แถลงการณ์ กลุ่ม เอฟ ที เอ ว็อทช์ "ผลประโยชน์ร่วมของการป้ายสี มาตรา 190"

เจตนารมณ์เรื่องความโปร่งใส การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำหนังสือสัญญา ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ กำลังถูกโจมตีอย่างหนักอีกครั้งจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ นักการเมืองในขั้วรัฐบาล และข้าราชการที่ยังคุ้นเคยกับวิธีการเจรจาแบบเดิมๆ ข้อกล่าวหาล่าสุดต่อมาตรานี้คือการที่จะทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถลงนามความตกลงเขตการค้าเสรี หรือ FTA สามฉบับระหว่างสมาชิกอาเซียนและกลุ่มประเทศต่างๆ กลางเดือนธันวาคมนี้ จนจะส่งผลให้ประเทศชาติต้องเสียหายจากการตกขบวนรถด่วนสายโลกาภิวัตน์

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ FTA Watch ซึ่งติดตามประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่องขอชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาเบื้องต้นต่อหลักการในมาตรา 190 เป็นการไม่พูดความจริงทั้งหมดจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1) หลายประเทศสมาชิกอาเซียนก็ยังต้องกลับไปดำเนินกระบวนการภายในประเทศ ก่อนที่จะสามารถผูกพันและบังคับใช้ความตกลงได้ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยยังมีเวลาแม้ไม่ได้ลงนามกลางเดือนหน้าที่เชียงใหม่ รวมทั้งต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่ารัฐสภามีเวลาพิจารณาเพียง 60 วันเท่านั้น
ถึงที่สุดแล้วประเทศไทยอาจได้บังคับใช้ความตกลงก่อนหลายประเทศด้วยซํ้า

2) การที่ผู้เกี่ยวข้องกับการเจรจากล่าวอ้างว่าหากไม่ลงนามอย่างรวดเร็วแล้วจะเกิดความเสียหายเป็นการสรุปความเอาเองว่าสิ่งที่ตนไปเจรจามาจะเป็นคุณมากกว่าโทษอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการก้าวล่วงการใช้ดุลยพินิจย์ของฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากรัฐสภาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จะตัดสินว่าหนังสือสัญญาสำคัญ อย่างเช่น FTA จะเป็นประโยชน์และสมควรผูกพันหรือไม่ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของประเทศประชาธิปไตยจำนวนมากอยู่แล้ว อีกทั้งตัวอย่างในอดีตก็ยืนยันชัดว่าการทำ FTA อย่างไม่รัดกุมสามารถส่งผลร้ายแรงขนาดไหน

นายจักรชัย โฉมทองดี สมาชิกของกลุ่ม เอฟ ที เอ ว็อทช์ กล่าวว่า
"ถ้าจะให้ชี้อย่างตรงไปตรงมาคงต้องถามว่าหากรัฐบาลต้องการจะลงนามในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้เพื่อเป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาลเอง
ทำไมไม่ส่งเรื่องเข้าสภา 60 วันก่อนถึง 15 ธันวาคม ถ้าฝ่ายบริหารส่งเรือ่งล่าช้าก็เป็นการก่อปัญหาของรัฐบาลเอง ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ" นอกจากนี้นายจักรชัยยังชี้ด้วยว่า "ถ้านับจากวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเรื่องจะเข้าสภา ก็จะเห็นว่ารัฐบาลจะได้คำตอบว่าจะได้ไปลงนามผูกพันหรือไม่ภายในปลายเดือนมกราคมปีหน้านี้เอง อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ากรอบเวลาเช่นนี้น่าจะทำให้ประเทศไทยสามารถบังคับใช้ความตกลงก่อนบางประเทศด้วยซํ้า หากรัฐสภามีมติเห็นชอบ"

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชนได้ชี้ด้วยว่า การอ้างว่าที่ไม่ได้ลงนาม FTA อาเซียน-เกาหลี พร้อมกับสมาชิกอื่นๆ ทำให้ไทยเสียโอกาส
ต้องอธิบายด้วยว่าการที่ตัดสินใจไม่ลงนามในครั้งแรกของไทยนั้น เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก่อนการมีมาตรา 190 เสียด้วยซํ้า ซึ่งเป็นการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่เห็นว่าผลประโยชน์ไม่ลงตัว จึงไม่สมควรมากล่าวอ้างเพื่อดิสเครดิตมาตรา 190

นางสาวกรรณิการ์ กิตติเวชกุล ได้ชี้ถึงสาเหตุการโจมตีมาตรา 190 ว่า "ชัดเจนว่าในกรณีนี้ มาตรา 190 ไม่ได้เป็นตัวปัญหา แต่การป้ายสีมาตรา 190 จะเป็นประโยชน์กับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ที่เด่นชัดที่สุดก็ไม่พ้นนักการเมืองในขั้วรัฐบาลที่โจมตีมาตรา 190 มาอย่างต่อเนื่องก็เพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ตัวเองต้องการ นอกจากนี้ข้าราชการบางคนที่เคยทำอะไรได้อย่างสะดวกโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ก็ต้องการกลับไปดำเนินชีวิตแบบเดิมซึ่งไม่ต้องมีภาระในการดำเนินการตามวิถีทางประชาธิปไตย อีกทั้งทุนใหญ่บางกลุ่มก็อยากเห็นการทำ FTA เป็นแบบเดียวกับอาหารจานด่วนเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่ตนจะสามารถตักตวงได้อย่างรวดเร็วที่สุด"

อย่างไรก็ตามทางกลุ่ม เอฟ ที เอ ว็อทช์ ยืนยันว่าการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญตามแนวทางประชาธิปไตยสามารถกระทำได้ แต่ทางกลุ่มฯ เองยืนยัน "จะปกป้องหลักการความโปร่งใส การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชานอย่างสมดุลย์ให้ถึงที่สุด"

หมวดหมู่ของเนื้อหาในเว็บ: