นักสู้บางสะพาน

แทบลอยด์
ไทยโพสต์ 27 กรกฎาคม 2551

"เขาเคยขึ้นป้ายบอกว่าตรวจสอบได้ ผมไปเอาน้ำมา 2 ขวด ก็มาดำเนินคดีว่าผมบุกรุกขโมยของมูลค่า 25 บาท" (วิฑูรย์ บัวโรย)

"สื่อที่เคยเป็นเพื่อนกอดคอสู้โรงไฟฟ้ามา 11 ปี ตอนนี้กลัว บอกหน่อยอย่าสู้เลย เราไม่อยากเสียตัวเองเหมือนเจริญ เราหงายท้องเลย แทนที่จะมาช่วยกันเปิดให้สว่างมันจะได้ไม่กล้า ยิ่งมืดก็ยิ่งอันตราย 11 ปีแล้วที่ไม่เคยกินข้าวพ่อแม่ลูก ไปไหนก็ต้องยกกันไปกับพี่น้อง" (จินตนา แก้วขาว)

"ตอนตีสองพี่น้องมาส่งผม 2 คันรถ มาส่งหน้าบ้าน รอจนผมเข้าบ้านปิดประตูเขาถึงกลับ ผมก็นั่งทำงานต่อ เดินไปกินน้ำหลังบ้านกลับมาเอนหลังโซฟา ก็ได้ยินเสียงปืน 3 นัด แต่ดวงดีมันไม่เข้าช่องระหว่างประตูเหล็ก ไปชนซี่ประตูหมดทั้ง 3 นัด อีกนัดโดนกระจกฟุ้งเลย ผมเชื่อว่าคนมายิงต้องรู้ว่าปกติผมนั่งตรงไหน อีกนัดมันยิงเข้าด้านซ้าย ก่อนไปมันยิงขึ้นข้างบนอีก 2 นัด ระดับเอว ผู้กำกับบอกว่าเป็น .38 แต่รองผู้การภาคมาดูเขาบอกไม่ใช่ .38 กระสุนแรงมาก ตอนนี้กองพิสูจน์หลักฐานส่งไปที่เพชรบุรี ที่น่าเศร้าคือร้อยเวรคืนเกิดเหตุจำอะไรไม่ได้ เข้าไอซียู เขาบอกเครียด"

สุพจน์ ส่งเสียง รองประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง แกนนำคัดค้านการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กของเครือสหวิริยา ชี้ให้เราดูรอยกระสุนปืนที่ประตูเหล็กหน้าบ้าน ซึ่งคนร้ายฝากเอาไว้เมื่อคืนวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา

นั่นคือหนึ่งในเหตุร้ายซ้ำซ้อนที่เกิดกับกลุ่มผู้คัดค้าน ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

ในวันนี้ดูเหมือนการคัดค้านของชุมชนจะประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เพราะเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ไม่อนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการ โดยให้กลับไปศึกษาใหม่ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปี แต่การคุกคามกลุ่มผู้คัดค้านกลับทวีความรุนแรงขึ้น

ทับที่ป่า-สาธารณะ

ย้อนอดีตไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สุพจน์บอกว่าตอนแรกก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะมีโครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็ก ชาวบ้านเริ่มคัดค้านเพราะเห็นว่าจะมีการเอาที่สาธารณะไปใช้ ทั้งป่าช้าสาธารณะและป่าพรุ ตอนนั้นเขาก็ประกอบอาชีพรับทำป้ายและสติกเกอร์ตามปกติ

"ชาวบ้านที่อยู่หมู่ 7 โทรมาบอกให้ผมทำป้ายผ้า เพราะจะมีการใช้พื้นที่ป่าช้าสาธารณะ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผม 500 เมตร ทำป้ายเสร็จผมก็ไปติดกับลูกน้อง คัดค้านการใช้พื้นที่ป่าสาธารณะ ก็เป็นคำที่เขาบอกให้ทำนั่นแหละ พอ 2-3 วัน มีทหารเข้าไปถามแม่ค้าว่าใครมาติด แม่ค้ารู้จักผมก็บอกไป สักระยะก็มีคนมาตามหาผม บอกจะมาเคลียร์เงิน จะเช่าพื้นที่ป่าตรงนี้ เขาก็เปิดตัวว่าเป็นคนของบริษัท ผมบอกผมไม่รู้เรื่องให้ไปคุยกับชาวบ้านเอง แต่ก็เริ่มรู้ว่าไม่ชอบมาพากล ต่อมากลุ่มพี่วิทูรย์มาหาผม มาทำความเข้าใจว่าตรงนี้มันเป็นโครงการขนาดใหญ่ ผมเห็นว่าใกล้บ้านผม ก็เลยศึกษาร่วมกัน จนพี่วิทูรย์ได้รับคำแนะนำจากพี่จินตนาว่าควรจะทำหนังสือถึงกรรมการสิทธิฯ ทางนั้นก็ลงมาดูพื้นที่"

"เราร้องกรรมการสิทธิฯ ว่าเป็นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่วนอุทยาน พอกรรมการสิทธิฯ ลงมา เขาก็ถอน EIA ที่จริงฉบับแรกผ่านไปแล้วนะตั้งแต่ต้นปี 2549 คิดว่า สผ.แนะนำให้ถอน ไม่อย่างนั้นบริษัทที่ทำ EIA จะถูกยกเลิกใบอนุญาตเพราะ EIA เป็นเท็จ"

"มันเริ่มจากเราสงสัยว่าจู่ๆ มีใครมาเช่าป่าช้าทำไม เช่าทางสาธารณะทำไม รถแทรกเตอร์มาไถป่าพรุ ซึ่งผมเกิดมามันก็มีอยู่อย่างนั้น เราก็ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย"

ผลการต่อสู้ของพวกเขาทำให้เมื่อเดือนกันยายน 2550 กรมที่ดินได้มีคำสั่งแก้ไขและเพิกถอน น.ส.3ก. 56 แปลง 400 กว่าไร่ บริเวณหน้าท่าเรือ เนื่องจากอยู่ในเขตป่าคุ้มครอง และกำลังจะต้องเพิกถอน น.ส.3ก.บริเวณป่าพรุอีก 18 แปลง เพราะอยู่ในเขตป่าคุ้มครองเช่นกัน โดยเพิกถอนไปแล้ว 1 แปลง ท้ายที่สุดบริษัทต้องขยับไปซื้อที่ดินที่อยู่ด้านล่างลงไป การขอเช่าพื้นที่ป่าพรุและป่าช้าสาธารณะจาก อบต.ก็ไม่สำเร็จ

สหวิริยามาตั้งโรงงานเหล็กรีดร้อนรีดเย็นอยู่ที่บางสะพานตั้งแต่ปี 2534 ถามว่า 17 ปีที่ผ่านมามีปัญหาไหม สุพจน์ซึ่งเคยเป็นพนักงานของสหวิริยาเอง บอกว่าถ้าไม่มีปัญหาโรงถลุงเหล็กก็ไม่มีใครไปย้อนรอยหรอก แต่พอตรวจสอบกลับไปก็พบปัญหาอีกเช่นกัน

"โรงงานเดิมก็มีปัญหารุกที่สาธารณะ ตั้งแต่ปี 2532 ผู้ว่าฯ ฟ้องเอง 611 ไร่ ต้องเปลี่ยนจากรุกเป็นเช่ากับ อบจ. 300 กว่าไร่ ปีละ 1.8 ล้านบาท" ส่วนอีกราว 300 ไร่ ตกลงกันอย่างไรพวกเขากำลังตามตรวจสอบอยู่

"พื้นที่ที่รุกมันเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ พอไปขวางทางน้ำ บางสะพานเลยน้ำท่วมทุกปีหลังจากโครงการมาลง ที่จริงมันเป็นบทเรียน 17 ปีที่ให้มีโครงการแรก เราต้องทน มันเหมือนเราเปิดโอกาส สมัยนั้นชาวบ้านก็คัดค้าน ตั้งแต่ปี 2532 ขึ้นป้ายที่ตลาดว่าชาวบางสะพานไม่ต้องการโรงถลุงเหล็ก พอเขาชี้แจงว่าเป็นโรงรีดเหล็ก ไม่มีฝุ่น ไม่มีควัน ไม่มีมลภาวะ ชาวบ้านก็ให้ทำ"

แต่พอทำแล้วก็มีปัญหา

"น้ำท่วม น้ำฝนกินไม่ได้ คลองแม่รำพึงการเลี้ยงปลากระชังเสียหาย มีหนังสือพิมพ์ลงชัดเจน ปี 2546 มีตัวบุคคลยอมรับว่าผลกระทบจากโครงการลงคลองแม่รำพึงจริง มีหนังสือประมงให้ยกเลิกการเลี้ยงปลากระชังทั้งหมด แต่บริษัทกลับมาหาว่าเราโกหก"

นอกจากนี้ยังพบปรากฏการณ์ฝนเหลือง

"มันมีจริง หยดเยอะมาก ตอนแรกเขาประกาศว่าโรงรีดร้อนใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ นำเข้าจากสิงคโปร์ เปอร์เซ็นต์ซัลเฟอร์ฯ ไม่เกิน 1.25 แต่พอตรวจวัดจริงๆ ไม่ถึง 1 ด้วยซ้ำ คือดีมากเลย ถ้าคงอยู่อย่างนั้นได้เยี่ยมมาก แต่พอฟองสบู่แตก ปี 2548 เขารับภาระไม่ไหวไปขอเปลี่ยนกับ สผ.เป็น 2 เปอร์เซ็นต์ แล้ววันหนึ่งเผาน้ำมัน 3 แสนลิตร พอเห็นที่รองน้ำฝนเป็นสีม่วงชาวบ้านก็ไม่กินน้ำ ฝนแรกที่ลงมาปลาหางนกยูงที่อยู่ตามบ่อตายเลย ส่งผลให้ธุรกืจน้ำดื่มในบางสะพาน 20 กว่ารายเติบโตทันที ชาวบ้านไม่กินน้ำฝน แต่บริษัทบอกว่าชาวบ้านอุปาทานไปเอง"

เขาอธิบายว่าฝนเหลืองไม่ใช่ฝน แต่เวลาอากาศปิด ลมสงบ จะหยดลงมาเป็นเม็ดๆ กลิ่นฉุนกึก เป็นสีเหลืองและคัน ถ้าจอดรถปิกอัพไว้จะหยดเต็มหลังรถ

"รัศมี 25 กม. ครูวัดหนองฆ้องมาให้ผมติดสติกเกอร์ ผมเห็นหยุดเต็มรถก็ถามว่าบ้านครูอยู่ที่ไหน วัดหนองฆ้อง ห่างจากที่นี่ไป 25 กม. แต่พอมีข่าวก็หายไป ผมเชื่อว่าเขาเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเตาไม่เกิน 1.25% แบบเมื่อก่อน"

"เขาพยายามบอกว่าเป็นขี้ผึ้ง เขาส่งภาพถ่ายตัวอย่างไปให้สถาบันกีฏวิทยา จุฬาฯ เราบอกว่ามันเป็นสารเคมีแล้วไปส่งให้นักวิชาการแมลงทำไม ทำไมไม่ส่งไปกรมควบคุมมลพิษ สถาบันฯ เขาก็บอกว่าที่ดูจากภาพถ่าย ไม่ได้วิเคราะห์เข้าห้องแล็บนะ คาดว่าน่าจะเป็นขี้ผึ้ง บริษัทก็เอาไปขึ้นป้ายเลยว่าขี้ผึ้ง วิเคราะห์แล้ว"

"ที่จริงโครงการเก่าเราไม่อยากยุ่งเลย มีแล้วก็ว่ากันไป กระทบนะไม่ใช่ไม่กระทบ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องให้ผมต้องทนรับโครงการใหม่ที่มีมลภาวะสูง เรามีสิทธิ์ตรวจสอบเพราะเป็นบ้านเรา สายพานลำเลียงจะเฉียดบ้านผมไม่เกิน 10 เมตร แนวสายพานลำเลียงผ่าตำบลแม่รำพึง 10 กว่ากิโลเมตร"

อธิบายตรงนี้ก่อนว่า โรงถลุงจะตั้งอยู่ถัดไปจากโรงงานเดิม จากบริเวณท่าเรือน้ำลึกบริษัทจะต้องสร้างสายพานลำเลียงผ่าเขตชุมชนขึ้นไป เพื่อขนส่งสินแร่เหล็ก ถ่านหิน ผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยซื้อที่ดินเองบ้าง เช่าที่ดินบ้าง ส่วนหนึ่งก็เช่าของการรถไฟฯ แต่ที่กำลังมีปัญหาคือ บริเวณหน้าท่าเรือถูกสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิ กระนั้นก็เชื่อว่าบริษัทจะกลับไปขอเช่าที่ดินจนได้

"พื้นที่ตรงนี้ให้ชาวบ้านถือครองทำกินไม่ได้ คนที่ถือครองเอกสารสิทธิก็คือเครือญาตินักการเมืองท้องถิ่นสมัยนั้นทั้งนั้น แอบออกเอกสารสิทธิให้ถือครอง แล้วมาช้อนซื้อโดยใช้บริษัทบางสะพานการเกษตรที่เป็นบริษัทในเครือ"

ที่น่าเกลียดคือ ตามผังเมืองเดิมเป็นพื้นที่สีเขียว แต่พอบริษัทบางสะพานการเกษตรรวบรวมเป็นแปลงใหญ่ได้ ก็เอาไปขอเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีม่วงสำหรับอุตสาหกรรม แล้วทางการก็อนุมัติ

แหล่งอาหารของชาติ

"พอย้อนรอยไปดูแล้วน่ากลัวมาก เขารู้ว่าเขาจะทำอะไรที่นี่ แต่ชาวบ้านไม่รู้ มันมีการสำรวจพื้นที่ตรงนี้ตั้งแต่ก่อนปี 2530 โดยองค์กรยูนิโดมาสำรวจพื้นที่บางสะพาน บังเอิญว่าที่นี่เป็นพื้นที่ที่แปลกมาก ตั้งแต่ตอนใต้สุดจนถึงบนสุดของประจวบฯ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีทางที่พายุใหญ่จะเข้าเลย เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุด ไม่มีรอยต่อเปลือกโลก แถมมีร่องน้ำลึกตามธรรมชาติที่อยู่ติดชายฝั่งราว 14 เมตร เลยเอามาทำโรงงาน ที่จริงพื้นที่ตรงนี้เหมาะแก่การอยู่อาศัย ปลอดภัย แต่ทุนกับรัฐรู้กัน และก็เอามาชงเข้า ครม.ตั้งแต่ปี 2548 อนุมัติสร้างโรงถลุง"

สุพจน์บอกว่าสิ่งที่องค์กรยูนิโดไม่ได้บอกคือ ทะเลบริเวณนี้คือแหล่งเพาะพันธุ์ปลาทูที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด

"ทะเลที่นี่กระแสน้ำจะไหลเข้าอ่าว ที่ชาวบ้านรู้ว่ากระแสน้ำวนเพราะเขาทิ้งอวนลอยกุ้งที่แหลมแม่รำพึง เขาจะมาเก็บในอ่าวบางสะพาน จะติดกุ้งแชบ๊วยมาก แต่หลังจากสร้างท่าเรือพอทิ้งอวนลอยกุ้งจุดเดิม กลับออกไปเกาะทะลุ กระแสน้ำเปลี่ยน น้ำก็ไม่พัดเอาแร่ธาตุอาหารออก ถ้าไปดูข้อมูลของกรมประมง แหลมแม่รำพึงเป็นแหล่งวางไข่ปลาทูที่ใหญ่และหนาแน่นที่สุดแห่งเดียวในอ่าวไทย เรามีเขตปิดอ่าวอยู่ 36,400 ตร.กม. กรมประมงมีมาตรการปิดอ่าวจากเพชรบุรีตอนใต้ไปถึงสุราษฎร์ธานี ห้ามทำประมง 3 เดือนทุกปี ช่วงปลาทูวางไข่ ธรรมชาติของเส้นทางปลาทูวางไข่ 3 จุด พอเริ่มโตจะเดินทางขึ้นเหนือ เพราะมันกินอาหารที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัย มันจะไปโตเต็มวัยที่แม่กลอง พอตั้งท้องก็จะกลับมาวางไข่ที่เดิม แต่โครงการนี้ลงตรงกลางจุดปิดอ่าวเลย"

"นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราพยายามจะบอกว่าโครงการนี้ไม่เหมาะ ที่มีอยู่แล้วก็มีไป มี 8 ปล่อง น้ำเสียไม่ได้ทิ้ง แต่โรงถลุง 50 ปล่อง ใช้น้ำจืดชั่วโมงละ 513 ลบ.ม. เขาบอกว่าไม่ทิ้งเลยแล้วคุณจะเก็บไว้ไหนล่ะ ตัวเลขการบำบัดก็ชดเชยกันไม่ได้ ฝุ่น 3.6 แสนตันต่อปีบอกว่าไม่ทิ้งเลย ไปเก็บไว้ไหน เขาบอกเอากลับไปใช้ใหม่ ผมถามว่าทบต้นทบดอกแล้วคุณจะเอาไปไหน ฝุ่นมันไม่ใช่ระเหยได้นะ เพราะฉะนั้น EIA ที่ไม่ผ่านมันมีตั้ง 30 ประเด็นที่ตอบคำถามเราไม่ได้ เหมือนสายพานลำเลียงผ่านไม่รู้กี่หมู่บ้าน ไม่เคยบอกเลยว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไร เสียงเกินกว่า 85 เดซิเบล มอเตอร์เป็นหมื่นๆ ตัว"

ป่าพรุและคลองแม่รำพึงเป็นแหล่งแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของปลา ซึ่งถ้ามีการสร้างโรงงานก็เกรงว่าจะไม่เหลือสภาพเดิม

"ถ้าชาวบ้านไม่ลุกมาค้าน ป่านนี้ก็หมดไปแล้ว เพราะ EIA รอบแรกผ่านไปแล้ว ผังเดิมทับพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งแปลง และทำหนังสือเช่าวนอุทยานฯ อีก 1,200 ไร่ อบต.ก็เห็นชอบแล้ว โดยอ้างว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แต่ตรงนี้มันเป็นแหล่งสร้างแพลงก์ตอน ซึ่งสร้างรายได้ให้ประมงมหาศาล ใน EIA ของเขาก็ชัด สำนักความหลากหลายทางชีวภาพก็เขียนไว้ ป่าแม่รำพึง คลองแม่รำพึง มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก มีแพลงก์ตอนพืช 1.5-3 ล้านเซลล์ต่อ ลบ.ม. ทำไมปลาทูมาวางไข่ที่นี่ ก็เพราะลูกปลาทูกินแพลงก์ตอนพืช"

"พอเราตรวจสอบปรากฏว่า เอาเอกสารสิทธิที่ทำกินของแปลงอื่นมาออก สค.บิน มีคำสั่งเพิกถอนก่อนเลย 40 ไร่ อีก 17 แปลงหลายหน่วยงานมาตรวจสอบ วิเคราะห์ผิวดินแล้วไม่เคยทำกินมาก่อนเป็นร้อยๆ ปี บ้านผมอยู่ตรงนั้น ผมเกิดที่ริมป่าพรุ ไม่มีใครทำกินหรอก เพราะมันเป็นพื้นที่ป่าชุ่มน้ำ เป็นระบบนิเวศน์ 3 น้ำ ช่วงหน้าแล้งน้ำเค็ม หน้าฝนน้ำกร่อย แล้วมาจืด เอาอะไรไปปลูกก็ไม่ขึ้น แต่เอกสารสิทธิ์กลับบอกว่าทำนางอกงามดี ไปออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้านถือครอง แล้วบางสะพานการเกษตรมาช้อนซื้อทีหลัง"

นี่คือเอกสารสิทธิส่วนที่ออกทับป่าพรุ

"ตอนแรกๆ เราทำหนังสือถึงวนอุทยานฯ เขาบอกอยู่นอกเขต แต่พอเรื่องแดงขยับป้ายขึ้นไป-เฉยเลย แสดงว่าเอื้อให้เขาตั้งแต่แรก แต่พอชาวบ้านลุกขึ้นมาพูดก็กลัวความผิด เลยขยับหลักเขตขึ้นไป ตอนที่อนุกรรมการสิทธิฯ มาตรวจสอบหลักโฉนดอยู่ใต้น้ำ ต้องดำน้ำลงไปคลำหา"

บริษัทต้องขยับขึ้นไปซื้อที่ชาวบ้านที่อยู่ติดกัน

"ซื้อที่สวนมะพร้าวชาวบ้านแล้วรีบตัด เพราะใน EIA เขียนว่าเป็นทุ่งโล่ง เป็นป่าเสื่อมโทรม เขาต้องทำสภาพพื้นที่ให้ตรงกับ EIA บริษัทก็โจมตีว่าชาวบ้านคัดค้านแล้วทำไมยอมขายที่ เขาขายเพราะเขาไม่รู้ คนที่ไปซื้อไม่ใช่บริษัท มือแรกมันเป็นชาวบ้านด้วยกัน นายหน้า และบริษัทที่ซื้อก็เปลื่ยนชื่อมา 3 รอบแล้ว จากบางสะพานการเกษตร เป็นเวสเทิร์น เป็นประจวบพัฒนาดีเวลลอปเม้นท์"

"ที่ชาวบ้านกังวลอีกเรื่องคือ น้ำในโครงการจะทิ้งลงพื้นที่ชุ่มน้ำ บริเวณนี้สำนักความหลากหลายทางชีวภาพกำลังประกาศเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติอยู่ใน ครม. แต่โครงการจะทิ้งน้ำลงชั่วโมงละ 513 ลบ.ม. มีไซยาไนด์เกินกว่ามาตรฐาน"

ความรุนแรง

การคุกคามในตอนแรกๆ ยังไม่หนัก สุพจน์บอกว่าก็มีกำนัน นายก อบต. ซึ่งมีธุรกิจถมดินธุรกิจรับเหมาพัวพันผลประโยชน์

"เขาจะเข้ามาคุยกับเราดีๆ ว่าต้องการอะไรบอก เราบอกไม่ใช่ต้องการค้านเพื่อเอาเงิน แต่ระยะยาวบ้านเราจะอยู่ยังไง"

ที่เริ่มหนักหน่วงนับจากปลายปีที่แล้ว เมื่อชาวบ้านคัดค้านไม่ให้ถมดินและขุดคลอง โดยบอกให้รอ EIA จาก สผ.ก่อน แต่ทาง อบต.อ้างว่าพื้นที่ไม่ใช่ของโครงการ เป็นของบริษัทประจวบพัฒนาดีเวลลอปเมนท์ "เราก็มีหนังสือถาม สผ.ว่าคุณไปตรวจสอบ EIA ที่ไหนล่ะถ้าไม่มีพื้นที่ เขาก็ตอบไม่ได้"

"วันที่ 29 ธ.ค.ชาวบ้านเรา 11 คนไปยื่นหนังสือคัดค้านการถมดิน ผู้หญิงกับคนแก่ ไม่ได้ยั่วยุอะไรทั้งสิ้น แต่มีคนเสื้อแดงที่อ้างว่าเป็นกลุ่มพัฒนาบางสะพานอยู่เต็ม อบต. ถือไม้รอ พอเราเข้าไปยื่นหนังสือ ลงมาชั้นล่างตีเราเลย ตอนแรกเราไม่กล้าลง สวป.อารีย์เดินนำหน้าบอกตามผมมาไม่ต้องกลัว สารวัตรโดนด้วย โทรศัพท์มือถือหาย ผู้กำกับก็ยืนอยู่ ผมยังสงสัยว่ามันกระทำผิดต่อหน้าทำไมไม่จับ ชาวบ้านบาดเจ็บสาหัสคนหนึ่ง ถูกไม้ตีตะปูเข้าไปในซี่โครง"

"เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ผมไปยื่นหนังสือที่นายอำเภอเพราะเขาจะถมทางสาธารณะ อย่าปล่อยให้ถมนะเดี๋ยวชาวบ้านปะทะกันแน่ นายอำเภอก็ส่งให้ อบต. ให้ผู้ว่าฯ เพื่อสอบถาม สผ.ว่าจะต้องรอ EIA หรือไม่ ระหว่างที่รอปรากฏว่าบริษัทเอารถแมคโครลงขุดคลองวันที่ 22 อ้างว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วมให้บางสะพาน ซึ่งไม่ใช่ เป็นการขุดคลองระบายน้ำของโครงการ วันที่ 22 เราเอาตำรวจ-ทหารไป เอาหนังสือให้ดูก็ระงับได้ แต่ผมก็โดนข้อหาบุกรุก เพราะเดินเอาหนังสือไปให้เขาดู โดนข้อหากัน 10 คน"

"พอวันที่ 24 เขาเอากำลังมาเพียบเลย วัยรุ่นถือมีดคุม แล้วให้รถทำงานเหมือนเดิม เรายกขบวนไปเพื่อเรียกร้องว่าทำไมไม่หยุด ผมประสานตำรวจมาตั้งแต่ต้น โทรตามตำรวจตั้งแต่เราเดินเท้าไป เพื่อที่จะไปบอกว่าขุดไม่ได้ มีหนังสือจากนายอำเภอจากผู้ว่าฯ ถาม สผ.อยู่ ผมมีกล้องส่องทางไกล เห็นเขามีอาวุธปืนเลยโทรบอกตำรวจ ปลัดอำเภอ ให้เอาตำรวจมาค้น ก็ไม่มา ผู้กำกับไปก็ไม่เข้า จนผมต้องโทรไปร่วมด้วยช่วยกันที่หัวหิน ออกอากาศสดเลย"

วันนั้นเกิดการปะทะกันจนฝ่ายตรงข้ามถูกยิงตาย 1 คน แต่สุพจน์ยืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือชาวบ้าน

"ชาวบ้านอยู่อีกฝั่งถนน คนของเขาที่จ้างมาเป็นวัยรุ่น เราก็ห่วงชาวบ้านเพราะเขามีมีดตัดสับปะรด วิ่งเข้าใส่ใกล้ชาวบ้าน เราตอบโต้ด้วยหนังสติ๊ก ยิงสกัดไม่ให้เขาเข้ามา จนเกือบบ่าย 3 มีเสียงปืนดัง ผมตะโกนให้ชาวบ้านหมอบ แล้วก็เห็นรถกระบะสีขาวออกไปทันที บอกให้ตำรวจสกัดก็สกัดไม่ได้ แล้วพอมาดูหลักฐานการถูกยิง ถูกยิงข้างหลัง ถูกยิงจากที่ต่ำขึ้นที่สูง แล้วเราอยู่ที่สูง และระยะที่ถูกยิงไม่เกิน 20 เมตร แต่เราอยู่ห่างเขาเกือบ 100 เมตร กระสุนที่เจาะต้นมะพร้าวก็มาจากฝั่งเขา แต่จู่ๆ มาชี้เอาผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบำรุง ซึ่งวันนั้นผมก็ไม่อยู่ในขบวนเรา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโดนตั้งข้อหาฆ่าคนตาย แต่อัยการตีกลับว่าเป็นกลุ่มคนปะทะกัน ตอนนี้เราก็กำลังทำเรื่องร้องเรียนถึงคุณรสนา เรื่องราวตรงนี้ 60 คดี ชาวบ้านไม่เคยถูกเรียกไปชี้ตัวฝั่งนั้นเลยนะ คดีที่มาตีเราต่อหน้าตำรวจ ต่อหน้าผู้กำกับ ไม่จับ"

สุพจน์บอกว่าได้ข่าวว่าคนตายไม่ใช่มีแค่คนเดียว แต่อีกคนเป็นพม่า เลยเอาศพหลบออกไป

"ลักษณะเขาจะเมาแล้ววิ่งสลับกันมั่วไปหมด แต่เราอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้ววันนั้นมีการตะโกนว่าเอามันเลยหัวละหมื่น ก็คือเราตายคนมันได้หมื่น"

"พอมีคนตาย สผ.ถึงมีหนังสือมาว่าทำไม่ได้ ผิดกฎหมาย หนังสือระงับออกมาแต่คลองก็ขุดเสร็จไปแล้ว ชาวบ้าน 50 หลังคาเรือนน้ำบ่อแห้งหมดเลย เพราะระดับที่เขาขุดลึกลงไป มันไปดึงน้ำใต้ดิน พอชาวบ้านร้องเรียนเขาจ้างคนมาบอกสื่อว่าไม่จริง แต่เราถ่ายรูปไว้ เอารัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์มาดู ล่าสุดกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมาตรวจสอบและทำหนังสือว่าดึงน้ำไปจริง"

ล่าสุด สุพจน์บอกว่าเมื่อราวเดือน มี.ค.มีคนใหม่อาสามา เป็นผู้หญิงชื่อต้นว่า "ปิ่น" เรียกผู้มีอิทธิพลทั้งหมดไปรวมตัวกัน และตั้งหน้าตั้งตาเล่นงานชาวบ้าน "ทุกครั้งที่เราเคลื่อนโดนตีตลอด"

"เขาเอาคนนี้เข้ามา ก็มายืมมือรัฐ มาตั้ง ชรบ.ออกค่าชุดให้คนละพันกว่าบาท อาสาสมัครชาวบ้าน ต้องการลดจำนวนคนที่จะมาอยู่กับเรา ดึงคนออกมาจากหมูบ้านมาฝึก ชรบ. แต่เราก็ทำหนังสือถึงนายอำเภอว่าตั้งมาเพื่ออะไร ทำไมประชุมกันที่โครงการที่โรงแรมเวสเทิร์นซึ่งเป็นของเขา ทำไมมีการจ่ายเงินเดือนกัน นายอำเภอตอบไม่ได้ สุดท้ายวันที่ 14 มิ.ย.เขาจัดงานใหญ่บอกว่าสมานฉันท์ แต่คนเดียวกันทั้งนั้นที่เปลี่ยนจากเสื้อแดงมาเป็นเสื้อดำ ชรบ.มาเสื้อส้มสมานฉันท์ เราเก็บภาพถ่ายไว้ตลอด เป็นคนที่ตีเรามาตลอด แล้วคุณจะสมานฉันท์กับเราได้ยังไง สมานฉันท์มันเป็นเพียงการเดินเกมเพื่อที่จะดึงมวลชน ไม่ได้สมานฉันท์จริง ความแตกแยกคือระหว่างชาวบ้านกับสหวิริยา แต่สมานฉันท์หลังเสื้อส้มก็หราอยู่ว่าสหวิริยา มันจะเป็นกลางตรงไหน"

ที่ร้ายกาจสุดๆ คือเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ชาวบ้านรวมตัวกันขึ้นรถบัส 8 คันไปฟังผล EIA ที่ สผ. ก็ถูกวางเรือใบและเอาตะกั่วขว้างใส่คนขับที่กุยบุรี

"มันเล่นแรงมากเอาตะกั่วปาคนขับ เจอที่กุยบุรีตอนเที่ยงคืน รถคนอื่นที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เจอเรือใบด้วยหลายคัน รถคว่ำบาดเจ็บสาหัสไปคนหนึ่ง"

"ถ้าโปร่งใสตรวจสอบได้มาขัดขวางเราทำไม พี่วิทูรย์ไปเก็บน้ำเสียหลังโรงงาน ถูกแจ้งความดำเนินคดีขโมยของ 25 บาท เล่นกันอย่างนี้ ขณะที่เขาบอกตลอดว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่พอมาถึงวันนี้บอกว่าถ้าไม่มีโรงถลุงเหล็กของเก่าจะเจ๊ง แล้วมันยั่งยืนยังไง 10 กว่าปีเอง และอนาคตถ้าโรงถลุงเหล็กสร้างได้ มาบอกว่าสินแร่หมดจะเจ๊งอีก แต่ทรัพยากรเราหมดไปแล้ว จะอยู่กันยังไง"

ที่ผ่านมาไม่รุนแรงขนาดนี้หรือ

"เต็มที่ก็ยิงปืนขู่ จนชิน คนแก่ไปทำครัวที่ศาลา บอกเลยว่าวันไหนไม่ได้ยินเสียงปืนไม่สบายใจ เหมือนมันชนะ แต่วันไหนมีอาการยิงปืนแสดงว่ามันยังมีความแค้นเราอยู่ คือฟังจนชิน ยิงขู่บ้าง ผ่านมาด่าเอาขวดเบียร์ปาเราบ้าง แต่ปะทะกันเริ่มตั้งแต่ 29 ธ.ค.2550 และก็ 22 ม.ค. 24 ม.ค. ต่อเนื่องมาก ทุกครั้งที่เราเคลื่อนก็โดนเล่นตลอด เมื่อคืนไปล่อพี่น้องเราคนหนึ่งที่เป็นแกนนำ ไปขโมยยางพาราที่บ้าน 12 ผืน เอารถเก๋งไปขโมย เขาเอามอเตอร์ไซค์ตาม มันก็วิ่งช้าให้ตาม แล้วจอดรถหันหน้ากลับมาหา เขารู้ตัวว่าล่อก็รีบกลับ"

สู้ด้วยข้อมูล

"ตลอดเวลาเกือบ 3 ปีเราใช้ข้อมูลสู้ มีหนังสือเชิญไปเป็นวิทยากร เข้าเวทีใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ แม้แต่กระทรวงทรัพย์ สำนักความหลากหลาย ยังเชิญชาวบ้านไปเป็นวิทยากร แล้วเขาล่ะ"

นี่คือสิ่งที่สุพจน์มั่นใจว่าจะต่อสู้ได้ ถ้าไม่ถูกทำร้ายด้วยอิทธิพล

"ท่าเรือน้ำลึกที่จะยื่นออกไปอีก 2 กม.ขวางทางปลาทูแน่นอน ผมถ่ายทำสารคดีไปออกไทยพีบีเอส ชาวบ้านที่นี่จับปลาทูได้ด้วยการนั่งห่วงยางพายออกไปกับอวน แสดงว่ามันมีมากจริงๆ"

บอกด้วยว่าช่วงสงกรานต์ยังมีกุ้งเคยมาขึ้นที่ชายหาดหลายสิบตัน แต่ถ้าสร้างท่าเรือน้ำลึกความอุดมสมบูรณ์เหล่านี้ก็จะหมดไป

"ท่าเรือปัจจุบันชั้นนอกเป็นเขื่อนกันคลื่นทึบ กระแสน้ำผ่านไม่ได้ แต่ตัวใหม่จะยาวต่อไปอีก 2 กม.กว่า อันเก่าเราก็กระทบอยู่แล้ว แพปลาประมงเขาจะต้องวิ่งอ้อมอีก 2 กม. ที่เราห่วงที่สุดคือมันจะมีการลำเลียงถ่านหินขึ้นด้วย มันไม่มีทางหรอกที่จะไม่ตกลงไปในทะเล มันก็กระทบตรงๆ อำเภอบางสะพานคนเป็นแสนคน ประกอบอาชีพประมงและเกษตร 78 เปอร์เซ็นต์ โครงการนี้เกิดขึ้นรับคนงาน 3,500 คน จะเป็นคนบางสะพานถึง 500 คนหรือเปล่าไม่รู้ แต่เกิดความหายนะกับคนที่นี่เป็นแสนๆ ใครจะรับผิดชอบ"

คนในบางสะพานเราพอทำความเข้าใจได้ไหม

"มันเป็นไปได้ยากมากที่จะให้เขาลุกขึ้นมาเดินถนนกับเรา แต่คนที่เห็นด้วยกับการคัดค้านกับเราเยอะ ใน EIA ระบุว่าหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ 85 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วยกับโครงการโรงถลุงเหล็ก และหมู่บ้านอื่นที่ห่างไกลออกไปเห็นด้วยไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ เราได้รับแรงสนับสนุนเรื่องอาหารการกิน เงินถ้าไม่จำเป็นเราไม่รับ ใครจะมาบริจาคผมไม่รับ เงินช่วยอะไรเราไม่ได้ ต้องคนอย่างเดียว ที่เราอยู่ได้กันนานๆ จะมีคนไปหมุนเวียนเฝ้า 24 ช.ม.ที่ศูนย์ฯ ได้อาหารทะเลสดๆ มาฟรีๆ พี่น้องเอามาให้กัน ทั้งกาแฟ มาม่า แต่กินกาแฟเราก็หยอดกระปุกกันเอาไว้เป็นทุนเวลาเคลื่อน ค่าน้ำมัน ค่าบาดเจ็บ"

สุพจน์บอกว่าเขาไม่ได้คาดคิดว่า EIA จะไม่ผ่าน

"เพราะรู้ข่าวว่ามีนักการเมืองกดดัน เป็นคนใกล้ชิดรัฐมนตรี เขากดดันให้ผ่านโดยไม่มีเงื่อนไข แต่บังเอิญประเด็นที่เราไปเสนอมันชัดมาก มีหลักฐานชัดเจนเรื่องการเพิกถอนที่ดิน ทำให้ สผ.ไม่กล้า เรายังไปเสนอประเด็นว่าการวิเคราะห์รอบต่อไปจะต้องรอองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมเกิดก่อน ต้องเปิดเผย EIA ใน 4 ตำบลที่กระทบต้องได้รับ EIA พร้อมกับคณะผู้ชำนาญการ จะอ้างว่าเป็นความลับไม่ได้ ผมเชื่อว่าความเจ็บแค้นของเขาจะมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เขาจัดงาน 2-3 งาน คาดหวังวันที่ 16 ก.ค. พอตีออกมาว่าไม่ผ่านมันเลยมีความรู้สึกว่าต้องตรวจสอบกันเองพอสมควร"

"EIA มีหลายประเด็นที่เขาตอบไม่ได้ มีอยู่ข้อถามว่าตอนใต้มันเป็นป่าชุ่มน้ำที่กำลังจะยกระดับให้เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญระดับชาติ เขาถามใน EIA ว่ามีมาตรการป้องกันพื้นที่ชุ่มน้ำตรงนี้อย่างไร กลับตอบไปว่าไม่ใช่พื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ใช่ป่าพรุ เป็นบึงน้ำจืด นอกจากไม่คิดที่จะแก้แล้วยังโกหกอีก ของเก่า 8 ประเด็นและของใหม่ที่เราไปเสนออีก 24 ประเด็น ที่จะต้องชี้แจงทั้งหมด"

"ตอนนี้ส่งผลให้เขาไม่ไปแก้ประเด็นหรอก แต่เดินสายว่าจะยัดเงินชาวบ้านยังไงให้เงียบ เมื่อวานเขาไปบ้านกรูด" สุพจน์บอกว่าคราวนี้ "นายหญิง" ของเครือออกหน้าเอง

"ไปหาพี่พงษ์ศักดิ์ ถามว่าจะเอาเท่าไหร่ และจะให้ไปดูแลฟาร์มโคนมราชบุรี พี่พงษ์ศักดิ์แกจบปริญญาตรีแม่โจ้ ผมเองเขาให้ภรรยาของทนายความมาหา ก็ให้ภรรยาผมคุย ผมนั่งฟังอยู่ข้างหลัง ให้รับทันที-ขอร้องเลย ให้ผมรับ 9 แสน เขาขอมา 1 ล้าน ผมรับ 9 แสน เขาได้ 1 แสน แล้ววันรุ่งขึ้นจะเอามาให้อีก 5 ล้าน อีกวิธีหนึ่งคิดดูซับซ้อนแค่ไหน เขาจะไปซื้อรางวัลที่ 1 ที่กองสลาก ดักซื้อแล้วมาให้แกนนำ ให้อ้างว่าถูกลอตเตอรี่ กลายเป็นว่าต่อไปถ้าผมซื้อลอตเตอรี่ต้องหาพยานรับรู้นะ (หัวเราะ)"

ที่มาเสนอให้ 9 แสนเป็นช่วงก่อนที่เขาจะโดนลอบยิง สุพจน์บอกว่าที่ผ่านมาเขาก็พยายามระวังตัว ไม่โจมตีผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น "เวลาไฮด์ปาร์กผมไม่พูดเลย ผมจะพูดแต่เรื่องมลพิษ ผลกระทบ มีผู้มีอิทธิพลบางคนเขาฝากแฟนผมมาบอกว่าให้ผมเพลาๆ หน่อย-อันตราย ผมก็โทรถึงเขา บอกว่าผมค้านเพราะบ้านผมอยู่ที่นี่ พี่จะไปได้ผลประโยชน์อะไรพี่ก็กินไปเถอะ ผมไม่ยุ่ง อย่ามายุ่งกับผม บริษัทไม่มีข้อมูลเดี๋ยวเขาก็แพ้ผม แค่นั้นเอง"

"ส่วนหนึ่งเขามองว่าผมเป็นฐานข้อมูล แต่จริงๆ ไม่ใช่ วันเสาร์ชาวบ้านทั้งหมดจะประชุมกัน มีคณะทำงาน 20-30 คน แบ่งสายกันทำ ใครทำเรื่องที่ดิน เรื่องมลภาวะ ถึงเวลาที่ชาวบ้านอย่างเราจะลุกขึ้นเอง ตรวจสอบเป็น อย่าคิดว่าเราไม่รู้ นักวิชาการรู้กว่า-ไม่จริง ถึงเวลาแล้วนักวิชาการก็ใช่ว่าจะรู้ เราคาดหวังไม่ได้ เราต้องตรวจสอบเอง รวบรวมข้อมูลเองทั้งหมด แต่ผมเป็นคนสรุปและพูด เขาเลยคิดว่าเป็นฐานข้อมูล ที่จริงเราแบ่งกันชัดเจน ประชุมนอกรอบ สรุปประเด็นแล้วชี้แจงให้ชาวบ้านรู้ทุกวันเสาร์ ชาวบ้านเสนอแนะได้ เราอยู่กันอย่างนี้มา 3 ปีแล้ว"

"ชาวบ้านที่อยู่ในกลุ่มเราตอนนี้รู้ดีกว่าบริษัท รู้ดีกว่าหน่วยงานรัฐหลายคน ผู้นำท้องถิ่นไม่ต้องมาเทียบ ไปที่ สผ.เวลาไม่พอ เขาให้แค่ 5 คน แต่เราขอ 7 พูดจริงๆ 10 คน และพูดเป็นข้อมูลเนื้อๆ แต่ของเขาไปเป็นรถตู้ ทีมผู้ใหญ่-กำนัน ยันรองผู้ว่าฯ บริษัทแจกเอกสารให้ท่องไปบนรถ มันผิดกัน มีการกำหนดว่ารองผู้ว่าฯ จะต้องพูดข้อนี้ๆ นะ ชาวบ้านเราที่ไปไม่เยอะแต่พูดได้ทุกคน ผู้ชำนาญการยอมรับว่าข้อมูลจริง อ.สุรพล ดวงแข เจอผมเล่าว่าเขาเจอผู้บริหารบริษัท บอกว่าผมไม่ได้ก้าวร้าว ข้อมูลก็จริงด้วย แล้วทำไมบริษัทไม่พูดคุยกันในเชิงแก้ไขจริงๆ เขาตอบไม่ได้ สภาที่ปรึกษาเคยเสนอว่าจะจัดเวทีกลาง ให้บริษัทเอานักวิชาการมา ชาวบ้านก็ไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งตัวแทนมาฟัง เขาไม่เอา หนีความจริง แต่พยายามขอพบกรรมการสิทธิเป็นการส่วนตัว"

พึ่งประชาสังคม

น่าทึ่งว่าเขาพูดได้เก่งกว่านักวิชาการด้วยซ้ำในเรื่องสิ่งแวดล้อม สุพจน์เรียนจบ ปวส.ด้านคอมพิวเตอร์ แต่การเรียนรู้ของเขากว้างขวางไม่สิ้นสุด

"ผมมาทำงานสหวิริยาตั้งแต่สมัยไม่มีคนเป็นคอมพิวเตอร์เลยนะ ช่วงปี 2534-2535 ผมทำงบประมาณให้เขา แต่ผมก็พูดทุกเวทีว่าบริษัทเก่าเรารับได้ กระทบบ้างก็ว่ากันไป เราไม่ได้ค้าน พนักงานก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผม แต่เขาออกตัวไม่ได้ ถึงบอกว่าคนที่ไม่เห็นด้วยเยอะมาก แต่ที่ไม่ลุกออกมาเพราะอิทธิพลมันแรงมาก มันของจริง"

"บางคนบอกว่ามันทำก็บ้าแล้ว ก็พวกนี้มันบ้า ประมาทไม่ได้ เหมือนช่วง EIA ไม่ผ่าน ใครจะคิดว่ามันจะบ้าให้คนมายิงผมหรือ แต่มันก็ทำ คนที่มาทำเป็นคนหลายกลุ่ม ปกติมันก็มีหลายกลุ่มในบางสะพาน มันก็ยิงกันอยู่แล้วช่วงเลือกตั้ง กำนัน อบต. ผู้ใหญ่ มันหลายกลุ่ม แต่ชั่วโมงนี้สมานฉันท์ คือเขาไปสมานฉันท์กันชั่วคราว ผมพูดได้เลยถ้ายุติการคัดค้านหรือโครงการเกิดก็ยิงกัน พวกสมานฉันท์นี่แหละยิงกันเอง แย่งคิวแย่งโควตากัน"

การต่อสู้ของพวกเขาไม่ได้หวังพึ่งใคร นอกจากภาคประชาสังคมหนุนช่วย

"สู้กับทุนขนาดใหญ่รัฐบาลไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้ เราจะหวังพึ่งใครล่ะตอนนี้ถามว่าเราจะหวังพึ่งประชาธิปัตย์หรือ สหวิริยาช่วยไป 10 ล้านตอนหาเสียง หวังพึ่งรัฐบาลนี้หรือ นายกสมัครไปกับ ดร.วิทย์ เซ็นสัญญาเครื่องจักรกับจีน เพราะฉะนั้นอาวุธสำคัญที่เราใช้คือความจริงอย่างเดียว ความจริงมันไม่เปลี่ยน"

"เขาวางเกมไว้แล้วนะ เขาคาดว่าวันที่ 16 EIA จะผ่าน เขาประกาศว่าวันที่ 20 เขาจะถม และวันที่ 19 กองทัพเรือมาอยู่ที่นี่ บอกว่ามาฝึกทั้งๆ ที่ไม่เคยมา ที่นี่ไม่ใช่สนามฝึก ยกพลขึ้นบกมา 2 วัน เหมือนกับว่าถ้าถมแล้วเราขวางจะเอากองทัพเรือเล่นเรา แต่ชาวบ้านอ่านเกม รู้เหตุการณ์บางอย่างล่วงหน้าพอสมควรก็ป้องกัน ที่ผ่านมายอมรับว่าเราสู้กันคนไม่เยอะ แต่ทันเกม เขาจัดงานใหญ่วันที่ 13 ประกาศว่าแกนนำรับเงินไปหมดแล้ว วันที่ 12 ผมออกเคลื่อนใหญ่ แต่ออกเคลื่อนทุกครั้งเราไม่บอกล่วงหน้า เราใช้วิธีเชื่อมโยงเครือข่ายสั้นๆ 1 คนโทรหา 5 คน 5 คนต้องรวมคนให้ได้ในครึ่งชั่วโมง เพราะถ้าเราวางล่วงหน้าคนของเขาอยู่กับเราก็มี ออกมาปุ๊บเขาก็งง คนที่เขาเสียเงินจ้างอยู่ในเรา แต่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ทันข่าวเราเลย"

บทเรียนของการต่อสู้จะใช้อย่างบ้านกรูด-บ่อนอก ก็ใช้ไม่ได้ทั้งหมด

"สมัยบ่อนอก-หินกรูดคนเยอะ ไม่ต้องหาข้อมูลก็ได้ แต่ยุคนี้ไม่ได้ คนไม่เยอะ สอง อิทธิพลสูง สาม ถ้าไม่มีเหตุผลสังคมไม่ยอมรับ บางสะพานจึงเป็นเรื่องข้อมูลล้วนๆ แต่ก็มีเรื่องยุทธศาสตร์ เวลาเราถูกกระทำก็ต้องหลบให้เป็นด้วย ก็ต้องใช้ประสบการณ์จากบ้านกรูด"

เปรยให้ฟังว่าเขาไม่เคยกินก๋วยเตี๋ยวในร้านมาตลอดเวลาเกือบ 3 ปี เพราะต้องระวังตัวแจ

"เราเองก็เหนื่อย ไม่ได้ทำกินมา 3 ปี บางเดือนชาวบ้านต้องเรี่ยไรเงินค่าเช่าบ้านให้ผม รถผมแบตเตอรี่เสียไม่ได้ใช้ ไม่มีเงิน คือผมอยากให้ยุติให้เร็วที่สุด แต่ที่ผมเรียกร้องคือทำไมในบ้านเมืองเราเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว ทำไมไม่มีคนที่จริงใจมาดูสิว่าโรงถลุงเหล็กมันจำเป็นจริงเหรอ ซึ่งเราก็ไม่มีอะไรสักอย่าง แร่เหล็ก ถ่านหิน เครื่องจักร เราไม่มีเลย ทำไมไม่มีคนกล้าออกมาพูดเรื่องนี้ ผมไปค้นเจอรายงานของ ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ บอกว่าไม่ควรมีโรงถลุงเหล็กในประเทศไทย เขาทำรายงานฉบับนี้ส่งไปที่กระทรวงอุตสาหกรรมด้วย โดยเฉพาะโรงถลุงเหล็กใช้พลังงานที่เป็นต้นทุนอย่างเดียว 20 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีโรงไฟฟ้าให้ คือที่ทับสะแก ที่ชาวบ้านค้านอยู่ ตอนนี้ประจวบฯ รวมตัวกันเป็น 5 พันธมิตร ล่าสุดที่เขาแดงขึ้นมาเป็นหมื่นคน เพราะจะมีโรงถลุงเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าของ Nippon Steel หรือเปล่า คือนอกจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประจวบฯ แล้ว พม่ากำลังพัฒนาประเทศเขาเอง และ ปตท.ไปหนุนสร้างท่าเรือน้ำลึกอยู่ฝั่งโน้นเพื่อจะให้ทำถนนเชื่อม โครงการอุตสาหกกรรมต้นน้ำแถวนี้ก็จะเชื่อมสู่พม่าด้วย สุดท้ายแล้วถามว่ามันมีประโยชน์อะไรกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก สมมติรถยนต์ถูก ต่อไปชาวบ้านมีคนละ 3 คัน มันจะวิ่งที่ไหนกัน สุดท้ายก็ต้องขนเงินไปจ่ายค่าน้ำมันตะวันออกกลาง แล้วต่อไปเราจะไม่มีอาหารกินด้วย"

"รัฐต้องมาสร้างอ่างเก็บน้ำ 4 ลูกด้านบน เขาก็ซื้อที่ชาวบ้านขุดสระเพื่อเก็บน้ำไว้ สุดท้ายฐานทรัพยากรชาวบ้านถูกทำลายหมด คนจบ ป.4 ทุกวันนี้ออกเรือไปไม่กี่ชั่วโมงกลับมาได้เป็นหมื่น ประมงที่นี่เรือปั่นหมึกจะพรึ่บทั้งหาด เรือ 3-4 พันลำ บางคนได้ 600-1,000 กิโลฯ นี่คือรายได้ของชาวบ้านที่ได้จริง ไม่ต้องไปพึ่งพารัฐ แต่จู่ๆ ฐานทรัพยากรตรงนี้หมดไป ชาวบ้านต้องไปเป็นคนโง่ๆ ส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรม สั่งอะไรก็ทำ วันละ 200-300 บาท เรือ 1 ลำที่เข้าแพปลาที่นี่มันเลี้ยงคนเป็นล้านๆ คนต่อวัน ที่เอาอาหารขึ้นมา มันกระทบไปถึงเชียงใหม่ นี่คือของจริง สุดท้ายผมว่าถ้าอีก 20 ปี เอากำไรของการถลุงเหล็กทั้งหมดมาก็ซื้อไปแหล่งปลาทูคืนไม่ได้"

เนื้อหาข่าวเป็นการรวบรวมเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น อันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ มิได้นำไปเพื่อการค้าแต่อย่างใด