ถ้าทำเละประเทศก็เละ ทรงชี้อย่าลืมว่าทำอะไร

ถ้าลืมอันตราย-เสียหาย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส จะต้องทำงานให้ดีๆ ถ้าทำเละประเทศชาติก็เละ ทรงเตือนอย่าลืมว่าทำอะไร ถ้าลืมอันตราย
เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ประชาชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2547
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนคณะบุคคล กราบบังคมทูลความว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อ 30 ปีที่แล้วได้มีพระราชดำรัสเตือน ณ มหาสมาคมแห่งนี้ ในปี 2517 ว่า ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด ขอย้ำพอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวร อีก 23 ปีต่อมา หลังจากนั้น ก็เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จนมีพระราชดำรัสอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. 2541 ว่า วันนั้นได้พูดว่าเราควรจะปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง บัดนี้ แนวพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นเรื่องที่พูดถึงทั่วไปอย่างจริงจัง เพราะสอนให้คนเรารู้จักพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมความสามัคคีของชุมชน รู้จักการขาดทุนเพื่อจะมีกำไรต่อไม่ ไม่ฟุ้งเฟ้อนับว่าเป็นคติที่ใช้ได้อย่างดีในสังคมปัจจุบัน จนกระทั่งผู้นำต่างประเทศและนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ก็ยังนำไปตริตรองด้วยความพิศวงในพระอัจฉริยภาพ ดังที่เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีของหลายประเทศที่กำลังพัฒนา ได้นัดกันมาชุมนุมขอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อข้าพระพุทธเจ้าได้พบผู้นำรัฐบาลเหล่านั้นในการประชุมเอเปกที่ชิลี และอาเซียนที่เวียงจันทน์ หรือที่ใดๆ ทุกคนต่างพูดถึงแนวทางนี้ด้วยความชื่นชมว่าเป็นวิถีทางแบบตะวันออกที่น่าพิศวงยิ่งนักในโลกปัจจุบัน
นายกฯ ยังกราบบังคมทูลว่า หลักรู้รักสามัคคี ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงย้ำเตือนตลอดมาว่า ความจำเริญรุ่งเรืองใดๆ ในทางวัตถุ ไม่สำคัญเท่ากับที่ราษฎรมีความสามัคคี ปรองดอง ดังนั้นในหลายโอกาส จึงรับสั่งถึงความรู้รักสามัคคี ความมีไมตรีจิตต่อกัน การรู้จักเข้าถึง เข้าใจและพัฒนา อันเป็นกุศโลบายในการแก้ปัญหาของบ้านเมืองในยามวิกฤติได้อย่างดีเลิศ ตั้งแต่ปัญหาปากท้องจนถึงปัญหาการเมือง และตั้งแต่ปัญหาการวิวาทเล็กน้อยจนถึงปัญหาการก่อความไม่สงบในระดับชาติ
จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสตอบตอนหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้การปกครองก็ใช้แต่คำต่างประเทศ ท่านก็เป็น ท่านเป็นซีอีโอ ถ้าความจำเวลานี้อายุมากขึ้นความจำมันลดลงไป ซีอีโอมาจากอะไรเลยไม่รู้ ว่าท่านจะปกครองยังไง แต่เดี๋ยวนี้ชักเคยชินว่าท่านปกครองแบบซีอีโอ แต่ว่าวันนั้นที่ซีอีโอมา ท่านรองนายกฯ มา ท่านมาบอกว่า ถามว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นอะไร ท่านก็บอกว่าเป็นซีอีโอ โอ้เราก็ต้องเข้าใจสิ เราเป็นซีอีโอ ก็เลยเข้าใจว่าเราเป็นนายใหญ่อีกคนหนึ่ง ก็ต้องคัดค้าน คัดค้านว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่เป็นนายใหญ่
"รัฐธรรมนูญยังบอกว่าพระมหากษัตริย์ไม่เป็นนายใหญ่ เป็นมหา ใหญ่โต กษัตริย์ นักรบใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้เป็น เป็นจอมทัพ เป็นมหากษัตริย์ เป็นซีอีโอ ซีอีโอของกองทัพ เราก็เข้าใจไปเลยเถิดไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ซึ่งก็ขอโทษด้วย ต้องล้อท่านรองนายกฯ ว่า ท่านก็เป็นซีอีโอใหญ่ ใหญ่ที่สุด ก็เลยท่านรับผิดชอบหมด ลงท้ายฟังไปฟังมา ตอนนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอมาบอกว่า การทำงานทำการเป็นยังไง ซีอีโอนี่ เขาบอกสบายมาก ถ้ามีอะไรก็ให้ปลัดจังหวัด ปลัดจังหวัดเป็นผู้สั่งการ ท่านนายกฯ ว่าอย่างนั้น ก็เลยปลงเหมือนกันว่าซีอีโอนี่ดีเหมือนกัน ถ้าเราเป็นซีอีโอเราก็โยนให้ท่านรองนายกฯ ท่านรองนายกฯ ทำอะไร คนก็ว่าท่านรองนายกฯ ซึ่งอย่างนี้อะไรๆ ก็ว่าท่านรองนายกฯ แต่เวลาฟังข่าว ท่านรองนายกฯ ทำไอ้โน่นไอ้นี่ แล้วทีหลังก็รองนายกฯ ไหน เมื่อเขาพูดตำแหน่งก่อน แล้วเสร็จแล้วถึง อ๋อ ท่านรองนายกฯ พล.อ.ชวลิต ตอนแรกก็รู้กันแล้วท่านรองนายกฯ รองนายกฯ ทางข้างหลังตกใจ ตกใจแล้วก็สั่นสะท้านว่านี่จะไปว่าใคร แท้จริงเราก็พูดถึงรองนายกฯ ชวลิต ถ้าเป็นรองนายกฯ อื่นๆ ก็สบายใจ แต่เดี๋ยวนี้รองนายกฯ มันมีมาก เมื่อมีมากก็ ลงท้ายรับผิดชอบ แจกจ่ายกัน ฟังข่าวก็บอกว่า รองนายฯ นั้นๆ ทำ
ทรงตรัสว่า เดี๋ยวนี้ก็ฟังข่าว ฟังวิทยุ มีรายการอันเดียวที่จะต้องฟัง คือนายกฯ พูดกับประชาชน คุยกับประชาชน คุยๆๆๆ เขาบอกว่าคุย 1 ชั่วโมง เราก็ได้ยิน โอ้ นายกฯ มาแล้วเราต้องฟัง ฟังไปฟังมาเราหลับ หลับไปหลับมาเลยต้องมาคอยตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง ได้อีกชั่วโมง ทีนี้ฟังไปฟังมา วันนี้ได้ความรู้ เพราะว่าท่านบอกว่า ท่านไม่อ่านหนังสือมากนัก หนังสือดีต้องอ่านหนังสือเพื่อที่จะให้มีความรู้ แล้วท่านบอกว่า ถึงจะดีต้องไปพบกับคน คุยกับคน ได้ความรู้ ก็จริง เราฟังเวลาท่านนายกฯ มา ก็ฟังนายกฯ ก็ได้ความรู้เยอะ วันนี้ก็ได้ความรู้ว่า ท่านฟัง คนที่มา ได้ความรู้ในการปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นเวลาท่านนายกฯ มาก็ดีใจ ท่านพูดมาก ท่านก็พูด เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็ได้ความรู้ ที่เห็นด้วยก็ว่า ถ้าเราฟังคนที่มีความรู้ เราก็ได้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้ที่จะมาสอนคนโน้นคนนี้ได้ แต่ได้ความรู้ที่จะปฏิบัติได้ เมื่อปฏิบัติอย่างนี้แล้วก็ดี เราก็สามารถที่จะปฏิบัติงาน ถ้าฟังจากคนที่เก่ง ก็ฟัง ท่านก็พูดอะไรต่างๆ พูดไปเรื่อย เราก็ได้ความรู้ ไม่ต้องอ่านหนังสือ ถ้าฟังคนที่มีความรู้แล้วก็มาย่อย ท่านก็บอกว่า ฟังคนที่มีความรู้ทำให้สามารถปฏิบัติงาน สามารถทำอะไรต่ออะไรได้
"ถ้าเราฟังคนแล้วก็ฟังจริงๆ แต่ต้องพิจารณา อันนี้เป็นข้อสำคัญ ถ้าฟัง ฟังโน่นคนโน้นคนนี้คนไหนที่มาจากอเมริกาใต้ พูดใหญ่ว่าต้องปฏิบัติอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่เห็นด้วยสักอัน เราก็ต้องคิดว่าทำไมเราเกิดไม่เห็นด้วย บางทีคนที่มีชื่อเสียงมาพูด เราฟังไม่เข้าเรื่องไม่ได้มีประโยชน์ แต่ประโยชน์มีว่าท่านเก่งที่ทำให้คนเชื่อ ถ้าคนมาพูดแล้วเราฟังแล้วก็เชื่อตามไปหมด ไม่ดีเพราะว่าไม่ได้พิจารณา ต้องพิจารณาว่าที่ท่านพูดนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าพูดถูกต้องปฏิบัติได้ เราก็ดี เราก็ได้ประโยชน์ ส่วนรวมก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเราเอาความรู้ที่ท่านพูดไปปฏิบัติต่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เดี๋ยวนี้ค่อนข้างเครียด เราก็ต้องยกตัวอย่าง ท่านนายกฯ นายกฯ ดูทีวี หาเสียง เสียงแหบ ต่อหน้านายกฯ แต่ออกทีวี อย่างวันนี้คงตบแต่งดี เพราะมีทีวี ทีวีเขาคงมาบอก ต้องแต่งนิดนึงนี่แหละพูดเฉพาะท่านนายกฯ เพราะเป็นนายกฯ เป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องยกตัวอย่างผู้ใหญ่ จะยกประธานองคมนตรี ประธานศาลฎีกา ศาลปกครอง ศาลมีมากเหลือเกิน นี่เป็นประธาน ผู้ใหญ่ทั้งนั้น มีผู้ใหญ่มาก ข้างนอกไม่มีโอกาสเข้ามา มีแต่ผู้ใหญ่ ยังไงก็แขวะผู้ใหญ่เป็นแถว ก็รวมอยู่ที่นายกฯ เราก็แขวะคนเดียว ไม่งั้นเหนื่อย หากแขวะทุกคน อย่างไรก็ตาม พูดเป็นอารัมภบทเท่านั้นเองว่า ไม่ต้องแขวะใคร แขวะนายกฯ คนเดียวก็แขวะทุกท่านหมดเลย มีแต่ว่า จำไม่ได้ว่าจะพูดเรื่องอะไร จำไม่ได้แล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรมาก แต่ท่านเข้าใจว่า คนเราต้องพูด ต้องแขวะ เพราะถ้าไม่แขวะ จะไม่ได้อะไรเลย
"ถ้ามาบอกท่านเก่ง ท่านดี ไม่ได้ผล ต้องใช้กันลืม ลืมว่า ท่านทำอะไร ถ้าท่านลืมว่าทำอะไร อันตราย เดี๋ยวท่านเกิดมีไบรท์ ไอเดีย ว่าทำอย่างนู้น ทำอย่างนี้ ก็เลยเสียหาย เมื่อเช้าที่ฟังท่านพูดถึงเด็กต้องเรียนรู้ก็มีอัน เด็กเรียนรู้ได้ ไม่เท่ากัน บางคนถ้าเราให้เด็กเรียนรู้ อายุ 8 ขวบเขาเก่งเท่าเด็ก 30 และเก่งจริงๆ เราสู้ไม่ไหว แต่ว่า ถ้าตรงข้าม นึกว่าเด็ก เขาฟัง เขาเรียน บางคนเรียนไม่ไหว เรียนไม่ได้ หรือเรียนบางวิชาได้ บางวิชาเรียนไม่ได้ นั่นก็ต้องแบ่งแยกออกไป เป็นพวกที่เรียน จะเรียกว่าเรียนเก่ง เรียนได้ หรือไม่ได้ เมื่อตอนเมื่อวันจันทร์ได้พบพวกราชประชานุเคราะห์ และพวกสื่อสารทางดาวเทียม นั่นรัฐมนตรีศึกษาก็มานั่ง เมื่อท่านเป็นผู้ใหญ่ในที่นั้น ก็ต้องแขวะท่าน ว่าศึกษามีอะไรแปลกๆ ท่านว่า ศึกษานี่มีอะไรแปลกๆ ไม่ได้บอกว่ามีอะไรแปลก เพราะว่าเดี๋ยวโกรธ แต่ว่าก็มีอะไรกันแปลกๆ ก็มาฟ้องกับท่านนายกฯ ฟ้องหรือเปล่า ไม่ได้ฟ้อง เพราะว่าท่านทำหน้าชอบกล คือลำบากที่ว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีบางทีมีความ มีความคิดแปลกๆ นั่นเอง แล้วก็ที่เรียกเมื่อตะกี้ว่าไบรท์ไอเดีย มีไบรท์ไอเดีย ทำไอ้โน่นไอ้นี่ เพราะว่าท่านผู้ใหญ่ที่ต้องระวัง ท่านมีไบรท์ไอเดีย ต้องแปลไบรท์ไอเดีย ความคิดที่สว่างไสว"
ในตอนท้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราโชวาทว่า ถึงวันเกิดนี่ วันเกิดก็มีการพบปะอย่างนี้ แล้วก็จะต้องไปนอน เดี๋ยวไม่ได้นอน ขึ้นไปหาสมาคมจะร่วงลงไปทุกคน เพราะว่ามันสูง ขานี่มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็เลยต้องเตรียมตัว แต่อย่างไรก็ตาม ได้มาพูดค่อนข้างจะยาว อ้อพอดีเวลา เหลือ 2 นาที เหลือ 2 นาที ให้ดนตรีลุกขึ้นได้ ก็ขอให้ท่านมาที่นี่ได้มีความแจ่มใส วันนี้รู้สึกว่าท่านจะแจ่มใสดี ต้องแจ่มใส เพราะว่าถ้าไม่แจ่มใส ทำงานไม่ได้ ต้องให้ท่านทำงานได้ดีๆ แล้วก็คิดถึงงานที่มี ที่จะต้องทำ ทำให้ดีๆ ไม่ทำให้เละ ถ้าทำให้เละ ประเทศชาติก็เละ ก็ขอให้มีความสุข ความสำเร็จทุกประการ

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด