จี้ส่งออกประมงใช้สิทธิเอฟทีเอเพิ่มขีดแข่งขันบุกตลาดอินเดีย

พาณิชย์กระตุ้นผู้ส่งออกสินค้าประมง ใช้สิทธิลดภาษีใต้กรอบเอฟทีเออินเดียสำหรับสินค้า 4 รายการ เพื่อเพิ่มขีดแข่งขัน เร่งแก้อุปสรรคภาษีซ้ำซ้อนให้ผู้ส่งออกไทย ส่งสินค้าตีตลาดอินเดียได้ง่ายขึ้น
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ไทยเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2547 ยังไม่มีผู้ส่งออกสินค้าประมงรายใดที่มายื่นขอใช้สิทธิลดภาษีนำเข้าในสินค้า 4 รายการ ได้แก่ 1.ปลาแซลมอนทั้งตัว หรือเป็นชิ้นไม่บด 2.ปูที่ปรุงแต่ง 3.ปลาซาร์ดีน ปลาซาร์ดีนเนลล่า และ 4.ปลาบริสลิงและปลาแมกคอเรล ซึ่งจะลดอัตราภาษีจาก 30% เหลือ 15% ทันที และในปี 2548 จะลดเหลือ 7.5% ขณะที่ปี 2549 จะลดลงเหลือ 0%
"การไม่ยื่นขอใช้สิทธิ ทำให้ผู้ส่งออกต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติ ที่อัตรา 30% ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับผู้ส่งออกเอง เพราะหากไม่ใช้สิทธิ ต้นทุนสินค้าก็จะสูง ทำให้ต้องขายในราคาที่แพงขึ้น แต่ถ้าหากใช้สิทธิ ต้นทุนสินค้าจะต่ำลง ขายได้ราคาถูกลงและสินค้าจะแข่งขันกับประเทศคู่แข่งต่างๆ ได้" นางนันทวัลย์ กล่าว
รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมต้องการเร่งให้ผู้ส่งออกสินค้าประมงทั้ง 4 รายการ มายื่นขอใช้สิทธิส่งออกภายใต้เอฟทีเออินเดีย เพราะการใช้สิทธิจะทำให้เสียภาษีต่ำลง สินค้าแข่งขันได้ดีขึ้น โอกาสที่สินค้าประมงไทยจะเข้าสู่ตลาดอินเดียมากขึ้น หากสามารถดึงให้คนอินเดียมาบริโภคสินค้าประมงไทย ซึ่งคงไม่ต้องทั้งประเทศ 800 ล้านคน แค่หันมาบริโภคไม่กี่ล้านคน จะมีตลาดส่งออกเพิ่มมากขึ้น
ส่วนกรณีที่ผู้ส่งออกสินค้าประมงไทยไม่สนใจตลาดอินเดีย เพราะมีปัญหาการถูกเก็บภาษีซ้ำซ้อน หรือมีขั้นตอนทางเอกสารยุ่งยากนั้น นางนันทวัลย์ กล่าวว่า ได้ประสานงานไปยังสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในอินเดียให้ช่วยตรวจสอบแล้ว ซึ่งหากพบว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าไทยจริง ก็จะหาทางแก้ไขต่อไป เพื่อให้สินค้าไทยส่งออกได้สะดวกขึ้น ซึ่งผู้ส่งออกต้องไม่หวั่นเกรงอุปสรรค เพราะตามที่รัฐเปิดเจรจาเอฟทีเอ จะช่วยกรุยทางลดอุปสรรคการค้าได้มากขึ้น
ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าประมงทั้ง 4 รายการดังกล่าว ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2547 (มกราคม-สิงหาคม) ไทยส่งออกปลาซาร์ดีน ปลาซาร์ดีนเนลล่า ปลาบริสลิง และปลาแมกคอเรล การส่งออกสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2546

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด