หนุนรัฐใช้เลขบัตรปชช. เข้าเน็ตแทน 'ซิงเกิล เกตเวย์'

จักรวาล ส่าเหล่ทู
สำนักข่าวเนชั่น

ผู้เชี่ยวชาญไอทีหนุนรัฐใช้เลขบัตรปชช. เข้าเน็ตแทน 'ซิงเกิล เกตเวย์'

จากกระแสข่าวว่ารัฐบาลพยายามผลักดันโครงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศผ่านโครงข่ายช่องทางเดียว หรือเป็นที่รู้จักมักคุ้นในชื่อว่า “ซิงเกิล เกตเวย์” ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นำมาสู่การต่อต้านของผู้คนในโลกออนไลน์ ซึ่งมีผู้ลงชื่อคัดค้านโครงการดังกล่าวในเว็บไซต์ Change.org มากถึง 1.3 แสนกว่าคน และการต่อต้านก็เห็นชัดมากขึ้น จากกรณีที่มีประชาชนจำนวนมากพร้อมใจกันเข้าไปที่ 7-8 เว็บไซต์ของรัฐบาล จนเซิร์ฟเวอร์ล่มอย่างที่เป็นข่าว

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า โครงการซิงเกิล เกตเวย์ นั้น มีหน้าตาเป็นอย่างไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง และทำไมถึงมีกระแสต่อต้าน?

รู้จัก ซิงเกิล เกตเวย์ แบบง่ายๆ

“ลองคิดถึงภาพของห้องน้ำที่มีอยู่ 10 ห้อง เพื่อรองรับแขกประมาณ 1,000 คน แต่แล้วก็มีการล็อกประตูห้องน้ำทั้ง 9 ห้อง แล้วให้บริการแค่ห้องเดียว ซึ่งอาจจะทำให้แออัด แต่คำว่าแออัดนั้น ทางเจ้าของจะเพิ่มเงินเพื่อขยายห้องให้กว้างขึ้น” พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ หรือ หนุ่ย พิธีกรชื่อดังและผู้คร่ำหวอดในวงการไอที ยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่ออธิบายถึงประตูทางออกสู่อินเทอร์เน็ตผ่านช่องทางเดียว

แต่ก่อนจะกล่าวถึงข้อดีข้อเสียนั้น พิธีกรหนุ่มชื่อดังได้เล่าย้อนไปว่า ในสมัยก่อนนั้นประเทศไทยเคยใช้ระบบซิงเกิล เกตเวย์มาแล้ว ซึ่งดำเนินงานโดย แคท เทเลคอม หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เก่า แต่ภายหลังมีการเปิดเสรีทางโทรคมนาคม ซึ่งเราต้องแข่งขันกับนานาประเทศ โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมเจ้าใหญ่ๆ อย่าง ทรู ดีแทค เอไอเอส ก็มีเกตเวย์ของตัวเอง เพื่อการบริการลูกค้าที่ดีขึ้นโดยไม่ได้ผ่านเกตเวย์ของ กสท. ช่องทางเดียว

แต่เมื่อถามความจำเป็นของภาครัฐในการประกาศใช้ซิงเกิล เกตเวย์แล้ว พงศ์สุข กล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้บริการอินเทอร์เน็ตนั้น ยังคงมีหลายๆ เจ้าเช่นเดิม และอาจจะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต เพียงแต่รัฐจะรวบช่องทางการไหลผ่านของอินเทอร์เน็ต จากเดิมที่มีทางออกหลายๆ ทาง ให้เหลือทางออกเดียว และจะมีการขยายแบนด์วิธให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการไหลของข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาล ซึ่งเหตุผลของทางรัฐก็คือ ต้องการสกรีนข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนโยบายของจีน ที่มี เกรท ไฟร์วอลล์ (Great Firewall) ที่หลายๆ คนรู้ว่า วงการอินเทอร์เน็ตของจีนนั้นเข้มงวดมาก จะสกรีนทุกๆ อย่าง

"สาเหตุที่ต้องสกรีนนั้น เป็นเพราะการปราบปรามการกระทำผิดบนโลกออนไลน์ ทั้งเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ข้อความยุยงสร้างความเกลียดชัง (เฮทสปีช) ที่ไม่ค่อยได้ผล แม้จะมีการประกาศใช้กฎหมายแล้วก็ตาม ซึ่งทางภาครัฐคิดว่า ซิงเกิล เกตเวย์ นี่แหละเป็นคำตอบ เพราะในเมื่อทุกคนผ่านที่ประตูทางออกเดียวกัน รัฐก็จะสามารถใช้โปรแกรมในการสกรีนคำว่าใครโพสต์อะไรที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่การเพ่งเล็งดูเป็นพิเศษโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ดังนั้นการประกาศใช้ซิงเกิล เกตเวย์ นั้น จะทำให้กลุ่มบุคคลที่ชอบสร้าง เฮทสปีชเหล่านี้ มีความกลัว ไม่กล้ากระทำความผิดบนโลกออนไลน์ เพราะว่าอาจจะถูกจับกุมได้ง่าย แต่การที่หลายๆ คนกังวลว่า รัฐจะใช้ซิงเกิล เกตเวย์ ปิดเฟซบุ๊ก หรือกูเกิลนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะบริบทของสังคมไทยไปไกลเกินกว่าสังคมนิยมแบบประเทศจีน หรือเกาหลีเหนือ ที่ประชาชนไม่ค่อยเรียกร้องอะไรมาก คนที่จะค้านนั้นมีเต็มไปหมด จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐจะมีการดำเนินการดังกล่าว แต่สำหรับการจับตาดูคนที่ทำผิดบนโลกออนไลน์ถือว่าเป็นข้อดีของซิงเกิล เกตเวย์"

อย่างไรก็ดี พิธีกรหนุ่มชื่อดังอธิบายอีกว่า ซิงเกิล เกตเวย์ ก็มีข้อเสียเช่นกัน เริ่มจากการลงทุนในการพัฒนาระบบจำนวนมาก อาจจะกล่าวได้ว่า ถึงหลักหมื่นล้านบาท อีกทั้งผู้ที่จะมาดูแลโครงการดังกล่าวเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ในอนาคตเจ้าหน้าที่จะไม่ทุจริต ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาการคอร์รัปชั่นต่อไปได้

ทั้งนี้ เขายังยกตัวอย่างอีกว่า จากกรณีที่มีผู้ชุมนุมทางการเมือง บุกตึกแคท เทเลคอม ที่เขตบางรัก ซึ่งเป็นศูนย์รวมทางออกทางอินเทอร์เน็ตหลายๆ ลิงค์ โดยมีการตัดไฟตัวตึก ทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตล่มไปครึ่งประเทศ กล่าวคือ เว็บไซต์หลายๆ เว็บเข้าไม่ได้ สร้างความเสียหายมหาศาล ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกนำมาอ้างอิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ถ้ารัฐจะประกาศใช้ซิงเกิล เกตเวย์ จริง แล้วหากตึกทำการของเกตเวย์เป็นอะไรไป จะเกิดอะไรขึ้นกับระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย

“ถ้ารัฐประกาศใช้ซิงเกิล เกตเวย์ ผมเชื่อว่า ทางผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายอื่นๆ จะไม่ลงทุนวิ่งเข้าหาเกตเวย์ของรัฐ เพราะพวกเขาได้ลงทุนเงินมหาศาลกับเกตเวย์ของตัวเองแล้ว อยู่ๆ จะบังคับพวกเขาเข้าเกตเวย์อื่นได้อย่างไร จะมีการเรียกร้องให้รัฐมารับลิงค์จากพวกเขา เพื่อนำเข้าเกตเวย์ โดยทางภาครัฐจะต้องจ่ายเงินเพิ่มในการดำเนินการส่วนนี้ด้วย”

พงศ์สุข บอกว่า การจะปราบปรามเฮทสปีช หรือการหมิ่นสถาบันที่ทำร้ายจิตใจคนไทยมานาน ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ฝ่ายความมั่นคงคิดถึงเรื่องนี้ แต่ขอเสนออีกวิธีหนึ่งในการจัดการเรื่องนี้

เสนอวิธีสกัดทำผิดบนโลกออนไลน์

“ในสังคมไทยได้พูดถึงการลงทะเบียนใช้อินเทอร์เน็ตด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก มาอย่างยาวนานแล้ว ซึ่งกระทรวงมหาดไทยก็ยังไม่ได้พัฒนาระบบนี้เสียที ผมมั่นใจว่า หากกระทรวงมหาดไทยเปิดให้บริการฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร โดยบูรณาการให้เอกชน หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ สามารถขอเช็กความถูกต้องของเลขบัตรประชาชนที่มีการใช้สมัครบริการว่าใช่คนนี้หรือเปล่า ผมเชื่อเหลือเกินว่า นี่จะเป็นวิธีการสร้างความรับผิดชอบในการโพสต์เนื้อหาของคนไทยบนโลกออนไลน์ ต่อให้คุณใช้ไอดีชื่อแฝง แต่ก็จะยังถูกกำกับด้วยเลขบัตรประชาชนที่ใช้สมัคร ซึ่งระบบก็รู้ว่าใครโพสต์อยู่ดี”

ยกตัวอย่างเฟซบุ๊ก ที่เปิดบริการเอพีไอ (Application Programming Interface) คือ ให้โปรแกรม แอพพลิเคชั่น หรือบริการอินเทอร์เน็ตอื่นๆ เชื่อมต่อกับโปรไฟล์เฟซบุ๊ก เพื่อดึงข้อมูลจากโปรไฟล์ไปอ้างอิงในการสมัครใช้บริการอื่นๆ ซึ่งถ้ากระทรวงมหาดไทยเปิดให้บริการเอพีไอในส่วนของข้อมูลทะเบียนราษฎร เช่นเดียวกับเฟซบุ๊ก เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตต่างๆ เข้ามาใช้บริการ แล้วก็ออกกฎว่า ทุกบริการจะต้องลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความตระหนักระมัดระวังในการที่จะโพสต์ข้อความด่าทอ กล่าวหาเกินจริง หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ

“ผมขอขอบคุณในแนวคิดที่จะคัดกรองคนที่กระทำผิด หรือจะมีการตรวจตราหรือปราบปรามคนที่กระทำผิดอย่างรัดกุมมากขึ้น เพราะแม้เราจะมี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่สุดท้ายเราก็ปราบปรามไม่ได้ เนื่องจากการตามตัวนั้นมันยาก เว้นเสียว่าเรามัดทางออกรวมกันจะทำให้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ดี แต่ในเชิงปฏิบัติอาจจะสื่อไปในทางไม่มีเสรีภาพในการใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งเรากำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นักลงทุนต่างชาติจะลงทุนไหมถ้าบอกเขาว่า ประเทศนี้ใช้ซิงเกิล เกตเวย์ ซึ่งเหมือนกับปิดกั้นอิสรภาพของประชาชน”

พงศ์สุข ผู้คร่ำหวอดวงการไอที กล่าวอีกว่า แม้รัฐไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นอิสรภาพของประชาชนก็ตาม แต่บรรยากาศความน่าลงทุนอาจจะไม่เกิด แต่ถ้าถามอีกว่า แล้วทำไมจีนใช้ซิงเกิล เกตเวย์ แล้วยังมีคนลงทุนเยอะแยะ นั่นก็เป็นเพราะจีนมีจำนวนคนพันกว่าล้านคน แต่คนไทยมีแค่ 67 ล้านคน ซึ่งมีความต่างกันเยอะ กระบวนการคัดกรองนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากขอเสนอแนวคิดเรื่องการใช้เลขบัตรประชาชนในการสมัครใช้บริการ ซึ่งวิธีดังกล่าวใช้งบน้อยกว่าการทำซิงเกิล เกตเวย์ และแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า

“การผลักดันโครงการซิงเกิล เกตเวย์ อาจจะเป็นวิธีการที่สุดโต่ง และทำให้เกิดภาพที่ขาดอิสรภาพในการใช้งานอินเทอร์เน็ต เพราะคอนเซ็ปต์ของอินเทอร์เน็ต คือ โลกเสรี ซึ่งแม้รัฐประกาศใช้ซิงเกิล เกตเวย์ จริงๆ ก็คงให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าวิธีดังกล่าวเหมือนว่ารัฐจะปิดกั้นสิทธิ์นี้ ประชาชนก็เลยมีการแตกฮือกัน”

แหล่งข่าว: 
คม ชัด ลึก

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด