สหรัฐฯ ทุบดอลลาร์ป่วนโลกเกมช่วงชิงความได้เปรียบสู่มาตุภูมิ

อีกครั้งที่รัฐบาลของนายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องหันมาใช้นโยบายทำให้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวเพื่อแก้ปัญหา ความไม่สมดุลในระบบ เศรษฐกิจ สหรัฐฯ ซึ่งยังคงเผชิญหน้ากับ ปัญหาเรื้อรัง ของการขาดดุล บัญชีเดินสะพัด ในระดับที่สูงถึง 600,000 ล้านเหรียญ เนื่องจากค้าขายขาดทุนกับ ทุกประเทศ ขณะที่ส่งออกน้อยลง แต่นำเข้าเพิ่มมากขึ้น
ในความไม่สมดุลดังกล่าว สหรัฐฯยังพบกับปัญหาการขาดดุล งบประมาณอย่าง ต่อเนื่องด้วย เมื่อรายจ่ายของรัฐบาลสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่รายรับกลับลดลง ตามลำดับ
รายจ่ายต่างๆอันเป็นผลมาจากการก่อการร้ายที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเพิ่มงบประมาณรายจ่ายด้านการทหาร และการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนแต่ละสาขาต้องแบกรับค่าประกันความเสี่ยงภัยจากสงคราม และการก่อการร้ายที่เพิ่มขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แพงระยับ และมีผลให้รัฐบาลสหรัฐฯขาดดุลงบประมาณในช่วง 8 เดือนของปีนี้ไปเป็นจำนวนถึง 413,000 ล้านเหรียญ
ภายใต้สถานการณ์เลวร้ายนี้ ยังส่งผลให้ต่างชาติซึ่งเคยหลั่งไหลเข้าไปลงทุน ในสหรัฐฯ กันเป็นจำนวนมาก หันหลังให้ พร้อมๆกับนำเงินทุนจำนวนมหาศาลออกไปด้วย
นับเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ที่นายอลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ เฝ้าคอยการไหลกลับของเงินทุนเหล่านั้นอย่างใจจด ใจจ่อ แต่การรอคอยดูเหมือนจะสูญเปล่า และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปู่อลันไม่สามารถสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯได้อย่างชัดเจน แม้แต่ในการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย นายกรีนสแปนก็ยังคงย้ำว่า การสร้างสมดุลในระบบเศรษฐกิจยังเป็นสิ่งจำเป็น และท้าทายความสามารถของรัฐบาลอย่างมาก
เมื่อต้องพบกับปัญหากดดันรอบด้าน และความต้องการพึ่งพาเงินทุนจาก ต่างประเทศ สิ่งเดียวที่รัฐบาลสหรัฐฯจะทำได้ก็คือ ปรับอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนตัวลง
นักเศรษฐศาสตร์หลายค่ายเห็นตรงกันว่า ไม่มีทางอื่นที่จะทำให้ตัวเลขดุลการค้า สหรัฐฯดูดีขึ้น นอกจากทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง ซึ่งก็เป็นวิธีที่รัฐบาลสหรัฐฯ เคยใช้ได้ผลมาแล้วหลายครั้ง นับแต่ที่เคยขาดดุลการค้ากับ ญี่ปุ่นอย่างหนัก กระทั่งบีบให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นไปเกือบถึง 100 เยนต่อดอลลาร์สำเร็จ
แต่มาหนนี้ การทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง อย่างมากเมื่อเทียบกับเงินยูโรที่ระดับ 1.3 ยูโรก็ดี เยนที่ระดับ 102.5 เยน หรือบาทที่ระดับ 39-40 บาทต่อดอลลาร์ก็ดี จะส่งผลให้เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นกว่าระดับปัจจุบันที่ 8.27 หยวนต่อดอลลาร์ หรือทำให้เงินริงกิตของมาเลเซียแข็งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในระดับ 3.79 ริงกิตต่อดอลลาร์ ตามไปด้วย เพื่อให้สหรัฐฯพลิก กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบทางการค้าสำเร็จหรือไม่?
ยังไม่มีใครบอกได้ ถึงแม้ว่าหนนี้จะมี ผู้ประเมินสถานการณ์ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีบุช อาจต้องคงนโยบายทำให้ ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวนานถึง 4 ปีก็ตาม
เพื่อจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น อยากได้คำตอบจากการประเมินผล กระทบเบื้องต้น ต่อเกมที่สหรัฐฯออกจะถนัดที่เรียกกันว่า "มันนี่เกม" หลังจากที่เงินดอลลาร์อ่อนตัวลงต่อเนื่องมา 7 สัปดาห์ติดต่อกัน "ทีมเศรษฐกิจ" จึงไปจับเข่าคุยกับบรรดาเซียนเศรษฐกิจ และผู้รู้ในวงการมาถ่ายทอดให้อ่านกันพอหอมปากหอมคอภายใต้หัวข้อ "สหรัฐฯทุบดอลลาร์ป่วนโลก...เกมช่วงชิงความได้เปรียบคืนสู่มาตุภูมิ
ดอลลาร์ป่วนค่าเงินโลก
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็นไปตามทิศทางของค่าเงินในภูมิภาคและ ค่าเงินสกุลหลักของโลก เช่น ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นและค่าเงินยูโรของสหภาพยุโรปที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งค่าเงินในภูมิภาคที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นด้วย ยกเว้นประเทศจีนกับฮ่องกงที่ผูกค่าเงินของตัวเองไว้กับค่าเงินดอลลาร์ เมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เงินหยวนของจีนและเงินดอลลาร์ฮ่องกง จะอ่อนค่าตามไปด้วย
นโยบายการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ เกิดขึ้นเนื่องจากสหรัฐฯต้องการจะกดดัน ค่าเงินหยวนของจีนซึ่งเป็นประเทศ ที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯจำนวนมหาศาล เพราะจีนผูกติดค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์ ซึ่งสหรัฐฯต้องการให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของจีน เมื่อค่าเงินสหรัฐฯอ่อนค่า ประเทศจีน จะไม่มีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แต่ประเทศในภูมิภาคเอเชียและยุโรปมีปัญหาเพราะ ค่าเงินแข็งขึ้นทำให้ทุกประเทศ หันมากดดันให้จีนยืดหยุ่นอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนโดยปริยาย
"สำหรับการดูแลค่าเงินบาท ธปท.จะดูให้ค่าเงินบาทไม่แกว่งตัวแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลงรวดเร็วจนเกินไป ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกปรับตัวได้ยาก แต่การดูแลของ ธปท.จะไม่ฝืนทิศทางค่าเงินของตลาด แต่จะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับประเทศคู่แข่งและประเทศคู่ค้า 24 ประเทศ ซึ่งในขณะนี้เท่าที่ดูขาดค่าเงินบาทที่แท้จริงเพียงอย่างเดียว ความ สามารถในการแข่งขันทางการค้าของไทยยังอยู่ในระดับที่ดีอยู่ในระดับกลางๆของกลุ่ม"
นอกจากนั้น ธปท.ยังจับตาเงินทุนระยะสั้นต่างประเทศที่จะไหลเข้าประเทศ จากการลดการถือครอง เงินดอลลาร์ของนักลงทุนต่างชาติด้วยว่าเข้ามาเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ เพราะหาก มีการเก็งกำไรอาจจะทำให้ค่าเงินบาทในแต่ละวันแกว่งตัวแข็งค่าขึ้นเร็วเกินไปได้
เตือนสติผู้ส่งออกรีบปรับตัว
นายวิจิตร สุพินิจ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การแข็งค่าของเงินบาท ไม่น่ากลัวและไม่น่าเป็นห่วง เพราะทุกประเทศก็ประสบ ปัญหาเหมือนกันกับไทย เท่าที่ติดตามดูเห็นว่า ธปท.ได้ดูแลรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท ขณะนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ การที่ไทยปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทก็ช่วยได้มาก เพราะถ้าไม่เป็นระบบลอยตัว ค่าเงินบาทอาจแข็งค่ามากกว่านี้ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ได้ปรับตัวกับเรื่องนี้มาตลอดเวลา ทั้งการเพิ่มศักยภาพ ประสิทธิภาพ การผลิต การลดต้นทุน คุณภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการส่งออก
ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นแรงกดดัน หรือเป็นเครื่องเตือนสติให้ภาคการส่งออกของไทยต้องมี การตื่นตัวพัฒนานวัตกรรมการส่งออกอย่างต่อเนื่อง จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ เพราะคู่แข่งของไทยก็มีการพัฒนาปรับปรุงศักยภาพในการส่งออกตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าใครปรับตัวได้เร็วกว่ากันเท่านั้นนับจากนี้ไป แต่ภาคการส่งออกของไทยคงไม่น่าจะมีปัญหา เพราะตลาดหลักของไทยคือสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน ก็ยังมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่ดี
หยวน-ริงกิตพลิกผันเอเชีย
นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เรื่องของค่าเงิน เกิดจากปัญหาพื้นฐานความไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มีมานานแล้ว และมีการพูดถึงบ่อยๆ เกี่ยวกับความไม่สมดุลของเศรษฐกิจมหภาค มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และขาดดุลการค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องมีการปรับตัว เพื่อดูแลเศรษฐกิจ วิธีหนึ่งที่ทำได้คือทำให้สินค้าเข้าแพงขึ้น และสินค้าออกถูกลง ซึ่งทำได้โดยการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน โดยรูปแบบๆนี้ สหรัฐฯเคยทำมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 1993 ที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการปรับ เศรษฐกิจมหภาคของโลก เมื่อสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจมีขนาดใหญ่มีการปรับตัว ก็จะส่งผลกระทบให้สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ต้องปรับตัวตามไปด้วย เพื่อความสมดุลของระบบเศรษฐกิจ แต่เงื่อนไขดังกล่าวจะส่งผลทำให้จีนต้องปรับตัว รับสถานการณ์ตามไปด้วยหรือไม่ ล่าสุดจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ ที่ส่งออกมาจากจีน
สถานการณ์ค่าเงินที่เกิดขึ้นในรอบนี้คิดว่าคงไม่รุนแรงจนน่าวิตก เพราะถึงแม้ว่าค่าเงินอยู่ในภาวะปกติ แต่ผู้ส่งออกของไทยก็ต้องปรับตัวรับมือกับการส่งออก อยู่แล้ว โดยเฉพาะตลาดส่งออกของโลก จะถูกจีนเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด เพราะได้เปรียบในเรื่องต้นทุนและค่าแรงที่ต่ำกว่าหลายๆประเทศ ทำให้ผู้ส่งออกไทยเกือบทั้งหมดต่างก็ปรับตัวรับมือปัญหานี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่หากสถานการณ์ค่าเงินที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง เชื่อว่าการส่งออกของไทย จะต้องแข่งขันกับจีนอย่างรุนแรงแน่นอน
ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างไร แต่เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์ส่งออกของไทยและนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ ว่าจะมีทิศทางอย่างไร รวมทั้งจุดยืนของจีนในเรื่องค่าเงินหยวน และริงกิตของมาเลเซีย ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งหากเงินทั้ง 2 สกุลเปลี่ยนแปลง ก็ถือได้ว่าเป็นการปรับโครงสร้างของค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินทุกประเทศก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน
แนะซื้อประกันความเสี่ยง
นายสถาพร ชินะจิตร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ประเมินว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เพียง 1% เท่านั้น แต่เมื่อนำค่าเงินดอลลาร์ สหรัฐฯไปเทียบกับค่าเงินสกุลยุโรปและเยน แล้ว จะพบว่าสกุลเงินเหล่านี้แข็งค่าขึ้นถึง 5% ดังนั้น การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงนี้จึง ไม่ถือว่าแข็งค่ามากนักเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆของโลกที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนลง และยังไม่ถือว่าค่าเงินบาทผันผวน เพราะเป็นการแข็งค่าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปตามค่าเงินของภูมิภาค ประเด็นนี้เชื่อมั่นว่า ธปท.จะต้องจับตาค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวขึ้น-ลงอย่างรวดเร็ว เพราะในปัจจุบันการค้าขาย ของไทยกับต่างประเทศ มีสกุลเงินดอลลาร์ สหรัฐฯเพื่อซื้อและขายสินค้าเกือบทั้งหมด ส่วนที่เป็นสกุลเงินอื่นๆ เยน หรือยุโรปนั้น มีน้อยมาก ธปท.จึงต้องป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาท มีการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
สำหรับผู้ส่งออกนั้น ธสน.แนะนำว่า ช่วงนี้จะต้องจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท และดอลลาร์สหรัฐฯอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญผู้ประกอบการต้องซื้อหรือขายเงินดอลลาร์ สหรัฐฯทันที หรือต้องซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงินจากธนาคารพาณิชย์ก็จะดีที่สุด เพื่อ ป้องกันการขาดทุน ส่วนผู้นำเข้าในช่วงนี้ไม่น่ามีปัญหา เพราะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะส่งผลให้ชำระหนี้น้อยลง
"การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงระยะเวลาอีก 1 เดือนเศษ ก็จะสิ้นปี 2547 นั้น คาดว่า ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นจะไม่กระทบต่อยอดการส่งออกทั้งปีของปี 2547 โดยคาดว่า ปีนี้ยอดการส่งออกจะมีการเติบโตถึง 20% ส่วนปีหน้ายังต้องรอลุ้นอีก เพราะอาจจะเร็วเกินไปที่คาดการณ์ล่วงหน้า แต่เชื่อมั่นว่า ยอดการส่งออกในปีนี้ น่าจะขยายตัวถึง 15% ตามที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์" นายสถาพรกล่าว
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การอ่อนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลจากที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ามา หลายปีติดต่อกัน โดยเฉพาะการขาดดุลกับประเทศจีน เพราะสหรัฐฯนำเข้าสินค้าจาก จีนจำนวนมาก ซึ่งจีนได้เปรียบสหรัฐฯ แต่เมื่อสหรัฐฯทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง เมื่อจีนส่งสินค้าไปขายในสหรัฐฯ ก็จะขาดดุลการค้า ดังนั้น ในที่สุดจีนก็จะปล่อยลอยตัวค่าเงินหยวน ซึ่งเป็นความพยายามของสหรัฐฯ ที่บีบให้จีนปล่อยลอยตัวค่างเงินในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากการอ่อนค่าเงินดอลลาร์ฯส่งผลให้เงินบาทไทยแข็งตัวตามไปด้วยนั้น จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยหรือไม่
นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เพราะทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นในสายตาผู้นำเข้า จึงอาจจะต่อรองให้ลดราคาลง และหากค่าเงินบาท แข็งค่าเพียงประเทศเดียว เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นก็จะยิ่งทำให้ศักยภาพการแข่งขันของไทย เมื่อเทียบกับคู่แข่งลดน้อยลง แต่ถ้าแข็งค่าเหมือนกับเงินสกุลอื่นก็ไม่มีปัญหา ศักยภาพการแข่งขันยังเหมือนเดิม ค่าเงินบาทจะผันผวนอย่างไร ผู้ส่งออกขอเพียงแค่เป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป จะเหมาะสมที่สุด
ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวสร้างความปั่นป่วนให้กับค่าเงินไปทั่วโลก รวมถึงค่าเงินบาทของไทยที่จะต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ยิ่งความผันผวนที่เกิดขึ้นซึ่งระเบิดลูกใหญ่ที่ถูกส่งมาเพื่อให้ ประเทศมหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศตน
แน่นอนว่าประเทศไทยซึ่งเคยมีบทเรียนอันเจ็บปวดกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะต้องตั้งมั่นรับมือกับมหันตภัยทางเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ที่เข้ามาซ้ำเติมระลอกแล้วระลอกเล่า จนล่าสุดสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่ก็ยังมีความผันผวนของค่าเงินตามมาอีกระลอก
ในอนาคตเราจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นมากระทบเศรษฐกิจไทย กับเศรษฐกิจโลกโยงใยจนแยกกันไม่ออก ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ เราจะต้องมีทางออกเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นให้ได้.
ทีมเศรษฐกิจ .. สกู๊ปเศรษฐกิจ

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด