้น ที่นี่มีผู้ใหญ่มาก ข้างนอกไม่มีโอกาสเข้ามาเลย มีแต่ผู้ใหญ่ ยังไงก็แขวะผู้ใหญ่เป็นแถวเลย รวมอยู่ที่นายกรัฐมนตรี เราก็แขวะคนเดียว ไม่งั้นมันเหนื่อยถ้าต้องแขวะทุกคน แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นอารัมภบทเท่านั้นเองว่าไม่ต้องแขวะไกล แขวะนายกฯ คนเดียว ก็แขวะทุกท่านหมดเลย
นี่ก็จำไม่ได้แล้วว่าจะพูดเรื่องอะไร เมื่อจำไม่ได้แล้วก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก แต่ท่านเข้าใจว่าคนเราต้องพูด ต้องแขวะ เพราะถ้าไม่แขวะจะไม่ได้อะไรเลย ถ้ามาบอกโห...ท่านเก่ง ท่านดี ท่านอะไรทุกอย่าง ไม่ได้ผล ลงท้ายท่านก็ลืม ลืมว่าท่านทำอะไร ถ้าลืมว่าท่านทำอะไร อันตราย ถ้าลืมว่าทำอะไรมันอันตรายทั้งนั้น เดี๋ยวท่านเกิดมี Bright Idea (ไบรท์ ไอเดีย) ต้องพูดภาษาอังกฤษนะ มีไบรท์ ไอเดีย ว่าทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ ก็เลยเสียหาย
เมื่อเช้าที่ฟังท่านพูดถึงเด็กต้องเรียนรู้ ก็มีอันหนึ่ง เด็กเรียนรู้ได้ ไม่เท่ากัน บางคนถ้าเราให้เด็กเรียนรู้ อายุ 8 ขวบเขาเก่งเท่ากับอายุ 30 แล้วเก่งจริงๆ เราสู้ไม่ไหว แต่ว่าถ้าตรงข้าม นึกว่าเด็กถ้าเขาฟัง เขาเรียน บางคนเรียนไม่ไหว เรียนไม่ได้ หรือเรียนบางวิชาได้ บางวิชาเรียนไม่ได้ นั่นก็ต้องแบ่งแยกออกไป เป็นพวกที่เรียน จะเรียกว่าเรียนเก่ง เรียนได้ หรือไม่ได้
เมื่อวันจันทร์ก่อน มาจากหัวหิน ได้พบพวกราชประชานุเคราะห์ และพวกสื่อสารทางดาวเทียม ท่านรัฐมนตรีศึกษาก็มานั่ง เมื่อท่านเป็นผู้ใหญ่ในที่นั้น ก็ต้องแขวะท่านว่า ศึกษามีอะไรแปลกๆ ไม่ได้บอกว่ามีอะไรแปลก เพราะว่าเดี๋ยวโกรธ แต่ว่าก็มีอะไรกันแปลกๆ ก็มาฟ้องท่านนายกฯ ฟ้องหรือเปล่า ไม่ได้ฟ้อง เพราะว่าท่านทำหน้าชอบกล คือลำบากที่ว่าคนที่เป็นรัฐมนตรีบางทีมีความคิดแปลกๆ นั่นเอง แล้วก็ที่เรียกเมื่อตะกี้ว่า ไบรท์ ไอเดีย มีไบรท์ ไอเดีย ทำโน่นทำนี่ ท่านผู้ใหญ่ต้องระวัง
ท่านมีไบรท์ ไอเดีย ต้องแปล ไบรท์ ไอเดีย ความคิดที่สว่างไสว เรารู้ถึงคำว่า ไบรท์ ไอเดีย เพราะว่าในการ์ตูน เราดูการ์ตูน เวลาคนไหนมีไบรท์ ไอเดีย เกิดมีไฟขึ้นมาบนหัว แต่ว่าท่านนายกฯ มีไบรท์ ไอเดีย ต้องมีดาวเทียม ท่านนายกฯไม่มีไฟ ไม่มีหลอดไฟ แต่ก่อนนี้เรามีหลอดไฟ สมัยนี้ต้องมีดาวเทียมอยู่บนหัว ท่านนายกฯ มีไบรท์ ไอเดียเรื่อย แต่ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีศึกษาท่านก็มีไบรท์ ไอเดีย แล้วก็ท่านไม่ใช่หลอดไฟ ท่านเป็นดาวเทียมเหมือนกัน เพราะว่าท่านชอบการศึกษาผ่านทางดาวเทียม
ถ้าคนที่มีไบรท์ ไอเดีย หมายความว่า เป็นคนที่สว่างไสวในสมอง ก็เก่ง ก็ดี แต่บางคนดาวเทียมมันพัง อย่างเรา เราอยู่ที่หัวหิน ทำไปทำมา ดูทีวี เราดูทีวี เราดูการ์ตูน แล้วการ์ตูนก็ฉับๆๆๆ ดาวเทียมมันเสีย มันก็เลยแย่ ดาวเทียมของเราที่เข้าเครื่อง ที่นี่ดูดาวเทียม ที่สวนจิตรฯนี่ก็เหมือนกัน เดี๋ยวฉับๆๆๆๆ แต่ว่า ทั่วๆ ไปไม่ควรจะมีเสีย นี่ถ้าเราดูโทรทัศน์ โทรทัศน์ต้องอาศัยดาวเทียม กำลังดี เรื่องกำลังสนุก ฉับๆๆๆๆ เลยไม่รู้ว่าอะไร
ถ้าแต่ก่อนนี้ไปเป็นโทรทัศน์แบบเก่า มันก็มา บางทีก็มีซู่ๆๆๆ นิดหน่อย แต่ก็ยังรู้เรื่อง เวลาดาวเทียมมันฉับๆๆๆ มันไม่รู้เรื่อง ถ้าหากว่าก้าวหน้ามาก บางทีทำให้ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นต้องระวัง เด็กบางคนดาวเทียมดี เด็กบางคนดาวเทียมไม่ดี แต่ว่าส่วนมากดาวเทียมไม่ดี ก็ต้องพยายามที่จะช่วยคนที่ดาวเทียมไม่ดีให้เขาได้มีความรู้พอควรกับสมองเขา คนที่มีสมองดีก็เข็นให้เขาได้ดีขึ้น
สำหรับเรื่องอย่างนี้ สมเด็จกรมหลวงนราธิวาสฯ ท่านสนพระทัยมาก เรื่องสมองของเด็ก แล้วก็ท่านอยากที่จะให้เด็กได้มีโอกาสเรียน เรียนรู้ให้ดี เต็มที่ ทั้งหมดนี่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องสนับสนุนให้เด็กๆ ได้ไปแข่งขัน แต่ก่อนนี้เมืองไทยนี่ พวกที่เรียนเลข เมื่อ 50 ปี นับว่าเรียนเก่งมาก ต่อมาค่อยๆ ด้อยลง แต่เดี๋ยวนี้เด็กก็ดีขึ้นแล้ว คือ ถ้าเราเอาใจใส่เด็ก เพื่อให้ได้ความรู้ที่สูง แล้วก็ให้เขาสามารถที่จะเรียนสูงขึ้นไปต่อไป ถึงขั้นมหาวิทยาลัย ถึงขั้นปริญญาโท ปริญญาเอก ให้ได้เรียนได้ แล้วก็มีโอกาสมาปฏิบัติ
มีตอนหนึ่งได้เป็นปริญญาเอก กลับมาใจไม่สบาย ไม่มีที่ทำงาน เดี๋ยวนี้ก็มีที่ทำงาน แต่บางทีก็ไม่เหมาะสมกับงาน กับความรู้ที่มี อันนี้ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะนายกฯ ทักษิณนี่มีความตั้งใจที่จะให้มีการงาน ให้เด็กที่มีความรู้ดี มีความสามารถดี ได้ทำงานได้ เพื่อที่จะให้มาช่วยส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ
ที่พูดว่าเมืองไทยนี่ต้องมีคนที่สามารถคิด เขาเรียกว่า วิสัยทัศน์ เดี๋ยวนี้คำว่าวิสัยทัศน์เขาแปลเป็นคนละอย่าง แต่วิสัยทัศน์นี่เรียกว่า เมื่อ 2-3 ปี ทราบว่าคนมีวิสัยทัศน์ มีวิชั่น ภาษาฝรั่งเขาเรียกมีวิชั่น วิชั่นก็มีสายตา เหมือนสายตาที่เห็นอะไร มีวิชั่น แต่ว่าทางโบราณก่อนสัก 20 ปี มีวิชั่นก็หมายความว่าคนที่เห็นอะไรแปลกๆ คือ บ๊องๆ เห็นอะไรที่ขึ้นมา แล้วก็เวลาเห็นอะไรแล้วก็หัวเราะกั่กๆๆๆ
ทีหลังวิชั่น เขาว่ามีวิสัยทัศน์ ทัศน์ที่เป็นวิสัย ที่เป็นไปได้ รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ วิสัยทัศน์ในความหมายนี้ควรจะใช้อย่างมีวิสัยทัศน์ คือ มีวิชั่นก้าวหน้า มีความรู้ก้าวหน้า ผู้ใหญ่ต้องมีวิสัยทัศน์ ถ้าไม่มีวิสัยทัศน์อย่ามาเป็นผู้ใหญ่ดีกว่า เพราะว่าเละไปหมด ถ้าหากว่ามีวิสัยทัศน์ ดูอะไรรู้หมด ดูอะไรเป็นความจริงไปหมด ขึ้นว่าเป็น เป็นที่ใช้ได้
จำได้ว่าที่สะพานพระปิ่นเกล้า บอกว่า อยู่ตรงนี้ต้องตัดถนนให้มันคล่องแคล่ว มิเช่นนั้นถ้าไม่ตัดถนนให้มันคล่องแคล่ว รถที่มาจากถนนราชดำเนินขึ้นสะพานก็ไม่ได้ ถนนราชดำเนินมี 6 เลน แต่ว่าสะพานมี 3 เลนเอง แล้วก็เป็นคอขวด ถ้าอยากทำต้องทำให้มันแล่นสะดวก จำได้ว่าวันนั้นท่านบัญญัติ มาพูดถึงว่าต้องเข้ากรรมการจราจรอะไรนั่น บอกว่าไม่ทัน จราจรเขาก็บอกว่าต้องทำอุโมงค์มุดลงไป เจาะอุโมงค์เนี่ยไปเจอะน้ำ เจอคลอง ก็ต้องใช้เงินเป็นกี่ร้อยล้าน ร้อยล้านเวลานั้นรู้สึกมาก ทำไม่ได้ ต้องกินเวลากี่เดือนก็ไม่รู้กว่าจะสร้างได้
เราบอกไม่ต้องไปตรงเลย ทำให้มันไปโดยดี เลี้ยวให้นิ่ม ลงท้ายความจริงหลอกท่านรองนายกฯตอนนั้น หลอกท่านว่าที่จริงรถที่จะมาสร้างมันอยู่ข้างหลังกำแพง พอเสร็จแล้วท่านบอกว่าตกลงจะไปเข้ากรรมการอะไร จราจรก็สั่งเลย 2 เดือนเสร็จ แล้วก็รู้สึกว่าคนก็พอใจ ขอโทษด้วยมาพาดพิง แต่ว่าเมื่อต้องทำอะไรที่ไม่ง่าย แล้วจนทุกวันนี้มันแล่นไปดี ถ้าตรงนั้นเป็นคอขวด ที่อื่นก็เป็นคอขวดหมดแล้ว แต่คอขวดอันนี้แล่น 3 ช่อง ไปใช้สะพานพระราม 8 อีก 2 ช่อง เป็น 5 ช่อง ก็เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแน่น
เมื่อทำได้แล้วก็ต้องแขวะท่านนายกฯ ตอนนี้เข้ามาทำการจราจรง่าย ให้ท่านทำ ตอนนั้นเป็นรองนายกฯ รองนายกฯฟัดกับคุณสมัคร คุณสมัครท่านเป็นรัฐมนตรีคมนาคม รองนายกฯ เหมือนกัน รองกับรอง รองนายกฯสมัครบอกไม่เป็นไร มาจากข้างนอก มุดใต้แม่น้ำ แล้วจะโผล่ที่ไหนไม่ทราบ โผล่มา ท่านรองนายกฯทักษิณรออยู่ข้างบน ไม่พบกันเลย ข้างบนข้างล่างไม่พบกัน ก็เลยเป็นโครงการ ท่านสมัครมุดลงไป หลับหูหลับตามุดไปออกทางนู้น สนามกีฬา ทางตะวันออก ไปเจออะไร ข้ามแม่น้ำไป แล้วไปไหน
แต่ของเราข้ามแม่น้ำ ก็ขึ้นลอยฟ้า ก็เลยทำให้ปรองดอง รองนายกฯ กับรองนายกฯ นี่ก็เล่าให้ฟังแปลกๆ เราก็ต้องอวด และโม้ว่า ทำให้รองนายกฯทั้งสอง ทำไปทำมานับว่าดีพอสมควร จราจรเรียบร้อยแล้ว
แต่ที่สำคัญเรื่องที่ฟัง เห็นว่า เด็กๆ จะต้องสามารถเรียนรู้ เรียนให้ทำงาน เพื่อช่วยบ้านเมือง ถ้าเด็กไม่มีความรู้ ช่วยบ้านเมืองไม่ได้ บ้านเมืองไปไม่รอด เพราะเด็กมัวแต่ไปเสพยาเสพติด สูบบุหรี่ ไม่ดี เสพยาไม่ต้องบอกหรอกว่าเสียหายยังไง แต่บุหรี่นี่หูเสีย ตาเสีย สมองเสีย เส้นเลือดเสีย หัวใจด้วย
เมื่อ 10 กว่าปีที่ต้องเข้าโรงพยาบาล มาเจาะหัวใจ 3 ครั้ง ถึงเดี๋ยวนี้ หัวใจสบายมาก เมื่อเลือดเดินดี ก็แข็งแรง แต่ว่ามันมีอื่นๆ ที่มาจากวิธีเจาะหัวใจนี่ ไปเจาะหัวใจนี่สบายมาก จนกระทั่งทำให้มีความคิด ความรู้เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แล้วก็ได้ไปช่วยเพื่อนที่เป็นโรคแบบเดียวกัน เป็นอย่างนี้ ไปหาหมอเจาะหัวใจ ไปเจาะหัวใจทันที เขาก็ไป เพื่อนเขาเป็นกีตาร์ เล่นกีตาร์หงอย เพราะว่าหัวใจมันตัน ก็ไป เขาก็ไปทำ ไม่กี่วันกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเล่นกีตาร์เลย สบายมาก
คือที่ไปเจาะหัวใจ ได้ความรู้ว่าเจาะหัวใจนี่มันมีประโยชน์ เราก็ให้ไปเลย ก็มีหมอที่ดีก็ช่วย เมื่อช่วยแล้วกลับมาเขาต้องไปทำ 2 ครั้ง หมอหลวงก็บอกให้คุณนั่นน่ะ ที่พระเจ้าอยู่หัวให้ไปน่ะ ดี เคราะห์ดี ไม่อย่างนั้นตาย จริง แต่ก็ต้องขอให้หยุดสูบบุหรี่ เขาสูบบุหรี่มาก พี่ชายเขาก็สูบ ตายแล้ว พ่อก็สูบ ตายแล้ว ก็เหลืออยู่คนเดียว เขายังไม่ตาย แล้วก็ปลอดโปร่ง ไปเข้าเรียน เรียนขั้นความรู้สูง ตอนแรกเขาไม่มีความรู้ ได้เรียนได้ แล้วก็บุหรี่นี่ไปทำให้หัวใจเขาเสีย ไม่ใช่ใจเสียนะ หัวใจเสีย แล้วก็ไปทำครั้งแรก เรียนได้ ตอนนี้ก็กำลังเรียน เกือบจบแล้ว อายุมาก ก็ไม่ใช่เด็กๆ เขาก็ได้มีชีวิตที่ดี
ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังว่า คนที่สูบบุหรี่ สมองก็ทึบ ทำไปทำมาก็ทึบขึ้นทุกที เพราะว่าเส้นเลือดในสมองมันตีบ มันเล็ก คิดอะไรไม่ออก ตอนแรกนึกว่าคิดออก แต่ทีหลังมันก็คิดไม่ออก ทีแรกนึกว่าคนเราสูบบุหรี่ทำให้กระฉับกระเฉง ตรงข้าม ไม่กระฉับกระเฉง ทำให้รู้สึกว่าทึบ สมองมันทึบ สมองมันตัน ก็เลยเห็นว่าเลิกสูบบุหรี่ดีกว่า เห็นมีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ แล้วก็ห้ามขายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ที่จริงเด็กอายุ 50 ก็ควรจะห้าม
ส่วนเด็ก เด็กเขาไม่เชื่อนายกฯ สูบบุหรี่ เล่นคาราโอเกะ อะไรๆ ไม่เชื่อ ก็เรียนอะไรไม่ได้ นายกฯ ต้องไปเจรจาให้เด็กๆ อายุ 10 ขวบ ถึง 20 ขวบ เรียกให้เขาตั้งอกตั้งใจเรียน แล้วก็ต่อไปอีก 80 ปีข้างหน้า 70 ปี เขาก็จะได้ทำงานได้ดี และถ้าเด็กได้ทำงาน 70 ปี เมืองไทยจะไปขนาดไหน ไปถึงดวงดาวได้ ทำให้เมืองไทยมีชื่อเสียงได้
ถ้าเราไม่ระวังเดี๋ยวนี้ ต่อไป 80 ปี พวกเด็กสมัยนี้ที่ไม่ระวัง ไม่ถึง 80 ปี สูบบุหรี่นี่ ตอนอายุมากๆ แต่เดี๋ยวนี้ได้ยินว่า บุหรี่ชักดีขึ้น แต่เด็กไม่ดีขึ้น นี่ก็พูดอย่างนี้เด็กๆ โกรธ เมื่อเด็กๆ อยากสูบบุหรี่ ก็สูบนิดหน่อยให้ได้ชื่อว่าสูบ เราเองก็เริ่มสูบตอนเด็กๆ บุหรี่จริงไม่มี สูบไม้แห้งๆ เด็กๆ เล่นสูบ ต่อมาอายุ 18 ได้สูบบุหรี่
ตอนนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนี ท่านบอกว่า เด็กๆ ห้ามสูบบุหรี่ เด็กๆ หมายความว่า ลูกท่านต้องอายุ 18 ก่อน แต่ตอนนั้นอายุ 18 หลังสงครามพอดี พวกทหารฝรั่งเขามีกระป๋องสำหรับทหาร มีอาหารยังชีพ แล้วมีบุหรี่ มีบุหรี่กี่มวนล่ะ 6 มวนในนั้น คนก็ให้ เราก็ลอง ตอนนั้นอายุ 18 นานๆ ไปก็เลยชิน แต่ก็บุหรี่อย่างนั้นก็หมดไป เพราะหลังหมดสงคราม แต่ต่อมามีเกี่ยวข้องกับเรื่องบุหรี่นี่ มีพี่เขยน้องเขยเขาสูบบุหรี่ ก็เลยสูบบุหรี่บ้าง ตั้งแต่นั้นสูบบุหรี่มาจนทีหลังมีอาการหัวใจ หมอก็บอกเลิกสูบบุหรี่ ก็ไม่เชื่อหมอ ก็ยังมีอาการหัวใจต่อ
จนกระทั่งหลังมีบุหรี่อยู่ในห้อง ไม่ไหว วางเอาไว้บนโต๊ะ ในซองบุหรี่มี 10 มวน วางเอาไว้ ไม่แตะอีกเลย เขาบอกว่าให้เลิก เราก็เลิกทีละมวน ทำไปทำมาเราก็เอาหนังสือราชการวางทับ บุหรี่ก็อยู่ใต้หนังสือราชการ ไม่รู้ เดี๋ยวนี้เขาคงเอาไปทิ้งหมดแล้ว แต่ว่าอยู่ตั้งนาน อยู่ใต้ตั้งหนังสือเนี่ย เข้าใจว่าประมาณปีหนึ่งไม่ได้แตะ เพราะว่าถ้าไปแตะต้องไปขุดหนังสือราชการ หมายความว่าคงลึก
หนังสือราชการนะ ไม่ใช่ทำราชการ หนังสือราชการมา ก็ทำๆ แล้วก็ตั้งต่อ แล้วก็ตั้งอยู่สูง เดี๋ยวนี้หนังสือราชการด่วนที่สุด ขึ้นมาถึงสูงเท่านี้ ทีหลังก็ขุดๆๆๆๆ แต่ยังมีด่วนมาก ด่วนที่สุด ได้ทำ 3 ธ.ค.ทำเสร็จแล้ววันนี้ ช้าไป 1 วันเท่านั้นเอง แต่ด่วนมากเดือน พ.ย. 2 อาทิตย์ ต้องไปขุด เดี๋ยวกลับไปต้องไปขุด กลับออกไปต้องไปหัวหิน นี่เดี๋ยวถ้าจะพอแล้ว เพราะไม่งั้นเดี๋ยวไม่ได้นอน ถ้าไม่นอนเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าตื่นไม่ไหว เป็นอย่างนี้เสมอ
ถึงวันเกิดนี่ วันเกิดก็มีการพบปะอย่างนี้แล้วก็จะต้องไปนอน เดี๋ยวไม่ได้นอน ขึ้นไปหาสมาคมจะร่วงลงไปทุกคน เพราะว่ามันสูง ขานี่มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยต้องเตรียมตัว แต่อย่างไรก็ตาม ได้มาพูดค่อนข้างจะยาว อ้อ...พอดีเวลา เหลือ 2 นาที ให้ดนตรีลุกขึ้นได้ ก็ขอให้ท่านที่มาที่นี่ได้มีความแจ่มใส วันนี้รู้สึกว่าท่านจะแจ่มใสดี ต้องแจ่มใส เพราะว่าถ้าไม่แจ่มใส ทำงานไม่ได้ ต้องให้ท่านทำงานได้ดีๆ แล้วก็คิดถึงงานที่มี ที่จะต้องทำ ทำให้ดีๆ ไม่ทำให้เละ ถ้าทำให้เละ ประเทศชาติก็เละ ก็ขอให้มีความสุข ความสำเร็จทุกประการ"

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด