นักวิชาการ เสนอ ตั้งองค์กรกลาง หนุนรัฐ ดูแลแก้ค้ามนุษย์

ผลวิจัย พบ รัฐทุ่มงบ 1,400 ล้าน แก้ปัญหาค้ามนุษย์ ระบุ ยังขาดองค์กรกลางขับเคลื่อนทั้งระบบ พร้อม เสนอโครงสร้างสำนักงาน ป.ป.ม. เร่ง สางปัญหาต้นทางถึงปลายทาง แนะ ตั้งกองทุนต่อต้านค้ามนุษย์ที่ยั่งยืน หนุน ความมุ่งมั่นของนายกฯ ตัดวงจรค้ามนุษย์...

วันที่ 8 ต.ค. 58 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ชมรมนักวิจัยไทยเพื่อความสุขชุมชนมาสเตอร์โพลล์ (Master Poll) ร่วมกับ ทีมวิชาการด้านยุทธศาสตร์เปิดเผยผลวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เสนอแนวทางต่อต้านค้ามนุษย์ ต่อยอดงานวิจัยที่เคยทำ พบว่า สาเหตุไทยถูกจัดอันดับค้ามนุษย์ตกเทียร์ 3 ซ้ำ เพราะองค์การระหว่างประเทศไม่เชื่อมั่นกลไกรัฐแก้ปัญหาค้ามนุษย์ของไทยว่าจะยั่งยืน โดยผลการศึกษา พบด้วยว่า รัฐจัดสรรงบประมาณเพิ่มจาก 200 กว่าล้านบาทในปีที่แล้ว เป็น 1,400 ล้านบาทในปีนี้ กระจายไปกระทรวงต่างๆ ที่มีการทำตามตัวชี้วัดแต่ไม่ตอบโจทย์ตรงเหยื่อค้ามนุษย์ ทั้งที่เม็ดเงินจำนวนนี้มากพอจะตั้งองค์กรถาวรได้ ดังนั้นรัฐบาลจึงควรพิจารณาตั้งองค์กรถาวรต่อต้านขบวนการค้ามนุษย์ขึ้นปกป้องผลประโยชน์ชาติ 4–5 แสนล้านบาท และรักษามูลค่าภาพลักษณ์ของประเทศอีกมหาศาล

ดร.นพดล กล่าวว่า จะเสนอให้มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์หรือ ป.ป.ม. ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ให้เป็นหนึ่งที่พึ่งของประชาชน สางปัญหาตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมตั้งกองทุนต่อต้านค้ามนุษย์ที่ยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อกลไกรัฐขจัดค้ามนุษย์ คณะวิจัยมั่นใจว่า ประเทศไทยบอกลาเทียร์ 3 ได้แน่ ตามความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ก้าวสู่ผู้นำอาเซียนต่อต้านค้ามนุษย์โดยช่วยเหลือเหยื่อได้แบบเบ็ดเสร็จในที่เดียวภายใต้โครงสร้างของ ป.ป.ม. มีการแต่งตั้งอัครราชทูตที่ปรึกษาต่อต้านขบวนการค้ามนุษย์ในกลุ่มประเทศ CLMMV คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม และที่วอชิงตัน ดี.ซี.

“นอกจากนี้สาเหตุเพิ่มเติมที่ทำไทยตกเทียร์ 3 ซ้ำคือ ช่วงเวลาทำข้อมูลรายงานใน TIP Report ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ประกาศใช้ปลายปีที่แล้ว และข้อมูลการค้ามนุษย์ของไทยกระจายอยู่หลายหน่วยงาน โดยเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ก็ไร้ทิศทางที่เป็นเอกภาพเข้าพึ่งพาขอความช่วยเหลือแตกแยกออกไปตามหน่วยงานต่างๆ ที่ต่างฝ่ายต่างมีแนวทางทำงานและใช้ดุลพินิจที่เป็นอิสระตามกฎหมายและข้อพิจารณาที่หน่วยของตนถือเป็นแนวทางอยู่”

ทั้งนี้ ดร.นพดล กล่าวต่อว่า กฎหมายมากกว่า 25 ฉบับ ในขณะที่มีผู้จะตกเป็นเหยื่อหลายสิบล้านคนแต่มีสถิติพบเหยื่อในรายงานทางราชการเพียงหลักร้อยคน และยังไม่มีบทบัญญัติการคัดแยกเหยื่อค้ามนุษย์ในกฎหมายทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติต่างใช้ดุลพินิจ และอ้างข้อกฎหมายที่ขัดแย้งกัน ทั้งที่องค์การระหว่างประเทศระบุชัดว่า แม้แต่ผู้สมัครใจก็ถือว่าเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นมีการฝึกอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่แต่หลังอบรมต่างกลับไปปฏิบัติภารกิจต้นสังกัดมีเจ้าหน้าที่เหลือทำคดีค้ามนุษย์จริงไม่ถึงครึ่งเท่านั้น ดังนั้น เพื่อต่อต้านขบวนการค้ามนุษย์อย่างยั่งยืนจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์แนวใหม่เป็นภาพใหญ่และไม่ขัดแย้งกันเอง

แหล่งข่าว: 
ไทยรัฐ

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด