ปลุกประชาชนร่วมต้าน สัมปทานเพื่อครอบครัว

เอ็นจีโอไม่แปลกใจ 'ทักษิณ-ญาติกา' รวยหุ้นที่สุดในประเทศไทย ปลุกชาวบ้านตื่นสกัดการเมือง 'พันธุ์แม้ว' รวมศูนย์อำนาจ-ตั้งเป้าแก้ รธน.

ห้ามธุรกิจการเมืองทำธุรกิจกับภาครัฐ ปชป.แฉ "ชินวัตร-ดามาพงศ์-อัศวโภคิน-มาลีนนท์" อานิสงส์ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" "ชลศรานนท์-นิรันดร์กุล" เศรษฐีหุ้นรายใหม่ 1.2 พันล้านบาท

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานเครือข่ายองค์กรเอกชนต่อต้านคอรัปชั่น กล่าวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ถึงการจัดอันดับ 500 เศรษฐีหุ้นไทยประจำปีของวารสารการเงินธนาคาร ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2547 ระบุว่าครอบครัวนายกรัฐมนตรีและคนใกล้ชิดได้รับการจัดอันดับเป็นตระกูลรวยหุ้นที่สุดในประเทศว่า ตนไม่แปลกใจกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีและบุคคลใกล้ชิดก็แบ่งปันการสัมปทานให้กันและกันอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้หลักฐานเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น

"แตกต่างจากการเมืองสมัยก่อนที่นักธุรกิจกับรักการเมืองเป็นคนละคนกัน ซึ่งนักการเมืองจะได้รับประโยชน์จากการจ่ายเงินใต้โต๊ะของนักธุรกิจ แต่ปัจจุบันนักธุรกิจก้าวเข้ามาปกป้องธุรกิจโดยการเป็นนักการเมืองและเป็นผู้รับสัมปทานเสียเอง เพราะรู้ข้อมูลต่างๆ ของรัฐบาล ดังนั้น ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นจึงอยู่ในรูปแบบที่เอาผิดไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายไม่เอื้ออำนวย รวมทั้งการออกพระราชกำหนดบางฉบับ เช่น พระราชกำหนดสรรพสามิตก็เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์" นางรสนากล่าว และว่า เมื่อข้อมูลปรากฏออกมาเช่นนี้ประชาชนจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อหาทางแก้ไข ซึ่งระยะสั้นต้องรณรงค์ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลให้มากที่สุดก่อนการเลือกตั้ง เพื่อสกัดไม่ให้มีการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจและการเมืองแบบรัฐสภา

ประธานเครือข่ายองค์กรเอกชนต่อต้านคอรัปชั่นกล่าวว่า หากสมัยหน้ารัฐบาลไทยรักไทยได้กลับมาบริหารประเทศอีก อำนาจทุกอย่างก็จะอยู่ในมือของคนกลุ่มเดิม และปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์ก็จะยังคงอยู่ เพราะนักการเมืองสมัยนี้ไม่มีหิริโอตตัปปะ แยกประโยชน์ตนและประโยชน์ชาติไม่ออก การแก้ไขปัญหาระยะยาวคือต้องรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อห้ามมิให้นักธุรกิจที่เป็นนักการเมืองและคนในครอบครัวทำธุรกิจกับภาครัฐได้

"ประชาชนต้องตื่นจากพะวังและร่วมกันรับรู้ข้อมูลการหาผลประโยชน์ของคนในรัฐบาลและบุคคลใกล้ชิด หากไม่ตื่นก่อนการเลือกตั้ง การทับซ้อนของผลประโยชน์ก็จะยังคงมีอยู่" นางรสนากล่าว และว่า จึงต้องตระหนักและคิดให้หนักถึงการเลือกตั้งว่าจะเลือกใครมาคานอำนาจพรรคไทยรักไทย

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเมื่อมีการจัดอันดับผู้ถือหุ้นในประเทศไทยในอันดับต้นๆ หนีไม่พ้นตระกูลชินวัตร ตระกูลดามาพงศ์ ตระกูลอัศวโภคิน และตระกูลมาลีนนท์ ที่ล้วนแต่เป็นแกนนำคนสำคัญในรัฐบาล ซึ่งความร่ำรวยของครอบครัวนายกรัฐมนตรีและเครือข่าย

"แสดงให้เห็นถึงความเป็นรูปธรรมส่วนหนึ่งว่าในระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ที่นายกรัฐมนตรีครองอำนาจอยู่นั้น มีความร่ำรวยในอัตราเร่งแบบไม่ปกติ ชี้ให้เห็นชัดว่านายกรัฐมนตรีพยายามทำตัวเหนือตลาดหลักทรัพย์อยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งที่มักจะพูดผ่านทางรายการนายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน ในการคุยเรื่องหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และพูดชี้นำว่าควรซื้อหุ้นในเวลานั้นเวลานี้ หรือตัวนั้นตัวนี้เป็นประจำ ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่มีใครสามารถไปเตือนนายกรัฐมนตรีไม่ให้ปฏิบัติได้ จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่าในการจัดอันดับผู้ถือหุ้นน่าจะมีเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ทำให้ครอบครัวของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอยู่ในอันดับต้นๆ เสมอ" นายองอาจกล่าว

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการวิจารณ์ในวงการคนเล่นหุ้นว่า ในช่วง 4 ปีของรัฐบาลทักษิณไม่ได้จริงจังกับการจัดการกับขบวนการปั่นหุ้นเท่าที่ควร และมีความพยายามจะสร้างตัวแทนเข้าไปมีผลประโยชน์ในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัท นอกจากนี้รัฐบาลชุดนี้ยังพยายามใช้วิธีการเอื้อประโยชน์ต่อผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มพวกพ้องตัวเอง เช่นมีการตั้งเป้าว่าในอีก 4 ปีข้างหน้าหากรัฐบาลทักษิณได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง ยอดจำหน่ายมือถือในประเทศจะพุ่งเพิ่มขึ้นจาก 17 ล้านเลขหมาย เป็น 24.39 ล้านเลขหมาย ซึ่งส่วนหนึ่งยอมรับว่าเป็นการอาศัยอำนาจรัฐในการผูกขาด ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ ที่จะต้องปล่อยให้ตลาดหลักทรัพย์ทำงานด้วยความโปร่งใส สามารถลงทุนได้อย่างมีความเชื่อมั่น ที่ผ่านมาได้สร้างความเคลือบแคลงในการเข้าไปแทรกแซงมาโดยตลอด

วารสารการเงินธนาคารฉบับประจำเดือนธันวาคม 2547 รายงาน 200 ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 ว่าเช่น ลำดับที่ 1.ชินวัตร 31,543,749,098.10 บาท 2.มาลีนนท์ 20,585,825,340.00 บาท 3.ดามาพงศ์ 15,267,243,825.00 บาท 4.อัศวโภคิน 14,551,986,224.80 บาท 5.กรรณสูต 8,925,953,536.00 บาท 6.จิราธิวัฒน์ 7,322,102,322.70 บาท 7.ลาภวิสุทธิสิน 6,892,124,299.00 บาท 8.เบญจรงคกุล 6,864,203,747.00 บาท 9.จันศิริ 5,123,830,032.00 บาท 10.จรณะจิตต์ 4,951,130,068.00 บาท

11.ธารีรัตนาวิบูลย์ 4,834,718,847.50 บาท 12.ดำรงชัยธรรม 4,151,054,388.00 บาท 13.ตัณฑเทอดธรรม 3,498,600,000.00 บาท 1 4.มหากิจศิริ 3,324,977,933.90 บาท 15.เลี่ยวไพรัตน์ 2,699,381,239.75 บาท 16.วิทยฐานกรณ์ 2,692,809,372.00 บาท 17.กรมดิษฐ 2,379,868,613.00 บาท 18.จิรกิติ 2,343,919,050.00 บาท 19.ลี้อิสสระนุกูล 2,294,851,144.00 บาท 20.ว่องกุศลกิจ 2,282,887,503.40 บาท

21.โสภณพนิช 2,107,232,480.83 บาท 22.วงศ์สวัสดิ์ 2,042,061,074.36 บาท 23.แสงศาสตรา 1,939,899,186.00 บาท 24.TEIGEN 1,864,000,000.00 บาท 25.ชาญวีรกูล 1,778,261,539.50 บาท 26.วิญญรัตน์ 1,750,252,500.00 บาท 27.ปราสาททองโอสถ 1,743,037,049.60 บาท 28.นิรุตตินานนท์ 1,689,951,252.00 บาท 29.วัธนเวคิน 1,619,914,949.28 บาท 30.เอี้ยวศิวิกูล 1,604,851,143.60 บาท

31.โชควัฒนา 1,520,304,691.98 บาท 32.มนูญผล 1,458,641,904.50 บาท 33.พูนศักดิ์อุดมสิน 1,451,787,168.44 บาท 34.ล่ำซำ 1,451,651,112.24 บาท 35.หอรุ่งเรือง 1,407,389,702.50 บาท 36.วานิช 1,339,534,400.50 บาท 37.เทพกาญจนา 1,334,737,771.25 บาท 38.ชลศรานนท์ 1,262,111,914.70 บาท 39.นิรันดร์กุล 1,243,200,000.00 บาท 40.วิทยากร 1,191,382,400.00 บาท 41.วินิชบุตร 1,142,675,500.00 บาท 42.อุทกะพันธ์ 1,136,263,246.00 บาท และ 58.โพธารามิก 866,705,408.10 บาท

15 ธันวาคม 2547

หมวดหมู่ของข่าว: 

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด